ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 637 กลายเป็นผู้ชนะในชีวิต
ตอนที่ 637 กลายเป็นผู้ชนะในชีวิต
“ท่านแม่~” คลับคล้ายกับจะสัมผัสได้ถึงไอความขุ่นเคืองที่พุ่งพล่านนั้น ซื่อเหนียงจึงซุกเข้าไปในอ้อมอกของท่านแม่อย่างไม่สบายใจ
ใบหน้ายามหลับที่น่ารักของเด็กน้อยทำให้หัวใจคนมองอ่อนยวบ สภาพจิตใจที่พังทลายของฉินเหยาได้รับการปลอบประโลมเล็กน้อย…แต่ก็ยังแทบจะระเบิดอยู่ดี!
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ กดเก็บไอสังหารลงไปอย่างแรงแล้วตบหลังบุตรสาวเบาๆ กล่อมนางจนหลับไป ก่อนจะค่อยๆ ชักแขนของตนเองกลับมา ใช้มุมผ้าห่มหนุนไว้ด้านหน้าเด็กเพื่อจำลองอ้อมกอดของตนเองหลังจากแน่ใจแล้วว่าเด็กน้อยจะไม่ตื่นขึ้นมาก็ลุกขึ้นนั่งแล้วลงจากเตียง
มีคนตกใจกับการกระทำนี้ของนาง ไม่รู้ว่าไปชนกับอะไรเข้าจึงเกิดเสียงทื่อๆ ที่ไม่นับว่าเบานักขึ้น
โง่เง่าสิ้นดี! ฉินเหยาด่าทอในใจ
นางเพียงแสร้งทำเป็นหูหนวก เดินมาที่ข้างประตู ถอดสลักประตูออกแล้วจึงกลับไปที่หน้าต่าง ผลักหน้าต่างที่ปิดสนิทออกอย่างขุ่นเคืองใจ พอผลักไปได้ครึ่งหนึ่งก็รีบใช้มือจับหน้าต่างเอาไว้เพื่อไม่ให้มันกระแทกกับขอบหน้าต่างจนเกิดเสียงดังปลุกเจ้าตัวน้อยบนเตียงให้ตื่นขึ้นมา
ลมหนาวพัดเข้ามาในทันใด ความง่วงงุนเพียงน้อยนิดของฉินเหยาถูกลมหนาวนี้พัดปะทะ เอาล่ะ ความง่วงหายวับไปจนหมดสิ้นแล้ว
ความรู้สึกที่สมองอยากนอนแต่ร่างกายกลับนอนไม่หลับ คนที่เคยสัมผัสต่างรู้ดีว่ามันทำให้คนหลายคนพังทลายได้อย่างไร
ฉินเหยากลับไปนอนลงบนเตียงอีกครั้ง กลัวว่าความเย็นจากตัวนางจะแผ่ไปยังซื่อเหนียงจึงโคจรพลังอุ่นแขนขาให้ร้อนขึ้น จากนั้นจึงค่อยมุดเข้าไปในผ้าห่ม กอดเจ้าก้อนน้อยน่ารักนี้เอาไว้
นางบังคับตัวเองให้หลับตา แสร้งทำเป็นคนตาบอด
คนกลุ่มใหญ่ของไป๋เฮ่อปรากฏตัวขึ้นกลางดึก คนที่ต้องการจับกุมไหนเลยจะเป็นเพียงนักโทษหลบหนีธรรมดาๆ
ฉินเหยาไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาณาเขตของผู้อื่น ต่อให้นางจะเป็น ‘มังกรแกร่ง’ ก็ต้องขดตัวนิ่งไว้ก่อน
เมืองหลวงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว ในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของแคว้นเซิ่งแห่งนี้ คนที่อยู่อาศัยหากไม่ใช่ราชนิกุล ขุนนางก็เป็นตระกูลใหญ่ทรงอิทธิพล ราชวงศ์ศักดินาที่เลวร้ายไม่เคยใช้เหตุผล คนที่มีอภิสิทธิ์ต้องการจะจัดการกับสามัญชนธรรมดาอย่างนาง แค่ขยับปากพูด ยัดเยียดข้อหาให้นางสุ่มๆ ก็พอแล้ว
ในวันสิ้นโลกที่ระเบียบแบบแผนล่มสลาย เพื่อความอยู่รอด ฉินเหยาได้ละทิ้งจุดอ่อนทั้งหมด เลือกที่จะเป็นหมาป่าเดียวดาย
นางที่อยู่เพียงลำพังแทบจะไร้เทียมทาน
หมาป่าเดียวดายผู้ไร้เทียมทาน เมื่อก้าวเข้าไปในฝูงก็ไม่ไร้เทียมทานอีกต่อไป ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยจุดอ่อน ทว่านางกลับยังต้องการที่จะปกป้องจุดอ่อนเหล่านี้
มนุษย์หนอ ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดเสียจริง…
หลังจากครุ่นคิดฟุ้งซ่านไปหนึ่งยก ฉินเหยาที่นอนไม่หลับกลับผล็อยหลับไปได้สำเร็จ
แขกใต้เตียงที่ไม่ได้รับเชิญผู้นั้นก็ไม่ได้โง่เขลาจนถึงที่สุด เมื่อตระหนักถึงความเมตตาของเจ้าของห้อง หลังจากกล่าวขอโทษในใจแล้วก็ฉวยโอกาสก่อนรุ่งสาง ลอบออกไปจากช่องประตูที่ไม่ได้ลงกลอน
ก่อนไป ยังไม่ลืมที่จะช่วยปิดประตูห้องให้อย่างแผ่วเบา
ยังนับว่ามีมารยาทอยู่บ้าง
ฉินเหยานอนหลับไปครั้งนี้จนตื่นขึ้นเอง เมื่อตื่นขึ้นมา ในห้องก็เงียบสงบ ฝนห่าใหญ่นอกหน้าต่างตกมาสักพักใหญ่แล้ว หยาดฝนดังเปาะแปะราวกับจะเจาะกระเบื้องหลังคาให้ทะลุ ช่างเก่งกาจนักที่นางยังนอนหลับลงได้
ซื่อเหนียงที่ตื่นนานแล้ว สวมเสื้อผ้าและรองเท้าถุงเท้าด้วยตัวเอง เหยียบม้านั่งตัวเล็กอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เช็ดหน้า เช็ดมือเล็กๆ คู่นั้น จากนั้นก็หยิบเอาบทความสำนึกผิดที่ใกล้จะเขียนเสร็จออกมาเพื่อสำนึกผิดต่อ
ฉินเหยาลุกขึ้นจากเตียง พอหันหน้าไปก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยกำลังคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะ เขียนบทความสำนึกผิดอย่างตั้งอกตั้งใจก็เดินเข้าไปขยี้ผมยุ่งๆ ของนางอย่างมีความสุข
“ท่านแม่!” เมื่อพบว่าท่านแม่ตื่นแล้ว ซื่อเหนียงก็มีความสุขอย่างยิ่ง
การหวีผมเองยังเป็นเรื่องยากสำหรับซื่อเหนียง ผมถูกท่านแม่ขยี้จนยุ่งเหยิง เจ้าตัวเล็กก็ใช้มือเสยผมที่ยุ่งเหยิงไปด้านหลังศีรษะอย่างง่ายๆ แล้วหัวเราะเอิ๊กอ้าก “ท่านแม่ หิวแล้ว ข้าอยากกินเนื้อ”
ฉินเหยาพยักหน้าพลางตอบรับ สองมือประคองใบหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยมามองซ้ายมองขวา นางพลันนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้จึงกล่าวว่า
“ลูกรัก เรามาตัดหน้าม้าตรงกันดีไหม”
ซื่อเหนียงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “มันเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ ดูดีหรือไม่”
“ก็น่าจะดูดีกระมัง ลองดูหรือไม่” ฉินเหยาปากเอ่ยถาม แต่มือก็เริ่มควานหาเครื่องมือที่พอใช้ได้แล้ว
ซื่อเหนียงพยักหน้า มอบศีรษะของตนให้ท่านแม่ด้วยความไว้วางใจเต็มที่
ฉินเหยาหากรรไกรมาได้เล่มหนึ่งก็ตัดฉับลงไปอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม ซื่อเหนียงมองเส้นผมของตนที่ร่วงหล่นลงมา สองมือประคองรับไว้อย่างระมัดระวัง พลางรีบเงยหน้าขึ้นถาม “เสร็จแล้วหรือยังเจ้าคะ”
ฉินเหยามองดวงตากลมโตเหมือนลูกองุ่นที่ใสราวกับคริสตัลคู่นั้นแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “น่ารักมากจริงๆ ด้วย~”
จากนั้นให้อินเยว่ ผู้มีฝีมือในการทำผมมาถักเปียเล็กๆ สองข้าง ผูกด้วยแถบผ้า ยิ่งน่ารักเกินต้านทาน
ในห้องโถงของโรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล มีเด็กหญิงตัวน้อยที่ร่าเริงสดใสน่ารักเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง นางจับเปียเล็กๆ ที่งดงามสองข้างของตน สะบัดหน้าม้าตรงของตนแล้ววิ่งวนไปทั่วเพื่อถามผู้คนว่า “ท่านแม่ตัดผมให้ข้า ดูดีหรือไม่”
“ท่านปู่เจ็ด ท่านดูหน้าม้าของข้าสิ!”
“ท่านอาอาวั่ง ท่านดูสิว่าข้าดูดีหรือไม่”
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พวกท่านดูข้าสิ ท่านแม่ตัดหน้าม้าให้ข้าด้วยล่ะ~”
พอเห็นฉินเฟิงเดินลงมาจากชั้นบน นางก็รีบวิ่งเข้าไปหาเหมือนผึ้งน้อยที่กำลังยุ่งง่วนกับการหาน้ำหวานอย่างนั้น “ท่านลุงเถ้าแก่ใหญ่ ท่านดูผมของข้าสิ ท่านแม่ตัดให้ดูดีหรือไม่”
ฉินเฟิงไว้หน้านางอย่างยิ่ง ตั้งใจพินิจมองแล้วจึงพยักหน้าชื่นชมอย่างจริงจัง “ดูดี ทำให้ใบหน้าของซื่อเหนียงดูเล็กขึ้น ดวงตาก็ดูกลมโตขึ้น”
“ยังมีอีก ต่อไปให้เรียกข้าว่าท่านลุง รู้หรือไม่” ฉินเฟิงยิ้มพลางเตือน
ซื่อเหนียงชะงักไป คำเรียกท่านลุงหาใช่จะเรียกกันส่งเดชได้นางจึงรีบวิ่งกลับไปอยู่ข้างท่านพ่อท่านแม่แล้วมองดูปฏิกิริยาของผู้ใหญ่
ฉินเฟิงก้าวยาวๆ เข้ามา นำคำพูดที่เพิ่งพูดกับซื่อเหนียงเมื่อครู่มาพูดกับต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลางซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
เด็กๆ ล้วนตะลึงงันไป เมื่อคืนตอนดึก เถ้าแก่ฉินบอกว่าท่านแม่เป็นน้องสาวของเขา น่าจะเป็นการกุเรื่องขึ้นมาเฉพาะหน้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาเท่านั้นไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เรื่องจริงกระมัง?
ฉินเหยาเองก็ไม่คาดคิดว่าฉินเฟิงจะมาไม้นี้ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสองข้างที่ทั้งจริงใจและจริงจังของฉินเฟิง ในใจก็รู้สึกเปรี้ยวๆ ฝาดๆ คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังจะทะลักออกมา
ฉินเฟิงถูกนางจ้องจนรู้สึกกระวนกระวายใจ อย่ามองท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมของเขาเลย ที่จริงในใจเขาก็ไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย รอเนิ่นนานก็ยังไม่เห็นฉินเหยาแสดงท่าที ฉินเฟิงจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ขยับเข้าไปใกล้นางอีกเล็กน้อย กดเสียงให้ต่ำลงแล้วพูดว่า “เด็กๆ ล้วนกำลังมองอยู่ ไว้หน้าข้าหน่อยเถิดแม่คุณ ข้าเตรียมอั่งเปาเปลี่ยนคำเรียกไว้พร้อมแล้วนะ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ชำเลืองมองเขาแล้วถาม “ข้าคือใคร?”
ฉินเฟิงตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ฉินเหยา”
“แม้ว่าเจ้ากับข้าจะมีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แต่หากไม่พูดถึงเรื่องสายเลือด ข้าจะรับน้องสาวที่มีวรยุทธ์สูงส่ง ทั้งยังฉลาดมีไหวพริบและเยือกเย็นสักคนไม่ได้เลยหรือ”
ฉินเหยายิ้ม พี่ชายคนนี้ นางยอมรับแล้ว!
นางยักไหล่ให้เด็กๆ อย่างไว้ท่าที เชิดคางไปยังฉินเฟิงที่อยู่ตรงหน้า “ขอแนะนำให้พวกเจ้ารู้จักอย่างเป็นทางการ นี่คือพี่ชายร่วมสาบาน…ที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับท่านแม่ของพวกเจ้า เรียกสิ”
เด็กทั้งสี่ต่างตะลึงงันไปพร้อมกันพลางอุทาน “หา” ออกมาเสียงดังลั่นอย่างเกินจริง มองดูท่านพ่อท่านแม่แล้วก็หันไปมองท่านลุงฉินเฟิงคนใหม่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง สมองน้อยๆ ของพวกเขาประมวลผลข้อมูลมหาศาลขนาดนี้ไม่ไหว
ยังคงเป็นเอ้อร์หลางที่ฉลาดหลักแหลมที่สุด มีท่านลุงที่ทั้งร่ำรวยและใจกว้างเช่นนี้ ไม่รีบรับไว้ก็ขาดทุนเปล่าๆ จึงรีบทำความเคารพในฐานะผู้เยาว์อย่างคล่องแคล่ว “จื่อซูคารวะท่านลุง!”
พลางตบไหล่พี่ใหญ่กับน้องชายและน้องสาวเบาๆ ส่งสัญญาณให้พวกเขาเรียกเร็วเข้า
ซานหลางและซื่อเหนียงยิ้มให้ฉินเฟิงอย่างซื่อๆ แล้วเอ่ยเรียกท่านลุงอย่างเขินอาย
ต้าหลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กดเรื่องที่ตนเองคิดไม่ตกเหล่านั้นไว้แล้วทำความเคารพอย่างจริงจัง จากนั้นจึงเปลี่ยนคำเรียกเป็นท่านลุงอย่างให้เกียรติ
ฉินเฟิงมีความสุขราวกับเศรษฐีบ้านนอกที่ดูซื่อๆ แต่เงินหนา ยื่นอั่งเปาที่เตรียมไว้ในมือให้แล้วตบไหล่พวกเขาทีละคน
“ดีๆๆ ล้วนเป็นเด็กดี ต่อไปก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว หากขาดเหลืออะไรต้องการอะไรก็บอกลุงได้เลย ไม่ต้องมัวเสียดายเงินของลุง ลุงอาจจะไม่มีอะไรอย่างอื่น มีแต่เงินที่มากมายมหาศาล ฮ่าๆๆ!”
ทั่วทั้งห้องโถงมีแต่เสียงหัวเราะฮ่าๆๆ ของฉินเฟิง
อ้อ ยังมีเสียงเรียก ‘พี่เขย’ คำแล้วคำเล่าอย่างประจบประแจงของหลิวจี้ด้วย
ในตอนนี้ การที่มี ‘เมียจ๋า’ ผู้ไร้เทียมทานที่สุดในใต้หล้าคนหนึ่ง และ ‘พี่เขย’ ผู้มั่งคั่งมหาศาลอีกคนหนึ่ง บวกกับลูกๆ ที่ยอดเยี่ยมอีกสี่คน หลิวจี้ก็พลันตระหนักได้ว่าตนเองกลายเป็นผู้ชนะในชีวิตไปแล้ว!