ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 635 ใต้เท้าเฮ่อ ช่างบังเอิญเสียจริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 635 ใต้เท้าเฮ่อ ช่างบังเอิญเสียจริง
ตอนที่ 635 ใต้เท้าเฮ่อ ช่างบังเอิญเสียจริง
ซานหลางแย่งเตียงของท่านแม่ไม่ทันจึงทำได้เพียงรีบคว้าตัวศิษย์พี่เยว่ผู้หอมกรุ่นไว้
ต้าหลางพักอยู่ห้องเดียวกับอาวั่ง เอ้อร์หลางไม่มีทางเลือกอื่นจึงทำได้เพียงเลือกบิดาตัวปัญหาของตนเอง
สองเจ้าพ่อแห่งการเรียนนอนอยู่บนเตียงก็ยังไม่ลืมที่จะคอยระแวดระวังอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา กลัวเพียงว่าอีกฝ่ายจะฉวยโอกาสตอนที่ตนเองหลับไป รีบพลิกตำราขึ้นมาศึกษา
ปลายยามโฉ่ว (ราวตีสองสี่สิบนาที) ในที่สุดฝนก็หยุดตก โลกทั้งใบก็เงียบสงบลง คลอเคล้าไปกับเสียงน้ำหยดจากชายคา ติ๋ง ติ๋ง ช่างเป็นเวลาที่เหมาะแก่การนอนหลับพักผ่อนเสียจริง
เสียงกีบม้าถี่กระชั้นสายหนึ่งดังมาจากถนนสายหลัก ฉินเหยาที่เพิ่งจะหลับลึกไปพลิกตัวอย่างหงุดหงิด รวบตัวซื่อเหนียงที่กลิ้งไปอยู่ปลายเตียงเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกแล้วห่มผ้าห่มผืนบางให้ตนเองกับลูกสาว
ยามค่ำคืนของปลายเดือนสามของชิงโจวนั้น อากาศยังนับว่าเย็นอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ที่เพิ่งมีฝนตกลงมา ลมที่พัดลอดเข้ามาตามรอยแยกของหน้าต่างกระทบผิวหนังก็ยังทำให้คนหนาวสั่นได้
นางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหู ฟังเสียงฮึมฮัมในลำคอของลูกสาวในอ้อมแขน ฉินเหยาก็หลับไปอีกครั้ง
ทว่าไม่ถึงครึ่งเค่อ ประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมก็ถูกคนทุบดังลั่นอย่างหยาบคาย เสียง “ปัง! ปัง! ปัง!” ในค่ำคืนที่เงียบสงัดนั้นดังยิ่งกว่าฟ้าร้องเสียอีก เสียงนั้นปลุกแขกที่กำลังฝันหวานอยู่จำนวนไม่น้อยให้ตื่นขึ้น
ในยามนี้ฉินเหยาเริ่มจะมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว ดึกดื่นค่อนคืนมาเคาะประตูยังจะเสียงดังขนาดนี้ ไม่สนใจความเป็นความตายของผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย!
ไม่นาน คนทั้งหมดในโรงเตี๊ยมก็ถูกเถ้าแก่และเหล่าลูกจ้างปลุกจนตื่น โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่ของทางการจากราชสำนักกำลังตามจับกุมนักโทษหลบหนี คนทุกคนที่อยู่บนตึกให้รีบลงไปรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ด้านล่างทันทีเพื่อรอรับการตรวจสอบไต่สวน
ผู้ใดขัดขืน ผลลัพธ์ที่ตามมาจงรับผิดชอบเอาเอง!
ครั้งนี้ ความง่วงงุนของเหล่าแขกล้วนหายวับไปหมดสิ้น แม้ในใจจะบ่นว่า แต่ก็ยังรีบสวมเสื้อผ้าและรองเท้าถุงเท้า ลงไปรวมตัวกันที่ชั้นล่างอย่างเร่งรีบ
ส่วนคนที่อืดอาด เจ้าหน้าที่ของทางการจากราชสำนักผู้แผ่ไอเย็นเยียบไปทั้งร่างก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้เท้าถีบประตูจนเปิดออกแล้วพุ่งเข้ามา ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าเจ้าจะสวมกางเกงเรียบร้อยแล้วหรือไม่ก็จะควบคุมตัวลงไปชั้นล่างทั้งหมด
สถานีพักม้าหลวงที่อยู่ใกล้เคียงและโรงเตี๊ยมอีกหลายแห่ง ไม่มีที่ใดรอดพ้นไปได้แม้แต่แห่งเดียว
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงบ่นว่าก็ดังขึ้นทั่วทุกสารทิศ อารมณ์ของเหล่าชาวบ้านพลุ่งพล่านอย่างมาก ดูเหมือนว่าทางฝั่งสถานีพักม้าหลวงยังมีบุคคลสำคัญกำลังโต้เถียงกับเหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่ราวกับโจรป่ากลุ่มนี้ อาจจะเป็นเพราะเกรงในสถานะของอีกฝ่าย เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการที่เป็นดั่งโจรป่าเหล่านี้จึงได้เพลามือลงบ้างในที่สุด
แต่…ก็ไม่มากนัก
พอออกจากสถานีพักม้าหลวง ในบรรดาโรงเตี๊ยมอื่นคนที่พักอาศัยอยู่ล้วนเป็นพ่อค้าวานิชและชาวบ้านธรรมดา ใครจะมาเกรงใจเจ้ากัน!
สถานการณ์ทางฝั่งโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลยังนับว่าดีอยู่บ้าง คนส่วนใหญ่เป็นคนของกองคาราวานตระกูลฉิน ปกติพวกเขาเจอกับสถานการณ์ฉุกละหุกเช่นนี้มามาก ทันทีที่เถ้าแก่แจ้งให้ทราบก็รีบพกพาสิ่งของสำคัญลงมายังโถงใหญ่ชั้นล่างเพื่อรอรับการตรวจสอบทันที
ส่วนฉินเหยาและคนที่เหลือก็ย่อมอยู่รวมกับกองคาราวาน ฉินเฟิงได้แอบจัดการไว้ก่อนแล้ว เหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการจึงไม่ได้จงใจสร้างความลำบากให้ พอตรวจสอบยืนยันตัวตนผ่านก็ปล่อยตัวไป
ไม่นาน คนทั้งหมดในโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลก็ได้รับการตรวจสอบตัวตนจนครบ เจ้าหน้าที่ของทางการผู้เป็นหัวหน้าพยักหน้าให้ฉินเฟิงทีหนึ่ง โบกมือคราหนึ่งก็เตรียมถอนกำลังกลับไปรายงานเบื้องบน
มองส่งเจ้าหน้าที่ของทางการกลุ่มนี้เดินออกจากประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมไป ทุกคนในโถงใหญ่ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันอย่างโล่งอก
“นี่มันคันธนูของผู้ใด!”
ทหารยามในชุดเกราะอ่อนสีดำกลุ่มหนึ่งจู่ๆ ก็ชูคันธนูคันหนึ่งบุกเข้ามาในโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล เหล่าแขกที่กำลังเตรียมตัวแยกย้ายไปพักผ่อนต่างก็สะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน
เหล่าทหารยามชักดาบยาวออกมา ควบคุมทางเข้าออกหลักๆ ทั้งหมดในทันที เหล่าแขกก็ถูกไล่ต้อนไปยังโถงใหญ่อีกครั้ง
ในแคว้นเซิ่ง ชาวบ้านซุกซ่อนดาบไว้ในบ้านไม่เป็นไร หากปรากฏคันธนูขึ้นมาจะต้องมีการรับรองจากทางการ
ซุกซ่อนหน้าไม้หนึ่งคัน ถูกเนรเทศ ซุกซ่อนหน้าไม้ห้าคัน ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ!
หากซุกซ่อนชุดเกราะ เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว ชุดเกราะหนึ่งชุด ทั้งครอบครัวจะต้องติดคุกไปตลอดชีวิต ชุดเกราะสามชุด ถูกประหารสามชั่วโคตรทันที!
สาเหตุก็ใช่เพราะสาเหตุอื่น เพียงเพราะว่าสิ่งของจำพวกธนู หน้าไม้และชุดเกราะล้วนเป็นยุทโธปกรณ์ทางทหาร การที่ชาวบ้านธรรมดาซุกซ่อนไว้ส่วนตัวก็เทียบเท่ากับข้อหากบฏต่อแผ่นดิน
และคันธนูที่เหล่าทหารยามนำเข้ามาคันนี้ เมื่อเทียบกับคันธนูที่พวกนายพรานหรือทหารม้าใช้กันแล้ว มันคนละระดับกันอย่างสิ้นเชิง
คันธนูยาวมากและหนักอึ้ง ลูกธนูก็ใหญ่โตทั้งยังแหลมคม หัวธนูที่หลอมมาจากเหล็กกล้าชั้นเลิศบนนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
ฉินเหยาที่เบียดเสียดอยู่กลางฝูงชนพร้อมกับคนในครอบครัว พอได้เห็นของคุ้นเคยนั้น ใจก็พลันหนักอึ้ง
ทหารยามตวาดถามเสียงกร้าวอีกครั้ง ให้เจ้าของคันธนูรีบก้าวออกมายอมรับโดยเร็ว มิฉะนั้น แขกทั้งโรงเตี๊ยมจะถูกจับกุมไปสอบสวนทั้งหมด
คนในครอบครัวย่อมรู้ดีว่าคันธนูนั้นเป็นของผู้ใด พวกเขาล้วนมองไปยังฉินเหยาอย่างร้อนรน สถานการณ์ในยามนี้ ต่อให้พวกเขาจะบริสุทธิ์ก็เกรงว่าจะมิอาจหลีกเลี่ยงการหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัวได้
ฉินเฟิงสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางด้านนี้จึงรีบมองฉินเหยาแวบหนึ่งเพื่อขอคำยืนยัน เมื่อเห็นนางพยักหน้าเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น ในใจก็พลันตื่นตระหนก
ตลอดทางเขาไม่เคยเห็นคันธนูคันนี้มาก่อนเลย อีกอย่าง ธนูที่ใหญ่ขนาดนี้ แขนเล็กๆ สองข้างของนางจะไปง้างมันไหวหรือ
เหล่าทหารยามเริ่มหมดความอดทนแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าพวกเขาแตกต่างจากเหล่าเจ้าหน้าที่ของทางการกลุ่มนั้นที่รับมือง่าย คนที่เป็นหัวหน้าวิ่งเหยาะๆ ออกประตูไปแล้วราวกับจะไปตามผู้มีอำนาจคนใดมาควบคุมสถานการณ์
ไม่มีเวลาแล้ว ฉินเฟิงรีบเบียดเข้าไปอยู่ข้างกายฉินเหยา กดแขนของนางไว้ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กัดฟันแน่น กำลังจะบอกว่าคันธนูเป็นของตนเอง
ฉินเหยาที่ตระหนักถึงความตั้งใจของฉินเฟิงชะงักไปชั่วขณะ นางบอกไปแล้วว่าตนไม่ใช่น้องสาวของเขา เหตุใดยังจะรีบร้อนเข้ามาช่วยนางทำเรื่องที่หากไม่ระวังก็อาจจะถึงแก่ชีวิตเช่นนี้อีก?
พอมองหลิวจี้ที่เอาแต่ทำหน้าตึงเครียดที่อยู่ข้างกายอีกครั้ง แต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้เพียงครึ่งก้าว ฉินเหยาก็รู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ก็เหมือนกับสินค้า เปรียบเทียบสินค้ากับสินค้าแล้ว บางชิ้นก็ต้องโยนทิ้ง!
หลิวจี้ได้กลิ่นอายอันตรายในทันที เขามองฉินเหยาอย่างใสซื่อแวบหนึ่ง ในใจคิดว่า มิใช่ว่ามีพี่เขยออกหน้ารับไว้แล้วหรือ พวกเราสองคนอยู่นิ่งๆ ไปเถอะ
อย่างไรเสียก็ไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อมโนธรรม อย่างมากก็แค่ยุ่งยากเล็กน้อย เดินไปตามกระบวนการ
ฉินเหยาถอนหายใจในใจเฮือกหนึ่ง ชิงเปิดปากพูดก่อนฉินเฟิงว่า “เป็นคันธนูของข้าเอง!”
โดยไม่มองสายตาตื่นตระหนกของฉินเฟิงและสีหน้า ‘ข้าชาไปทั้งตัวแล้ว’ ของหลิวจี้ ฉินเหยาก็เดินออกมาจากฝูงชน ยอมรับว่าธนูแขนเทวะคันนี้เป็นของตน
เหล่าทหารยามไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าคนที่ออกมาจะเป็นสตรีนางหนึ่ง ทุกคนต่างก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ถึงได้ตวาดถามอย่างไม่พอใจว่า “เป็นคันธนูของเจ้าจริงๆ หรือ ทางการทำงานมิใช่เรื่องล้อเล่น หากเจ้าจงใจปกปิดหลอกลวง เราสามารถเอาผิดเจ้าในข้อหาก่อกวนความสงบ ส่งเข้าคุกหลวงรับโทษทัณฑ์ได้ เจ้าคิดดีแล้วหรือ นี่เป็นคันธนูของเจ้าจริงๆ หรือ!”
ประโยคหลังนี้ ทหารที่ตวาดถามผู้นั้นแทบจะตะโกนออกมา น้ำลายสาดกระเซ็นไปทั่วราวกับเครื่องพ่นน้ำ
ฉินเหยาเอียงตัวหลบอย่างรวดเร็วทีหนึ่ง แต่ชายเสื้อก็ยังโชคร้ายเปื้อนไปหลายหยด อารมณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้วเพราะนอนหลับไม่สนิทแล้วถูกปลุกให้ตื่นจึงยิ่งอัดอั้นโมโหมากขึ้น
นางไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ฉวยคันธนูในมือทหารยามผู้นั้นมาแล้วดึงลูกธนูยักษ์ออกมาดอกหนึ่งพาดเข้ากับคันธนูแขนเทวะ น้าวคันธนูจนเต็มที่ในวินาทีเดียว
สายธนูที่ตึงเปรี๊ยะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ราวกับรอไม่ไหวที่จะยิงออกไป ฟังแล้วเสียวฟันยิ่งนัก
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของแขกเต็มห้องโถงและเหล่าทหารยาม ฉินเหยาก็ผ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ใช้ท่าทางที่ดูเหมือนเชื่องช้าแต่ทว่าทดสอบการควบคุมพละกำลังอย่างยิ่งยวด ค่อยๆ ผ่อนสายธนูที่น้าวจนเต็มที่กลับคืนทีละน้อย จนกระทั่งไม่เป็นอันตรายใดๆ แล้วจึงปลดลูกธนูออก ถือธนูยืนอยู่เบื้องหน้าทหารยามที่ตวาดถามตนเองแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อยด้วยสายตาเย็นชา
ไป๋เฮ่อที่ถูกผู้ใต้บังคับบัญชานำเข้ามาในโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหลได้เห็นฉากนี้เข้าเต็มสองตาพอดี ในใจก็ทั้งตื่นตระหนกทั้งอยากสบถด่าคน
เหตุใดถึงได้มาพบกับหญิงชาวบ้านหยาบกระด้างที่มาจากหมู่บ้านตระกูลหลิวผู้นั้นที่นี่ได้!
เขาไม่อยากจะยอมรับเลยว่า ชั่วขณะที่ได้เห็นนาง มือที่กุมกระบี่ของเขาก็สั่นขึ้นมาสองคราราวกับได้เห็นเมฆดำทะมึนที่บดบังฟ้าดินผืนนั้นปกคลุมอยู่เหนือศีรษะของตนเองอีกครั้ง
แต่ว่ายาที่นางมอบให้ก่อนจากมาครั้งนั้นก็นับว่าดียิ่งนัก สรรพคุณของยาดีมาก อาการบาดเจ็บภายในหายดีโดยไม่ทิ้งอาการแทรกซ้อนใดๆ ไว้เลย ยังนับว่ามีความจริงใจอยู่บ้าง
ฉินเหยามองบุรุษในชุดเกราะสีดำทะมึนที่ก้าวฉับๆ เข้ามาจากด้านนอก ก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน “นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบใต้เท้าเฮ่อที่นี่ ช่างบังเอิญเสียจริง”