ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 644 ไป๋หลี่หนีหวง
ตอนที่ 644 ไป๋หลี่หนีหวง
“เจ้ามองอะไรอยู่”
เสียงถามอย่างไม่พอใจขององค์หญิงใหญ่ดังมาจากในรถม้า
มู่หลิงรีบละสายตาที่จับจ้องไปยังครอบครัวแปดชีวิตนั้นกลับมาแล้วตอบกลับอย่างนอบน้อม “ทูลองค์หญิง เพียงเห็นคนคุ้นหน้าผู้หนึ่งเพคะ”
คุ้นหน้า? หรือก็คือคนที่รู้จัก?
องค์หญิงใหญ่ไม่ใช่คนขี้สงสัย แต่กับคนผู้นี้ในวันนี้นางกลับสงสัยอยู่บ้างจริงๆ อย่างไรเสียคนที่สามารถทำให้มู่หลิงตกตะลึงถึงเพียงนี้ได้ นางก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน
“เป็นผู้ใดหรือ” เสียงสอบถามดังมาจากในรถม้าอย่างแผ่วเบา
มู่หลิงลังเลพลางมองย้อนกลับไปแวบหนึ่ง บนถนนนั้นผู้คนเดินขวักไขว่ ร่างที่คุ้นเคยนั้นหายไปนานแล้ว
นางเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรเสีย คนจากสถานที่ชนบทเช่นหมู่บ้านตระกูลหลิว อำเภอไคหยาง จังหวัดจื่อจิงจะมาปรากฏตัวที่เมืองหลวงอย่างกะทันหันได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังจำได้ว่าสตรีผู้นั้นห่วงแหนสถานที่ชนบทนั้นของนางอย่างมาก จะยอมจากมาง่ายๆ ได้อย่างไรเล่า
แต่องค์หญิงใหญ่กำลังรออยู่ มู่หลิงจึงไม่กล้าหยุดคิดนานเกินไป นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เป็นสหายผู้หนึ่งจากจังหวัดจื่อจิงเพคะ ไม่ทราบว่าองค์หญิงยังจำสตรีบ้านนอกจอมพลังที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเคยทูลถึงเมื่อปีที่แล้วได้หรือไม่เพคะ”
ในแต่ละวันมีชื่อคนผ่านหูองค์หญิงใหญ่ไม่รู้กี่มากน้อย แต่ความจำของพระนางได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเยาว์ มีความสามารถในการจดจำได้ไม่ลืมเลือน พอครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ในสมองก็ปรากฏภาพขึ้นมา
“ใช่คนที่ส่งคนให้มาส่งกระดาษหยาบที่จวนของเราผู้นั้น…ฉินเหยาหรือไม่” แม้จะเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
และกระดาษหยาบนั้นก็คือ ‘กระดาษหยาบ’ ที่มีมูลค่าหลายพันตำลึง ตลอดทั้งปีจวนองค์หญิงมีโอกาสได้รับกระดาษหยาบราคาแพงเช่นนี้น้อยครั้งนัก ช่างชวนให้คนประทับใจโดยแท้
มู่หลิงกลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าองค์หญิงจะทรงมีความจำดีถึงเพียงนี้จึงรีบตอบรับ “คือคนผู้นี้จริงๆ เพคะ สามีของนางเป็นบัณฑิต พวกเขาอาจจะเข้าเมืองหลวงมาเตรียมตัวสอบชุนเหวยล่วงหน้ากระมัง”
นับตั้งแต่ที่บรรลุข้อตกลงกับฉินเหยาครั้งหนึ่งในปีนั้น ทั้งสองคนก็ได้พบหน้ากันอีกครั้งเพราะหวังจิ่น สองปีมานี้ราชการยุ่งเหยิง ข้อมูลที่มู่หลิงมีเกี่ยวกับฉินเหยาจึงยังคงหยุดอยู่ที่ตอนที่ทั้งสองพบกันครั้งแรก
จึงยังไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลิวจี้กับกงเหลียงเหลียว
มู่หลิงเพียงรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์อยู่บ้าง สามีของสตรีจอมพลังผู้นั้นนางก็เคยเห็น นอกจากใบหน้าที่นับว่าหล่อเหลาแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ไม่คิดว่าเพียงสองปีที่ไม่พบกันจะสามารถเข้าเมืองหลวงมาเตรียมสอบชุนเหวยได้แล้ว หรือว่าเมื่อก่อนนางมองคนผิดไป? หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่ได้รับการชี้แนะจากยอดฝีมือ?
มู่หลิงครุ่นคิดกับตัวเอง กลับไปคงต้องส่งคนไปสืบสถานการณ์ของครอบครัวสตรีจอมพลังนี้อีกครั้ง
แม้ว่าจะถูกฉินเหยาปฏิเสธมาหลายครั้ง แต่มู่หลิงก็ยังไม่ตัดใจจากนาง
ถ้านางยังคงขลุกตัวอยู่ในหมู่บ้านบนเขานั้นก็แล้วไปเถอะ แต่นี่กลับวิ่งมาถึงเมืองหลวง มาปรากฏตัวอยู่ใต้เปลือกตาของนาง นี่คืออะไรกัน
นี่มันสวรรค์ลิขิตชัดๆ!
ทั้งต่อสู้ได้ ทั้งหาเงินเป็น ทั้งยังมีสมอง ยอดคนเช่นนี้หากปล่อยไป มู่หลิงรู้สึกว่าตนเองช่างผิดต่อองค์หญิงใหญ่เสียจริง!
คนในรถม้าคล้ายจะล่วงรู้ความคิดในใจของนาง น้ำเสียงจึงเจือแววขบขันอยู่หลายส่วน “คราวหน้าหากมีคนมาส่งกระดาษหยาบอีกก็บอกพวกเขาว่าให้เถ้าแก่เนี้ยบ้านเขานำมาส่งด้วยตนเอง”
ความหมายโดยนัยก็คือ จะขอดูตัวคนผู้นั้นด้วยตนเองสักครั้ง
มู่หลิงได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงไม่ดีใจ แต่กลับใจหายวาบไปชั่วขณะแล้วเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวังว่า “องค์หญิง คนผู้นี้หยิ่งผยองทั้งพยศนัก เกรงว่าจะทำให้องค์หญิงทรงกริ้ว หรือว่า…”
“ทำไม เจ้ากลัวว่าข้าจะโกรธจนฆ่านางหรือ” องค์หญิงใหญ่หลุดหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “ในสายตาของพวกเจ้า ข้าเป็นคนใจแคบเช่นนั้นหรือ”
มู่หลิงรีบกล่าวว่ามิกล้าคาดเดาพระทัยขององค์หญิง นึกอยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อครึ่งเค่อก่อนหน้านี้แล้วปิดปากตัวเองไว้เสียจริง
อยู่ดีๆ จะพูดถึงฉินเหยาขึ้นมาทำไม คราวนี้ดีเลย องค์หญิงต้องการพบคน นางยังต้องคิดหาวิธีว่าจะหลอกฉินเหยาสตรีผู้นั้นเข้าจวนองค์หญิงได้อย่างไรอีก
ใช่แล้ว คือหลอก มิใช่เชิญ
มู่หลิงรู้ตัวดีถึงความสามารถของตนเองและไม่อยากเป็นศัตรูกับฉินเหยา ดังนั้นวิธีการอย่างการข่มขู่หรือใช้กำลังจึงไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาโดยสิ้นเชิง
คิดดูเช่นนี้แล้วก็เหลือเพียงแค่การหลอกลวงมิใช่หรือ!
ทว่าในใจมู่หลิงยังคงแอบคาดหวังอยู่ส่วนหนึ่ง คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงกันได้ เผื่อว่าฉินเหยาสตรีผู้นี้จะนึกเปลี่ยนใจแล้วเล่า
อีกอย่าง เมื่ออาศัยอำนาจขององค์หญิงมาเปิดร้านในเมืองหลวงแห่งนี้แล้วก็ควรจะเข้าใจว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเปิดร้านต่อไปได้
“สถานการณ์ทางฝั่งจังหวัดจื่อจิงเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน องค์หญิงใหญ่เอ่ยถามถึงเรื่องห้างการค้าฟู่หลงขึ้นมา
มู่หลิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นำข่าวสารที่เพิ่งได้รับเมื่อวานนี้มาทูลรายงานทั้งหมด สองนายบ่าวพูดคุยกันอยู่ในตรอกนี้อยู่นาน เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงยามเที่ยงแล้ว องค์หญิงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสด็จกลับจวน สารถีหญิงจึงจำต้องเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง
“องค์หญิง พวกเราเข้าวังไปหนึ่งคืนยังไม่กลับ หากยังไม่กลับจวนอีก เกรงว่าทางฝั่งราชบุตรเขยจะอธิบายได้ยากแล้วเพคะ จางหัวเซี่ยนจู่ก็กำลังรอพระองค์ฝึกซ้อมยิงธนูบนหลังม้าอยู่ที่ลานขี่ม้าด้วยนะเพคะ”
องค์หญิงใหญ่ไป๋หลี่หนีหวง ผู้กำลังคุยเรื่องห้างการค้ากับมู่หลิงอย่างออกรส เมื่อได้ยินคำพูดของสารถีหญิง อารมณ์ก็พลันดิ่งลงทันที ไหล่พระนางลู่ลง ถอดหมวกที่มีผ้าคลุมโปร่งหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าที่อวบอิ่ม หลับตาพิงกับตัวรถม้า พลางนวดหว่างคิ้ว “เฮ้อ~”
บุรุษสองสามคนที่ชวนโมโหและน่ารักในจวนเหล่านั้น ช่างทำให้นางปวดหัวเสียจริง
ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับเตรียมใจที่จะเผชิญหน้าแล้ว องค์หญิงใหญ่จึงรับสั่ง “กลับจวน!”
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากตรอกอย่างช้าๆ ในไม่ช้าก็ปะปนเข้าไปในกลุ่มรถม้าและเกี้ยวธรรมดาจนไม่อาจแยกแยะได้อีก
……
บนถนนสายหลักของตลาดทิศใต้ หลังจากเดินตามถนนสายหลักเข้าไปจนสุดทางก็จะเห็นลานจอดรถม้าที่ใช้ผงปูนขาวขีดเส้นแบ่งเขตไว้
ตอนเที่ยงวัน พวกชนชั้นสูงในเมืองหลวงที่ท่องราตรีทุกคืนเพิ่งจะคลานลงจากเตียงกัน เวลานี้คนที่สามารถปรากฏตัวบนถนนได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นเหล่าหญิงรับใช้และพ่อบ้านที่ออกมาจับจ่ายซื้อของจากจวนต่างๆ
แต่ทว่า บนลานจอดรถที่ปลายถนนตลาดทิศใต้นี้ กลับเต็มไปด้วยรถม้าที่ประดับประดาอย่างงดงามของคุณหนูจากจวนต่างๆ หน้าร้านค้าสองชั้นที่อยู่ข้างลานจอดรถนั้น มีคนต่อแถวยาวเหยียดแล้ว
เหล่าคุณหนูจากจวนต่างๆ บ้างก็สวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าปักดอกไม้เพื่อบังแดด บ้างก็ให้สาวใช้และบ่าวไพร่กางร่มให้ พวกนางต่อแถวในพื้นที่ที่จัดไว้ให้อย่างมีระเบียบวินัย
สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก เพียงเพราะวันนี้เป็นวันที่ร้านเฉพาะทางวางจำหน่ายกล่องเครื่องใช้สตรีชุดฤดูร้อนชุดใหม่
นั่นคือกล่องเครื่องใช้สตรีที่องค์หญิงใหญ่ทรงคัดสรรมาอย่างเข้มงวด วางจำหน่ายผ่านห้างการค้าฟู่หลง ในแต่ละเดือนมีสินค้าเพียงสองสามร้อยชิ้นเท่านั้น ปกติในร้านจะไม่มีสินค้า ต้องสั่งจองเท่านั้นและต้องรอนานถึงสองสามเดือน
แต่การลงสินค้าใหม่ไม่เหมือนกัน เถ้าแก่น้อยของร้านเฉพาะทางบอกว่า วันนี้มีสินค้าพร้อมส่งถึงสองร้อยชิ้น มาก่อนได้ก่อน ไม่ต้องจองล่วงหน้า อีกทั้งลูกค้าร้อยคนแรกที่เข้าร้าน ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็จะได้รับเทียบเชิญน้ำชายามบ่ายหนึ่งใบ วันธรรมดาหากว่างเว้นจากธุระ สามารถนัดแนะเหล่าพี่สาวน้องสาวมาที่ชั้นสองของร้านเพื่อดื่มชาและทานขนมด้วยกันได้
หากโชคดี ยังอาจจะได้พบองค์หญิงใหญ่เสด็จมาด้วยพระองค์เองด้วยนะ!
“จริงหรือหลอกกัน? องค์หญิงใหญ่จะเสด็จมาที่ร้านของพวกเราด้วยหรือ”
ในโรงน้ำชาที่อยู่ตรงข้ามร้านเฉพาะทาง หลิวจี้ที่เพิ่งสั่งเครื่องดื่มเสร็จและกลับมานั่งที่โต๊ะ มองฉินเหยาแล้วถามอย่างประหลาดใจระคนยินดี
เขารู้ว่าเมียจ๋าของตนเองทำการค้าใหญ่โต ทั้งยังมาเปิดร้านในเมืองหลวง แต่ไม่คิดว่าร้านเฉพาะทางนี้จะเปิดได้ใหญ่โตถึงเพียงนี้ กินพื้นที่ตึกเล็กสองชั้นทั้งหลังที่อยู่ฝั่งตรงข้าม การตกแต่งก็หรูหราโอ่อ่าอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าทุ่มทุนมหาศาล
หลิวจี้เพิ่งจะแอบดีใจก็มีเรื่องน่าประหลาดใจครั้งใหญ่อย่างการเสด็จมาขององค์หญิงใหญ่เพิ่มเข้ามาอีก ใบหน้าที่ยิ้มแย้มพยายามหุบเท่าไหร่ก็หุบไม่ลง