ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 636 สติแตก
ตอนที่ 636 สติแตก
มุมปากของไป๋เฮ่อกระตุกเล็กน้อย ไม่คิดอยากจะรู้จักกับนางเลย
เขาเดินวนรอบนางหนึ่งรอบ เริ่มการซักถามตามระเบียบการ
“ชื่อแซ่ ถิ่นกำเนิด?”
“เรียนใต้เท้า สตรีผู้ต่ำต้อยแซ่ฉินมีนามว่าเหยา เป็นคนหมู่บ้านตระกูลหลิว สังกัดอำเภอไคหยาง จังหวัดจื่อจิงเจ้าค่ะ”
“จะไปที่ใด? ทำอะไร?”
ฉินเหยา “เรียนใต้เท้า สามีของข้าเป็นบัณฑิต เพื่อให้สามีได้เตรียมตัวสำหรับการสอบชุนเหวยในปีหน้าอย่างสบายใจจึงตั้งใจจะเข้าเมืองหลวงล่วงหน้าเพื่อเตรียมการให้พร้อม”
“อย่างนั้นหรือ” ไป๋เฮ่อแค่นเสียงเย็นชาทีหนึ่งพลันชักกระบี่ออกมาจ่อไปที่ฉินเหยาโดยตรง “สารภาพความจริงมาเสีย! ตกลงว่าเข้าเมืองหลวงเพื่อการใดกันแน่?!”
หลิวจี้รำพึงในใจว่าจบสิ้นแล้ว ถูกเปิดโปงเข้าแล้ว สติปัญญาสั่งการให้เขาเอาตัวรอด อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนาง สตรีใจร้ายผู้นี้เก่งกาจถึงเพียงนี้ย่อมต้องรับมือไหวแน่นอน
แต่สัญชาตญาณในใจก็ยังคงมีชัยเหนือกว่าจึงเกือบจะพุ่งออกไปแล้ว แต่ก็ถูกอาวั่งคว้าตัวเอาไว้ อาวั่งกดเสียงต่ำเอ่ยว่า “นายท่านอย่าเพิ่งวู่วาม ได้โปรดเชื่อใจฮูหยิน”
หลิวจี้ไม่ได้ขัดขืนกลับพยักหน้าเห็นพ้อง “ข้ารู้ ข้ารู้ อาวั่งเจ้าต้องควบคุมร่างกายนายท่านใหญ่เช่นข้าไว้ให้มั่นนะ ร่างกายข้าในตอนนี้ชักจะไม่ค่อยฟังคำสั่งของสมองเท่าใดนัก เข้าใจหรือไม่”
อาวั่ง “…” เขาจะทำเช่นนั้น
“ใต้เท้า มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากัน เรื่องนี้จะต้องเข้าใจผิดอะไรกันแน่นอน!”
ฉินเฟิงรีบก้าวออกมา เขาไม่อาจทนเห็นน้องสาวของตนถูกผู้อื่นใช้กระบี่ชี้หน้าโดยที่ตนเองยังยืนอยู่ด้านหลังราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองได้
ไป๋เฮ่อเหลือบมองเขาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง ฉินเฟิงก็รีบค้อมตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม “ข้าน้อยชื่อฉินเฟิง เถ้าแก่ของห้างการค้าตระกูลฉินแห่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีความเกี่ยวข้องกับใต้เท้ากัวแห่งกรมคลังในเมืองหลวงอยู่บ้าง ฉินเหยาคือน้องสาวของข้าน้อย ตั้งแต่เล็กนางก็ซุกซน ชอบเล่นดาบกวัดแกว่งกระบอง แต่ก็รู้เพียงวิชางูๆ ปลาๆ เท่านั้น พูดออกมาก็ทำให้ใต้เท้าหัวเราะเยาะแล้ว”
วิชางูๆ ปลาๆ?
ไป๋เฮ่อเหลือบมองสตรีที่ถูกตนใช้กระบี่จี้คอแต่ก็ยังคงสงบนิ่งอยู่ได้ แม้แต่หนังตาก็ไม่กระดิกสักนิด นี่เหมือนคนที่เป็นแค่วิชางูๆ ปลาๆ อย่างนั้นหรือ
“ตลอดทางนี้ ข้าน้อยพาน้องสาวและน้องเขยทั้งครอบครัวเข้าเมืองหลวง อยู่ด้วยกันทุกวัน คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนเป็นพยานได้ ดังนั้นข้าน้อยสามารถใช้ชีวิตและห้างการค้าทั้งหมดรับประกันอุปนิสัยของน้องสาวข้าน้อยได้ นางไม่ใช่ผู้ร้ายคนสำคัญที่ทางราชสำนักต้องการตัวอย่างแน่นอน หวังว่าใต้เท้าจะพิจารณา!”
ฉินเฟิงคารวะอย่างล้ำลึกอีกครั้งและส่งสัญญาณมือให้ท่านลุงเจ็ดอย่างลับๆ
ท่านลุงเจ็ดเข้าใจในทันทีจึงเผยสีหน้ายิ้มแย้มแล้วเดินไปอยู่ต่อหน้าเหล่าทหารยามกลุ่มนั้น ยัดเงินก้อนกลมๆ หนักๆ ให้คนละก้อน
ดวงตาของเหล่าทหารยามพวกนั้นพลันสว่างวาบขึ้นมา พากันหันไปมองไป๋เฮ่อเป็นตาเดียว
สีหน้าของไป๋เฮ่อเคร่งขรึมลง เหล่าทหารยามก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป โยนเงินก้อนกลับคืนไปราวกับเผือกร้อน อีกทั้งยังเป็นการคืนในรูปแบบของการขว้าง ขว้างกลับไปที่หน้าอกของท่านลุงเจ็ด แววตายังเผยความดุร้าย ดูเหมือนกำลังจะอาละวาดสักยก
ฉินเหยาแอบคิดว่าแย่แล้วพลันหมดความอดทนที่จะแสดงละครกับเจ้าคนไม่รู้จักพออย่างไป๋เฮ่อผู้นี้ต่อไป นางยกมือขึ้น ใช้ปลายนิ้วหนีบปลายกระบี่ที่จ่ออยู่บนลำคอของตนเองไว้แล้วออกแรงผลักกลับไปยังไป๋เฮ่ออย่างแรง!
“ใต้เท้าเฮ่อ”
ริมฝีปากของนางเผยอออกเล็กน้อย น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่าเมื่อเข้าสู่หูของไป๋เฮ่อกลับคล้ายกับมีคนผู้หนึ่งกำลังหวดตีกลองใบใหญ่อยู่ข้างหูของเขา เสียงดังปึง! ทั้งไม่ทันตั้งตัว เสียงนั้นดังจนหัวใจเขาแทบจะหยุดเต้น
ประกอบกับพลังมหาศาลราวพลิกภูผาถล่มทะเลที่จู่ๆ ก็ส่งผ่านมาจากด้ามกระบี่ในมือ ไป๋เฮ่อพลันตระหนกในใจ แย่แล้ว สตรีชาวบ้านหยาบคายผู้นี้เกิดคลั่งขึ้นมาอีกแล้ว!
เขารีบระดมพลังทั่วร่างเพื่อต้านทานพลังมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาอย่างดุดัน ใบหน้าพลันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ในบัดดลเนื่องจากออกแรง ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง
เหล่าทหารยามแม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อเห็นใต้เท้าตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็พากันจ้องมองฉินเหยาผู้ใช้เพียงปลายนิ้วคีบกระบี่ ทั้งยังบีบให้ไป๋เฮ่อถอยไปครึ่งก้าวอย่างระแวดระวัง
ฉินเหยาหรี่ตาลง ไป๋เฮ่อใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดต้านทานแล้ว ทว่านางกลับทำท่าราวกับไม่ได้ใช้แรงสักเท่าใด ใบหน้าไม่แดงลมหายใจไม่หอบ ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ใต้เท้า พี่ชายของข้ามีเจตนาดี ไยท่านต้องสร้างความลำบากใจให้ลูกน้องด้วยเล่า พี่ใหญ่ทุกท่านติดตามท่านมาลำบากตรากตรำดึกดื่นเช่นนี้ หรือว่าแม้แต่อาหารดีๆ สักมื้อก็ไม่คู่ควรได้กินหรือ!”
พอสิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของเหล่าทหารยามก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง อารมณ์ความรู้สึกทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ คับข้องใจและไม่ยินยอมอื่นๆ ฉายวาบผ่านดวงตาของพวกเขา
อย่ามองว่าพวกเขาแต่งกายดูน่าเกรงขาม แต่เมื่อถอดชุดนี้ออกก็เป็นเพียงคนที่ฐานะดีกว่าคนธรรมดาเล็กน้อยเท่านั้น
ผู้นำมีระเบียบวินัยเข้มงวด ลูกน้องใช้ใต้บังคับบัญชาจึงไม่มีโอกาสร่ำรวย หากจะบอกว่าไม่มีความคับข้องใจเลยแม้แต่น้อย นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้
ไป๋เฮ่อย่อมไม่พลาดสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของเหล่าลูกน้อง เขาราวกับไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกลูกน้องจะมีความรู้สึกนึกคิด จึงถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
เพียงชั่วขณะนั้น กระบี่ก็ถูกฉินเหยาใช้นิ้วเดียวดีดออกไป ดูเผินๆ เป็นเพียงการขยับนิ้วอย่างแผ่วเบา แต่พลังที่แฝงอยู่กลับผลักไป๋เฮ่อที่กำลังนิ่งอึ้งจนถอยหลังไปก้าวใหญ่
นางยังยั้งมือไว้ มิฉะนั้นไป๋เฮ่อคงได้ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมที่เรือนปทุมในวันนั้นอีกเป็นแน่
“พี่ชาย” ฉินเหยารีบส่งสายตาให้ฉินเฟิงทันที
ฉินเฟิงถูกเรียกด้วยคำว่า ‘พี่ชาย’ นี้ ก็ทั้งประหลาดใจระคนยินดี รีบพยักหน้าตอบรับว่า “อ้อ!”
เขาหันกายแล้วนำก้อนเงินที่ถูกโยนกลับมาไปยัดใส่มือเหล่าทหารยามเหล่านั้นอีกครั้ง
เหล่าทหารยามไม่ได้รับ แต่มองไปที่ไป๋เฮ่อก่อน
ง่ามมือของไป๋เฮ่อถูกแรงสะท้านเสียจนชา เขากัดฟันแน่นฝืนทนอย่างสุดกำลัง ถึงทำให้มันไม่สั่นรุนแรงนัก เขาถลึงตามองฉินเหยาอย่างเคียดแค้นแวบหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าเบาๆ ให้แก่เหล่าลูกน้อง
เมื่อเห็นประกายความยินดีวาบออกมาจากนัยน์ตาของเหล่าลูกน้อง ไป๋เฮ่อก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น
เขาเงยหน้าขึ้นมองฉินเหยา นางเองก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน สองคนสบตากัน คนรอบข้างพลันราวกับได้ยินเสียงประกายไฟดังเปรี๊ยะๆ
พอเห็นใบหน้าดำคล้ำเหมือนอดนอนของฉินเหยา ไป๋เฮ่อก็ไม่กล้ายั่วยุนางอีกจริงๆ
แม้จะไม่ได้ไถ่ถามถึงจุดประสงค์ที่พวกนางปรากฏตัวที่นี่ แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นเพราะอาจารย์กงเหลียงเป็นแน่
ทำการสิ่งใดควรเหลือทางรอดไว้บ้าง วันหน้าเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งจะได้ไม่ลำบากใจ
ในเมื่อนางอุตส่าห์ไว้หน้าเขาแล้ว ครั้งนี้เขาก็จะไว้หน้านางบ้าง ทั้งสองบรรลุข้อตกลงกันทางสายตา น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง
หลังจากส่งสัญญาณให้ลูกน้องคืนคันธนูให้นาง ไป๋เฮ่อก็เหลือบมองฉินเหยาอย่างเย็นชาแวบหนึ่งด้วยความไม่ยินยอม จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ไป!”
ฉินเฟิงและเถ้าแก่โรงเตี๊ยมตามไปส่งทุกคนจนถึงประตูใหญ่ของสถานีพักม้าหลวงอย่างนอบน้อม จากนั้นก็วิ่งกลับมาราวกับหนีตายแล้วปิดประตูใหญ่ลงอย่างแผ่วเบา
โชคดีที่เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ตื่นตระหนกไปเปล่าๆ แขกเหรื่อทั้งหลายถูกความวุ่นวายนี้เล่นงานจนอ่อนล้าหมดแล้ว ต่างพากันหาวหวอดแล้วกลับห้องพักไป
หลิวจี้รีบมาเอาอกเอาใจในภายหลัง ไต่ถามฉินเหยาด้วยความห่วงใย ช่วยนางถือคันธนูแล้วส่งนางถึงห้องพักด้วยตนเอง ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคันธนูตั้งแต่หัวจรดท้ายอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะวางตั้งไว้ที่หัวเตียงอย่างระมัดระวังยิ่ง
“เมียจ๋า หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะ?” หลิวจี้เอ่ยถามเสียงเบา ควบคุมระดับเสียงได้พอเหมาะพอดี ไม่เบาจนฟังไม่รู้เรื่องและก็ไม่ดังจนรบกวนนาง
ฉินเหยาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ส่งสัญญาณให้ซื่อเหนียงที่หาวไม่หยุดขึ้นเตียงนอนก่อน จากนั้นจึงมองหลิวจี้ “ไสหัวไป”
หลิวจี้ขานรับ “จ้า” ยังไม่ลืมที่จะกล่าวโทษตัวการว่า “เจ้านักโทษหลบหนีผู้นั้น สถานที่ใหญ่โตปานนั้นมันไม่ไป เหตุใดต้องมาซ่อนตัวในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วย สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนโดยแท้!”
คำพูดของเขาทำให้ฉินเหยานึกขึ้นได้จึงรีบกำชับหลิวจี้ว่า “เจ้ากับเอ้อร์หลางระวังตัวด้วย ปิดประตูหน้าต่างให้ดี”
หลิวจี้พยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้ว ปิดประตูห้องแล้วจากไป
ฉินเหยาถอดเสื้อผ้าขึ้นเตียง เป่าเทียนไขให้ดับแล้วหาวออกมาครั้งหนึ่ง เอนกายลงอย่างสบายอารมณ์พลางคิดในใจว่าในที่สุดก็ได้นอนหลับสักที
วินาทีต่อมา ประสาทหูอันเฉียบไวของนางก็ได้ยินเสียงลมหายใจตึงเครียดแว่วดังมาจากใต้เตียง
ดวงตาที่เพิ่งปิดลงของฉินเหยาพลันเบิกกว้างขึ้นมาทันที สภาวะทางจิตใจแทบจะระเบิดออกมาแล้ว
บิดามันเถอะ! ตกลงยังจะให้คนได้นอนหลับดีๆ หรือไม่!