ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 643 ไม่หาเรื่องตาย ก็จะไม่ตาย
ตอนที่ 643 ไม่หาเรื่องตาย ก็จะไม่ตาย
ประตูรถม้าธรรมดาๆ คันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างทางเปิดออกทันที
สารถีหญิงรีบกระโดดลงจากคานลากรถม้า ก้มศีรษะแล้วยื่นมือออกไป
มือข้างหนึ่งค่อยๆ ยื่นออกมาวางลงบนหลังมือของสารถีหญิงอย่างมั่นคง
มือข้างนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมือของสตรี แต่ก็แตกต่างจากมือที่ละเอียดอ่อนนุ่มนวลของสตรีทั่วไป ข้อนิ้วนั้นชัดเจน เรียวยาวและแห้งกร้าน ฝ่ามือใหญ่เป็นพิเศษ บนข้อนิ้วยังมองเห็นหนังหนาด้านบนนั้น
มือคู่นี้ไม่นับว่าสวยงาม แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
สตรีร่างสูงโปร่งผู้สวมหมวกประดับผ้าคลุมหน้า สวมชุดขี่ม้าทั้งร่างมุดออกมาจากรถม้าแล้วค่อยๆ เหยียบขั้นบันไดไม้ลงมาจากรถภายใต้การประคองของสารถีหญิง
เพียงนางยืนอยู่ด้านหน้ารถม้าก็แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขามจนผู้คนมิกล้าสบตาตรงๆ ออกมา แม้จะมีหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ายาวจนปิดบังใบหน้าไว้ทั้งหมด ทว่าฟังจากน้ำเสียงแล้วอายุคงราวๆ สามสิบห้าถึงสามสิบหกปี
มู่หลิงมองมาอย่างประหลาดใจ “องค์หญิง” นางไม่คิดว่าองค์หญิงใหญ่จะเสด็จมาด้วยองค์เอง
เสียงเรียก “องค์หญิง” คำเดียว สถานะของสตรีผู้นั้นก็พลันชัดเจนในทันที
เหล่าชาวบ้านที่มุงดูซึ่งเดิมทียังยืนอยู่รอบรถม้าต่างก็ตกใจจนคุกเข่าลงไป ชั่วพริบตาบริเวณใกล้เคียงรถม้าก็มีคนหมอบกราบอยู่เต็มไปหมด
แม้แต่ไป๋เฮ่อและคนของหวงเฉิงซือต่างก็ค้อมตัวลงอย่างหวาดหวั่น
ท่านผู้เฒ่าผู้รู้เรื่องวงในผู้นั้น เห็นคนข้างๆ หลายคนยังคงยืนบื้อไม่รักชีวิตจึงรีบกระตุกชายเสื้อของคนหลายคน “รีบคุกเข่าเร็ว นั่นคือองค์หญิงใหญ่เชียวนะ!”
ฉินเหยาและหลิวจี้ที่ถูกกระตุกชายเสื้อสบตากันแล้วพาลูกๆ นั่งยองๆ ลงอย่างรู้กัน อย่างไรเสียพวกเขาก็อยู่ไกล คุกเข่าหรือไม่คุกเข่าองค์หญิงก็คงมองไม่เห็น
เพียงแต่มององค์หญิงใหญ่ผู้เปี่ยมบารมีและน่าเกรงขามอยู่ไกลๆ ในใจของหลิวจี้ก็ผิดหวังอย่างมาก
เขานึกว่าองค์หญิงทุกคนจะงามสง่าสูงศักดิ์ งดงามล่มเมืองเสียอีก ไฉนองค์หญิงใหญ่ผู้นี้ นอกจากจะดูเรียบง่ายแล้ว รัศมีกลับยังมีส่วนคล้ายสตรีใจร้ายบ้านเขาอยู่หลายส่วนด้วยเล่า
แค่คิดเพียงเท่านี้ หลิวจี้ก็พลันสะท้านเยือก เริ่มเห็นใจราชบุตรเขยผู้ไม่เคยพบหน้าขึ้นมา
จิ๊จิ๊จิ๊ ไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นต้องใช้ชีวิตแบบใดกัน
องค์หญิงใหญ่ยืนอยู่หน้ารถม้าแล้วกล่าวกับมู่หลิงด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไร้อารมณ์ว่า “มานี่”
ไป๋เฮ่อไหนเลยจะกล้าคุมตัวมู่หลิงไว้อีก ทำได้เพียงสั่งให้ลูกน้องปล่อยนาง
มู่หลิงถลึงตาใส่ไป๋เฮ่อและหลิวเชียนอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวฉับๆ ไปคุกเข่าลงข้างหนึ่งเบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่เพื่อขอรับโทษ
“ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานได้ไม่ดี ทำให้องค์หญิงต้องเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ขอองค์หญิงทรงลงโทษด้วย!”
หมวกที่มีผ้าคลุมหน้าบนศีรษะขององค์หญิงใหญ่เอียงไปด้านข้างเล็กน้อยคล้ายเหลือบมองนางแวบหนึ่ง แม้จะมีผ้าโปร่งของหมวกขวางกั้นอยู่แต่ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาคู่นั้นที่จ้องมองมา ลำคอของมู่หลิงพลันตีบตัน นางกลืนน้ำลายลงอย่างประหม่า ศีรษะยิ่งก้มต่ำลงกว่าเดิม
ราวกับผ่านไปเนิ่นนาน ทว่าก็คล้ายกับเพียงชั่วครู่ หมวกประดับผ้าคลุมหน้าที่เอียงอยู่ก็หันกลับไป มู่หลิงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“บ่าวรับใช้ใต้อาณัติไม่รู้ความ สร้างความเดือดร้อนให้ทุกท่านแล้ว” องค์หญิงใหญ่กล่าวขอโทษหลิวเชียนและไป๋เฮ่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทั้งสองคนโค้งตัวลงอย่างหวาดหวั่น หลิวเชียนรีบกล่าวว่ามิกล้า
เสียงหัวเราะดังมาจากใต้หมวกที่มีผ้าโปร่งนั้น สายตานั้นทอดมองไปยังไป๋เฮ่อ “ช่วงนี้รัชทายาทสบายดีหรือไม่ มือสังหารที่หมายจะลอบสังหารรัชทายาทผู้นั้นจับได้แล้วหรือยังเล่า”
ไป๋เฮ่อส่ายหน้า “กระหม่อมขอบพระทัยองค์หญิงแทนรัชทายาทที่ทรงเป็นห่วง องค์รัชทายาทสบายดีพ่ะย่ะค่ะ มือสังหารก็จับได้แล้ว”
น้ำเสียงของพระนางแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย “อย่างนั้นหรือ เมื่อวานข้ายังได้ยินว่าใต้เท้าเฮ่อนำคนไล่ตามไปถึงนอกด่านหนานโหลวด้วยตนเอง นี่จับกลับมาได้เร็วถึงเพียงนี้เชียว”
ไป๋เฮ่อพยักหน้าแล้วโกหกหน้าตายว่า “พ่ะย่ะค่ะ จับกลับมาได้แล้ว”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว ข้างกายรัชทายาทมีเจ้า ช่างโชคดีเสียจริง” พระนางหัวเราะอีกครา ฟังราวกับพี่สาวคนโตที่กำลังเป็นห่วงน้องชาย พอรู้ว่าเขาปลอดภัยก็วางใจแล้วกระนั้น
“เช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ ใต้เท้าทั้งสองเชิญต่อได้เลย” องค์หญิงใหญ่พยักหน้าให้ไป๋เฮ่อและหลิวเชียนเล็กน้อย จากนั้นก็หันกายขึ้นรถม้าธรรมดาคันนั้นไป
มู่หลิงจูงม้าของตนเอง เดินตามอยู่ข้างรถม้า คนทั้งสามจากไปอย่างรวดเร็ว
ดูแล้วเหมือนว่าองค์หญิงใหญ่จะเพียงแค่ผ่านมาทางนี้โดยบังเอิญ ไม่ได้จงใจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการยึดทรัพย์ตระกูลจู
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การปรากฏตัวของนางในครั้งนี้ การพูดคุยสัพเพเหระอย่างเชื่องช้าทำให้เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อเต็มๆ บวกกับเวลาก่อนหน้าที่มู่หลิงสร้างขึ้นมา เวลาที่เหลือให้เหล่าสตรีตระกูลจูเก็บข้าวของเตรียมตัวนั้นก็เพียงพอแล้ว
อีกทั้งหลังจากผ่านเรื่องนี้ไป คนของหวงเฉิงซือก็ไม่กล้ากระทำการเกินไปอีก พวกเขาไม่ได้ตรวจค้นเครื่องประดับที่เหล่าสตรีตระกูลจูพกติดตัวอีก
แต่ข้าวของภายในจวนตระกูลจูล้วนถูกยึดไปจนหมดสิ้น แม้แต่เก้าอี้สักตัวก็ไม่เว้น ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม จวนตระกูลจูที่เดิมทีร่ำรวยหรูหราก็กลายเป็นเรือนว่างเปล่าหลังหนึ่ง
หลิวจี้ได้แต่มองตาค้าง ไม่รู้ว่าคิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องใดจึงตกใจกลัวจนสะดุ้งเฮือก
ฉินเหยามองเขาอย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง “เจ้าเป็นอะไรไป”
เหล่าคนใหญ่คนโตไปแล้ว ชาวบ้านก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อดูเรื่องสนุกจบแล้วต่างก็แยกย้ายกันไป ใครต้องทำอะไรก็ไปทำสิ่งนั้น
หลิวจี้จูงซื่อเหนียงเดินไปยังริมถนนที่มีคนน้อย ตอนที่เดินผ่านหน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลจูที่ว่างเปล่าก็เหลือบมองเข้าไปข้างในอีกแวบหนึ่งพลางถอนใจ “เพียงชั่วพริบตา ไฉนถึงว่างเปล่าเช่นนี้ได้เล่า”
หันกลับไปมองหาเงาร่างของฉินเหยา พอเห็นนางยืนอยู่ด้านหลังตนเองก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย เขาพึมพำเสียงเบาว่า
“เมียจ๋า เจ้าว่าหากพวกเราไปล่วงเกินผู้มีอำนาจในเมืองหลวงเข้า จะลงเอยด้วยการถูกยึดทรัพย์และเนรเทศเหมือนกันหรือไม่”
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่หรอก”
หลิวจี้ดีใจอย่างยิ่ง “จริงหรือ”
ฉินเหยายกยิ้มบางๆ แล้วมองเขาอย่างเห็นใจพลางเอ่ยปากพูดทีละคำว่า “แน่นอน เพราะพวกเราจะลงเอยด้วยการถูกประหารทั้งตระกูล หรือไม่ก็ประหารเก้าชั่วโคตรอย่างไรเล่า”
รอยยิ้มที่เพิ่งจะฉีกกว้างของหลิวจี้แข็งค้างแล้วค่อยๆ หุบลง เขาก้มหน้า คิ้วตาตกลงราวกับสูญเสียบิดามารดาอย่างนั้น ไม่อยากพูดคุยกับนางอีกแม้แต่คำเดียว!
“แต่ว่าถ้าไปล่วงเกินองค์หญิงใหญ่เข้าก็ไม่น่าจะลงเอยเช่นนั้นใช่หรือไม่” อินเยว่พลันหันไปมองอาวั่งแล้วถามหยั่งเชิงเสียงเบา
เขาเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด เรื่องในเมืองหลวงเขาย่อมต้องรู้ดีกว่า
อาวั่งมองนางอย่างแปลกใจเล็กน้อย “เหตุใดจึงพูดเช่นนี้เล่า”
อินเยว่ขยำแขนเสื้อตัวเองแล้วส่ายหน้า นางเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพียงแต่เห็นว่าเมื่อครู่ตอนยึดทรัพย์จวนตระกูลจู องค์หญิงใหญ่ถึงกับเสด็จมาด้วยพระองค์เองก็เลยรู้สึกว่านางไม่น่าจะโหดร้ายป่าเถื่อนถึงเพียงนั้น
อาวั่งเตือนนาง “เจ้าลืมขาของอาจารย์กงเหลียงไปแล้วหรือ”
อินเยว่ชะงักไป “นี่เกี่ยวข้องอะไรกับขาของท่านอาจารย์กงเหลียงด้วยเล่า”
นางยังไม่รู้ว่าขาของกงเหลียงเหลียวหายไปได้อย่างไร อาวั่งเหลือบมองฉินเหยาแวบหนึ่ง เห็นนางไม่มีท่าทีคัดค้านจึงกระซิบที่ข้างหูอินเยว่สองสามประโยค
อินเยว่ตกใจอย่างยิ่ง ขนลุกซู่ขึ้นมาในบัดดล “ขาของท่านอาจารย์กงเหลียง…ขาของเขาเป็นเพราะ…”
คำพูดที่ยังไม่ทันได้เอ่ยออกมาถูกอาวั่งใช้ฝ่ามือตบปิดปากกลับเข้าไป
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเกือบจะหลุดปากพูดออกไป อินเยว่ก็กัดฟันแน่นทันที ก้าวฉับๆ ไปยืนอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาแล้วคว้าข้อมือนางไว้มั่น…เมืองหลวงน่ากลัวเหลือเกิน ท่านอาจารย์ช่วยด้วย!
ฉินเหยาถลึงตาใส่อาวั่งอย่างไม่สบอารมณ์ ดูสิว่าทำคนเขาตกใจกลัวหมดแล้ว
อาวั่งทำหน้าตาไร้เดียงสา ไม่ใช่ฮูหยินอนุญาตให้เขาพูดหรอกหรือ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ แล้วตบหลังมือที่สั่นของลูกศิษย์เบาๆ “วางใจเถอะ ขอเพียงไม่หาเรื่องตายก็จะไม่ตาย พวกเราล้วนเป็นราษฎรที่ดีที่ซื่อสัตย์สุจริตและปฏิบัติตามกฎหมาย”
อินเยว่พยักหน้าหนักๆ “ใช่ พวกเราเป็นราษฎรที่ดี” ราวกับว่าพูดเช่นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอีกต่อไป
ฉินเหยามองดูแล้วก็ขบขัน ลากหลิวจี้ที่วิญญาณหลุดลอยไปแล้วกลับมาจากกลางถนน ทั้งครอบครัวก็มุ่งหน้าไปยังตลาดทิศใต้ต่อไป
ทว่ากลับไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ในตรอกข้างๆ รถม้าธรรมดาคันที่ควรจะจากไปไกลแล้ว มีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่พวกนางด้วยความตื่นตะลึงอย่างยิ่ง