ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 645 เรื่องซุบซิบเยอะจนเสพไม่ไหว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 645 เรื่องซุบซิบเยอะจนเสพไม่ไหว
ตอนที่ 645 เรื่องซุบซิบเยอะจนเสพไม่ไหว
มองใบหน้ายิ้มแย้มจนแทบจะบานออกของหลิวจี้ รวมทั้งสีหน้าตกตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อของอินเยว่และพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ฉินเหยาก็ยกชาดอกไม้ขึ้นมาจิบอย่างใจเย็น
“นี่ก็แค่ลูกเล่นทางการตลาด โรงน้ำชาที่เราเลือกในวันนี้ก็ยังบอกว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเคยเสด็จประพาสส่วนพระองค์มิใช่หรือ”
หลิวจี้ถามกลับอย่างประหลาดใจ “ไม่ใช่หรอกหรือ”
ฉินเหยามองเขาราวกับมองคนโง่ “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาดื่มชาดอกไม้กาละสองร้อยเหวินนี่รึ”
ในใจหลิวจี้พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ปากก็ยังคงถามกลับอย่างไม่เชื่อ “ถึงแม้ว่าชานี้จะถูก แต่ฮ่องเต้จะไม่เสด็จมาจริงๆ น่ะหรือ”
อาวั่งทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว “นายท่านใหญ่ เถ้าแก่ร้านบอกว่าฮ่องเต้เสด็จประพาสส่วนพระองค์ก็ต้องทรงแปลงโฉมสิ แล้วเถ้าแก่ร้านจะรู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นั้นคือฮ่องเต้?”
หลิวจี้ชะงักไป เมื่อรู้ตัวก็ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนทันที หมายจะไปหาเรื่องเถ้าแก่ร้านผู้นั้น มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยหรือ กล้าดีอย่างไรมาหลอกแม้กระทั่งนายท่านใหญ่หลิวเช่นเขา!
แต่เดี๋ยวก่อน! ไฉนไม่มีใครมาห้ามเขาเลยเล่า
ฉินเหยาถอนหายใจออกมาเบาๆ เฮือกหนึ่ง “นั่งลง!” ช่างจนปัญญากับบุรุษผู้นี้เสียจริง~
เมื่อมีทางลงหลิวจี้ก็รีบลงทันที เขากลับมานั่งที่เดิมพลางยิ้มแหะๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชานี้ช่างหอมอร่อยยิ่งนัก ขนมก็อร่อยจริงๆ เมียจ๋าดีกับเขาจริงๆ
มื้อเที่ยงก็กินกันที่โรงน้ำชานี้เลย การค้าในร้านเฉพาะทางดีมากอย่างยิ่ง ฉินเหยาเองก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเบียดเสียดเข้าไปจึงให้เงินเสี่ยวเอ้อร์ในโรงน้ำชาสิบเหวิน ให้เขาไปส่งข่าวที่ฝั่งตรงข้าม
รออยู่ราวสองเค่อก็เห็นหลิวเฝยในชุดเถ้าแก่ดูเป็นผู้ใหญ่ มุดออกมาจากประตูเล็กด้านหลังร้านเฉพาะทาง
ทันทีที่เขาปรากฏตัว อาวั่งก็สังเกตเห็นได้ในทันที เขาโบกมือให้อีกฝ่ายจากหน้าโรงน้ำชา หลิวเฝยเหลือบมองมาแล้วก้าวฉับๆ พุ่งตรงมาอย่างประหลาดใจระคนยินดี
“พี่สะใภ้สาม!”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น “ท่านอาเล็ก!”
หลังจากทักทายกับเด็กสี่คนอย่างสนิทสนมอยู่ครู่ใหญ่ หลิวเฝยก็ให้เงินค่าขนมคนละยี่สิบเหวิน ให้พวกเขาไปซื้อของกินเล่นริมถนน จากนั้นจึงนั่งลงบนที่นั่งว่างตรงข้ามฉินเหยา
เมื่อเห็นพี่สามที่ทำหน้าลำพองใจ หลิวเฝยก็ฝืนใจเรียกเขาไปหนึ่งคำ
อินเยว่และอาวั่งพาเด็กๆ ไปซื้อของกินบนถนน บนโต๊ะจึงเหลือเพียงสองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวเฝย
“ข้ายังว่าพรุ่งนี้จะส่งลูกจ้างคนหนึ่งไปรอพวกท่านที่หน้าประตูเมืองเสียหน่อย ไม่คิดว่าพวกพี่สะใภ้สามจะมาถึงเร็วเพียงนี้”
ฉินเหยาเอ่ย “ระหว่างทางเดินทางเร็วไปหน่อยก็เลยมาถึงก่อนกำหนด ที่ร้านเป็นอย่างไรบ้าง”
หลิวเฝยชี้ไปที่ฝั่งตรงข้าม ฉากที่คึกคักร้อนแรงนั้นคือเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก
ฉินเหยาค่อนข้างไว้วางใจในความสามารถของห้างการค้าฟู่หลง ร้านค้ามีคนจากทางนั้นดูแลอยู่ ความจริงแล้วนางแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรเลย
แต่การที่เพิ่งออกจากจวนเมื่อเช้านี้แล้วดันไปเจอกับฉากยึดทรัพย์จวนเข้าทำให้นางนึกถึงสถานการณ์ของกงเหลียงเหลียวขึ้นมาจึงอดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้
หลิวเฝยถามอย่างเป็นห่วง “พี่สะใภ้สาม ตอนนี้พวกท่านพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมไหนหรือ มาถึงเมื่อไหร่แล้วต่อไปมีแผนการอะไรบ้าง”
ฉินเหยาจึงเล่าเรื่องที่ตนพบญาติและจดจำกันได้ระหว่างทางให้ฟังสั้นๆ หลิวเฝยรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังฟังนิทานอยู่ เขาอุทานออกมาไม่หยุด
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พี่สะใภ้สาม พวกท่านก็พักอาศัยอยู่ที่จวนของพี่ชายท่านก่อนชั่วคราวงั้นหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “พักชั่วคราวไปก่อน อีกสักสองสามวันรอให้ที่บ้านจัดการเรียบร้อยแล้วข้าก็จะเริ่มหาบ้าน เจ้าคุ้นเคยทางนี้มากกว่าข้า ช่วยข้าสอดส่องดูหน่อย ขอทำเลที่ดีหน่อย ที่บ้านมีเด็ก จะได้ปลอดภัยหน่อย”
หลิวเฝยรับปาก เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ต่อให้พี่สะใภ้สามไม่พูด เขาก็ต้องทำให้อยู่แล้ว
ตอนนี้หลิวเฝยอาศัยอยู่กับเถ้าแก่ร้านสาขาของห้างการค้าฟู่หลงในเมืองหลวง เขาถามย่านที่บ้านของฉินเฟิงตั้งอยู่แล้วจดจำเอาไว้ ตั้งใจว่าต่อไปหากมีธุระก็จะไปหาพวกนางที่นั่นเลย
เมื่อมีที่พักแล้ว เรื่องต่อๆ ไปก็ไม่เร่งรีบ ค่อยๆ จัดการไปก็พอ
แต่ว่า….
หลิวเฝยขมวดคิ้วเหลือบมองพี่สามของเขาแวบหนึ่ง หลิวจี้คล้ายจะรู้สึกตัวจึงหันหน้ามาแล้วนั่งลงชิดเขาในทันที หลิวจี้โอบคอหลิวเฝยไว้แน่นแล้วสังเกตโดยรอบพลางเอ่ยถามเสียงต่ำ
“เจ้ามาถึงก่อนหลายวัน ได้สืบเรื่องที่พักของท่านอาจารย์บ้างหรือไม่”
นี่มันแน่นอนอยู่แล้ว หลิวเฝยจดจำเรื่องนี้เอาไว้ตลอด เขาดึงมือที่พาดอยู่บนคอออกก่อนแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองเฮือกให้หายเหนื่อย ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า
“ข้าไปสืบมาแล้ว ท่านอาจารย์ไม่ได้อยู่ในวัง แต่อยู่ที่จวนราชครู แถบนั้นอยู่ภายในแม่น้ำหยางที่ใต้กำแพงวังหลวง ไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างพวกเราจะเข้าไปได้…”
หลิวเฝยมองฉินเหยาอย่างกังวลแล้วมองหลิวจี้ที่เต็มไปด้วยความยินดีเมื่อได้ยินข่าวของท่านอาจารย์พลางเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง
“พี่สาม ราชครูเก็บตัวหนึ่งเดือนเพื่อประกอบพิธีเสริมดวงชะตาให้แก่แคว้นเซิ่ง ข้าเกรงว่ากระทั่งเคาะประตูใหญ่ของจวนราชครูท่านคงทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่หลิวเฝยไม่ได้พูดออกมาเพราะกลัวว่าจะทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยๆ ที่เปราะบางของหลิวจี้ นั่นก็คือ ในเมืองหลวงแห่งนี้ พวกเขาเป็นเพียงสามัญชนที่สถานะต่ำต้อยที่สุด ฐานะต่ำต้อยคำพูดย่อมไร้น้ำหนัก ต่อให้พยายามทุกวิถีทางจนได้พบกงเหลียงเหลียวแล้วจะอย่างไรเล่า
อีกฝ่ายเป็นถึงราชครูผู้สง่างาม เป็นคนโปรดหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท ชนชั้นสูงทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนเป็นสานุศิษย์ของเขา เพียงแค่เป่าลมทีเดียวก็สามารถฆ่าพวกเขาให้ตายได้
ภาพที่ไป๋เฮ่อและกลุ่มทหารม้าเกราะดำบังคับพาตัวกงเหลียงเหลียวไปจากหมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างแข็งกร้าวในวันนั้น แม้หลิวเฝยจะไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ภายหลังเมื่อได้ฟังชาวบ้านเล่า ดวงตาทุกคู่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเหล่านั้น เขากลับจดจำไว้ในใจแล้ว
คนผู้หนึ่งไม่สนใจความสมัครใจของอีกคนหนึ่ง ใช้กำลังมาบังคับพาตัวไป นี่เรียกว่าเชิญที่ไหนกัน? นี่มันเรียกว่ากักตัวชัดๆ!”
ข้างนอกกลับลือกันเสียน่าฟังว่ารัชทายาททรงเคารพอาจารย์ รับท่านผู้เฒ่ากลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในเมืองหลวง
เรื่องนี้ยังชักนำให้เหล่าปัญญาชนในเมืองหลวงใช้พู่กันเป็นอาวุธประณามองค์หญิงใหญ่ ที่เป็นเหตุให้มหาบัณฑิตต้องลงเอยอย่างน่าอนาถเช่นนี้ พวกเขาร่วมกันลงนามในฎีกาหลายฉบับ ขอให้ฝ่าบาทและฮองเฮามีรับสั่งลงโทษองค์หญิงใหญ่
สองวันแรกที่หลิวเฝยเพิ่งมาถึงเมืองหลวง เรื่องซุบซิบในเมืองมีมากเสียจนเสพไม่หวาดไม่ไหวล้วนเป็นฝีมือของเหล่าบัณฑิตกลุ่มนี้ที่ต้องการทวงความยุติธรรมให้แก่ท่านอาจารย์
หลังจากได้เปิดหูเปิดตามาบ้าง ตอนนี้หลิวเฝยก็ไม่ใช่หลิวเฝยคนซื่อบื้อแสนทึ่มทื่อในหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาเคยได้ใช้ชีวิตอยู่กับกงเหลียงเหลียวซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเด็นนี้มาระยะหนึ่ง ท่านผู้เฒ่าคับข้องใจหรือไม่ อยากจะโจมตีองค์หญิงใหญ่หรือไม่ ตัวท่านผู้เฒ่าเองจะไม่รู้ได้อย่างไร
หลิวเฝยแทบจะมั่นใจได้เลยว่า ท่านผู้เฒ่าถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเล่นงานอย่างแน่นอน
จะว่าไปแล้ว บัณฑิตเหล่านั้นก็โง่เขลาเช่นกัน ยังไม่ทันได้พบหน้ามหาบัณฑิตเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่คนอื่นพูดยุยงไม่กี่คำ พวกเขาก็โกรธแค้นจนอกแทบระเบิด พากันอาสาบุกตะลุยขึ้นไปแนวหน้า ตะโกนฆ่าฟันเสียงดังยิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเงียบสงัดลง หลิวเฝยก็ลุกขึ้นยืนกล่าวว่า “พี่สะใภ้สาม วันนี้ที่ร้านยุ่ง หากไม่มีอะไรจะถามข้าแล้ว ข้าขอกลับไปที่ร้านก่อนแล้วกัน รอให้งานเสร็จแล้วข้าจะไปหาพวกท่านที่ตรอกหย่งทงเอง”
ฉินเหยามองแถวยาวเหยียดหน้าประตูร้านเฉพาะทางฝั่งตรงข้ามก็พยักหน้ายิ้มๆ “เจ้าไปจัดการธุระของเจ้าเถอะ”
เรื่องที่เหลือก็ปล่อยให้หลิวจี้กังวลใจเอง
หลังจากมองส่งหลิวเฝยเข้าไปในร้าน สองสามีภรรยาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชาอย่างเงียบๆ ครู่หนึ่ง อาวั่งและอินเยว่ก็พาเด็กๆ กลับมา
ฉินเหยาถามหลิวจี้ “พวกเราจะไปเดินเล่นแถวตลาดเบ็ดเตล็ด ซื้อเครื่องเรือนอะไรพวกนี้มาตกแต่งห้องต่างๆ ให้เรียบร้อย แล้วเจ้าเล่า”
หลิวจี้ผุดลุกขึ้นยืน พูดกับตัวเองว่า “ข้าจะไปหาศิษย์พี่ตัวน้อย!”
ฉินเหยาไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพียงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ได้ ข้าจะให้อาวั่งไปเป็นเพื่อนเจ้า”
หลิวจี้มองนางอย่างประหลาดใจระคนยินดี อยากจะหอมนางสักฟอดตรงนั้น แต่…ไม่กล้า