ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 646 แยกย้ายกันซื้อของ
ตอนที่ 646 แยกย้ายกันซื้อของ
หลังกำชับพวกต้าหลางสี่พี่น้องให้ตามท่านแม่ไปติดๆ อย่าวิ่งเพ่นพ่าน หลิวจี้ก็ลากอาวั่งนำหน้าออกจากโรงน้ำชาไปก่อน
“พวกเราก็ไปกันเถอะ” ฉินเหยาจูงมือซานหลางกับซื่อเหนียง กลุ่มแม่ลูกมุ่งหน้าไปยังตลาดเบ็ดเตล็ดที่หลิวเฝยบอก
วัยเยาว์ไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็ยังมีบิดามารดาคอยค้ำจุนไว้ สี่พี่น้องจึงถูกสิ่งแปลกใหม่รอบกายดึงดูดความสนใจไปอย่างรวดเร็ว
“พี่รอง พี่รอง!” เมื่อเห็นคนต่างแคว้นผมหยิกคนหนึ่ง ซื่อเหนียงก็ตื่นเต้นรีบดึงมือพี่รองแล้วชี้ให้เขาดู ทั้งสองคนแอบมองอีกฝ่ายเงียบๆ
เอ้อร์หลางอุทาน “ผมเขาสีแดง!”
แม้บนถนนจะจอแจ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้หูหนวก สองพี่น้องมีปฏิกิริยาใหญ่โตถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายจึงขมวดคิ้วแล้วมองกลับมา ทำเอาสองพี่น้องตกใจจนรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของท่านแม่และศิษย์พี่หญิง
ฉินเหยาจิ้มศีรษะของสองพี่น้องเบาๆ พลางยิ้มพยักหน้าให้คนต่างแคว้นผู้นั้นอย่างเป็นมิตร
คนผู้นั้นก็ยิ้มเล็กน้อย แกล้งทำแก้มป่องใส่เอ้อร์หลางกับซื่อเหนียง ทั้งยังทำหน้าทะเล้นใส่ ทำเอาสองพี่น้องร้องเสียงหลง ทั้งสงสัยใคร่รู้ ทั้งหวาดกลัว แถมยังตื่นเต้นเล็กน้อย
จนกระทั่งคนผู้นั้นเดินไปไกลแล้ว สี่พี่น้องก็ยังคงหันกลับไปมองจนเมื่อมองไม่เห็นร่องรอยของคนต่างแคว้นผู้นั้นแล้วจึงค่อยหันหน้ากลับมา สี่พี่น้องเบียดเสียดเข้าด้วยกัน พูดคุยถึงลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันซึ่งตนสังเกตเห็นอย่างตื่นเต้น
อินเยว่เองก็เหมือนกับเด็กๆ ที่เพิ่งเคยมาสถานที่ใหญ่โตเช่นนี้เป็นครั้งแรก มองเห็นอะไรก็ล้วนแปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจไปหมดจนต้องอุทานเสียงดังหลายครั้ง
ในบรรดาคนทั้งหก มีเพียงฉินเหยาที่ยังคงรักษาความสงบไว้ได้ อย่างไรเสียนางก็เคยเห็นเมืองใหญ่มามากแล้วจึงรู้สึกเฉยๆ
ทว่าถนนหนทางที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายโบราณเช่นนี้ก็ให้ความรู้สึกพิเศษไปอีกแบบ ใบหน้าฉินเหยาไร้อารมณ์ใด แต่ฝีเท้ากลับเบาสบาย เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีไม่น้อย
ตลาดเบ็ดเตล็ดนั้นหาเจอง่ายมาก เพียงเดินตามกระแสผู้คนไปเรื่อยๆ ก็ถึงแล้ว
แตกต่างจากตึกสูงหลังเล็กๆ ริมถนนของตลาดทิศใต้ สถาปัตยกรรมของที่นี่เรียบง่ายและเตี้ยกว่ามาก คนบนถนนส่วนใหญ่เป็นสามัญชนในอาภรณ์ธรรมดา ราคาของกินเล่นที่หาบเร่ขายริมทางก็เน้นความประหยัดเป็นหลัก
เครื่องเรือนสำเร็จรูปมีอยู่น้อยทั้งยังมีราคาแพง ช่างไม้ส่วนใหญ่จะรับทำตามใบสั่งซื้อ แต่ฉินเหยารอนานขนาดนั้นไม่ไหว ดังนั้นเครื่องเรือนมือสองสภาพดีจึงเป็นตัวเลือกแรกของนาง
ตลาดเบ็ดเตล็ดช่างสมชื่อ มีสินค้านานาชนิด อะไรก็มีขายทั้งนั้น
ของใช้มือสอง ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ล้วนมีตลาดรองรับขนาดใหญ่และที่ตลาดเบ็ดเตล็ดแห่งนี้ก็มีร้านค้ามือสองเรียงรายตลอดทั้งถนน ตั้งแต่เตียงสี่เสาขนาดใหญ่ ไปจนถึงเชิงเทียนขนาดเล็ก มีครบทุกอย่างที่ต้องการ
พอมาถึงที่นี่ ความอยากซื้อของของฉินเหยาก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมา
เด็กๆ เองก็เริ่มหายจากอาการตื่นเต้นที่ได้เห็นชาวต่างแคว้นแล้ว ฉินเหยาเรียกอินเยว่ทีหนึ่ง ให้นางเอาถุงป่านที่แบกมาทั้งเช้าออกมาแล้วแจกจ่ายให้ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อเหนียง
ฉินเหยามอบหมายภารกิจให้พวกเขา “บ่ายวันนี้พวกเราจะเดินเล่นกันบนถนนเส้นนี้ ข้าให้งบพวกเจ้าคนละสองตำลึง ไปซื้อของที่พวกเจ้าขาดเหลือมาเติมให้ครบ อีกหนึ่งชั่วยามเจอกันที่ท้ายถนน อย่าวิ่งจนหลงทางล่ะ”
พอสี่พี่น้องได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันเป็นประกาย พยักหน้าหงึกๆ รีบสะพายถุงป่านที่อินเยว่ยื่นให้ รอเพียงฉินเหยาออกคำสั่งก็พร้อมปฏิบัติการทันที
ฉินเหยาหยิบเงินที่ให้อาวั่งไปแลกมาจากร้านแลกเงินเมื่อเช้าออกมา ให้เศษเงินพวกเขาไปคนละสองตำลึง แม้แต่อินเยว่ก็มีส่วนแบ่งด้วย
“ข้าก็มีด้วยหรือ~” อินเยว่ดีใจจนแทบจะบินได้ เอ่ยใส่ฉินเหยาเสียงดัง “ท่านอาจารย์ ท่านดีที่สุดเลย!”
ฉินเหยาทำท่าจุ๊ปาก คนอื่นกำลังมองพวกนางอยู่ เก็บอาการหน่อย
อินเยว่อ้าปากขานรับอย่างไร้เสียงแล้วขยับไปยืนรวมกับพวกต้าหลางสี่พี่น้อง ดวงตาจับจ้องไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเก่าตัวหนึ่งริมถนนแล้ว อีกเดี๋ยวนางจะต้องคว้ามันมาให้ได้!
ฉินเหยายืนไพล่หลังอยู่ตรงหน้าคนทั้งห้าพลางทำหน้าจริงจัง “เริ่มปฏิบัติการ!”
ห้าคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง “เจ้าค่ะ/ขอรับ!”
เพราะเสียงดังเกินไปจึงดึงดูดสายตาของคนที่สัญจรไปมาไม่น้อย แต่กลุ่มแม่ลูกกลับไม่รู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย ต่างคนต่างถือถุงป่านของตนเอง เริ่มต้นการซื้อของด้วยตนเองเป็นครั้งแรก
ในบรรดาสี่พี่น้อง เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงเป็นพวกหัวไวที่สุด ซานหลางติดน้องสาวแจ สองฝาแฝดจูงมือกัน วิ่งนำเข้าไปในตลาดก่อน ตั้งใจว่าจะเดินดูให้ทั่วทั้งถนนก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร
เพราะกลัวเถ้าแก่จะรังแกเด็กจึงดึงอินเยว่ที่อายุมากที่สุดเข้าร่วมกลุ่มด้วย
ฝาแฝดเดินนำหน้า อินเยว่ตามอยู่ข้างหลัง เด็กๆ อายุแปดขวบแล้ว ถนนเส้นนี้ก็ไม่มีทางแยก สภาพแวดล้อมนับว่าปลอดภัย ฉินเหยาจึงคิดว่าเหมาะมากที่จะใช้ฝึกฝนความสามารถในการพึ่งพาตนเองของเด็กๆ
ต้าหลางอยู่กลุ่มเดียวกับเอ้อร์หลาง สองพี่น้องมีแผนการอยู่แล้วจึงปรึกษากันก่อนว่าจะซื้ออะไร จากนั้นก็แบ่งงบประมาณให้กับสิ่งที่จำเป็นที่สุด ก่อนจะเดินเข้าร้านขายเตียงที่อยู่ใกล้ที่สุด
ตอนนี้ในห้องมีเตียงเพียงตัวเดียว กลางคืนซานหลางนอนดิ้นพลิกไปพลิกมาทำเอาเอ้อร์หลางไม่พอใจอย่างยิ่้ง คืนนี้ต่อให้ตายเขาก็ไม่ยอมนอนกับซานหลางอีกแล้ว
แต่พอเข้าร้านก็ต้องสะดุ้งตกใจกับราคาที่เถ้าแก่บอก เตียงเก่าธรรมดาๆ หลังหนึ่ง กลับเรียกราคาถึงห้าตำลึง เห็นพวกเขาเป็นเด็กโง่หรืออย่างไรกัน
ต้าหลางยังคิดจะต่อรองราคา เอ้อร์หลางก็ดึงเขาหมุนตัวเดินจากไป
“อ้าวๆ! ทำไมไปเสียแล้วเล่า หากคุณชายน้อยทั้งสองอยากได้จริงๆ สี่ตำลึงก็ได้…”
เถ้าแก่ร้านร้องรั้งไว้จากทางด้านหลัง ต้าหลางเริ่มใจอ่อน เอ้อร์หลางกลับขมวดคิ้วมุ่น พูดจาฉะฉาน
“เถ้าแก่ร้านนี้ค้าขายไม่ซื่อสัตย์ พูดจาโกหกพกลม ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าเล่ห์ พวกเราไปร้านอื่นเถอะ”
เขาพูดเสียงไม่เบานัก เถ้าแก่ได้ยินอย่างชัดเจนจึงโกรธกลบเกลื่อนความอับอาย สบถด่าออกมาคำหนึ่งเป็นภาษาถิ่นซึ่งต้าหลางกับเอ้อร์หลางฟังไม่ออก แต่ดูจากสีหน้าเถ้าแก่ก็รู้ว่าไม่ใช่คำพูดที่ดีอะไร
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็ด่ากลับเป็นภาษาถิ่นบ้านเกิดทันทีเช่นกัน มองใบหน้าที่งงงันของเถ้าแก่ พวกเขาก็หัวเราะแล้วเดินไปยังร้านถัดไป
ผู้คนในโลกส่วนใหญ่มักข่มเหงผู้อ่อนแอแต่หวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง เมื่อเห็นเด็กต่างถิ่นสองคนกล้าโต้กลับ เถ้าแก่ผู้นั้นก็ได้แต่สบถงึมงำ ไม่ได้ไล่ตามมาอีก
ทางด้านซานหลางกับซื่อเหนียงที่เดินตามอินเยว่ผู้มีแผลเป็นบนใบหน้าจึงดึงดูดสายตาแปลกๆ ให้จ้องมองมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือเจ้าของร้านขายหน้ากากที่เชื้อเชิญลูกค้าอย่างกระตือรือร้น เขานำหน้ากาก ผ้าคลุมหน้าและหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าหลากหลายแบบมาส่งถึงตรงหน้าให้พวกนางเลือก
โต๊ะเครื่องแป้งที่เดิมทีอินเยว่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะซื้อให้ได้พลันถูกโยนทิ้งไปจากสมองในบัดดล หนึ่งผู้ใหญ่สองเด็กยังไม่ทันได้ซื้อของเป็นชิ้นเป็นอัน สองฝาแฝดก็ใช้เงินไปคนละหนึ่งร้อยแปดสิบเหวินในการซื้อหน้ากากไปแล้ว
อินเยว่นั้นกลับใช้เงินมากกว่า นางใช้ห้าร้อยเหวินซื้อหน้ากากโฉมงามครึ่งซีกซึ่งแนบสนิทไปกับรูปหน้าของนาง ปิดบังใบหน้าซีกที่มีแผลเป็นไว้ได้พอดี
เมื่อมองใบหน้าที่ไม่เห็นรอยแผลเป็นแม้แต่น้อย ทั้งยังดูงดงามอยู่บ้างในกระจกดีบุก ดวงตาของอินเยว่ก็เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับได้ค้นพบดินแดนใหม่ที่น่าทึ่ง
แล้วแบบนี้จะให้นางอดใจไม่ซื้อหน้ากากที่ราวกับสร้างมาเพื่อนางโดยเฉพาะนี้กลับบ้านได้อย่างไร?
ทว่าความสุขอยู่เพียงชั่วครู่ เมื่อเดินต่อไปเห็นอ่างดินเผา ถ้วยดินเผา เก้าอี้ปักลาย โคมตั้งพื้นและโต๊ะน้ำชาสวยๆ จึงเพิ่งรู้ตัวว่า งบประมาณในมือน้อยนิดเพียงนี้ ช่างไม่พอใช้เลยจริงๆ
เงินสองตำลึงในเมืองหลวงกับเงินสองตำลึงในอำเภอไคหยางนั้นมันเทียบกันไม่ได้เลย!
“โต๊ะเล็กๆ เก่าๆ ตัวเดียวยังจะเอาตั้งหนึ่งตำลึง ทำไมท่านไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า เนื้อไม้ก็แย่ขนาดนี้ หนึ่งตำลึงข้าไปสั่งทำเองยังได้! สองร้อยเหวิน ถ้าให้ข้าก็เอา ไม่ให้ก็ช่างเถอะ”
ทำงานที่โรงงานเครื่องเขียนมาไม่เสียแรงเปล่า อินเยว่รู้ราคาตลาดของไม้แต่ละชนิดอย่างทะลุปรุโปร่ง ต่อให้ที่นี่คือเมืองหลวง ค่าขนส่งจะแพงกว่าสักหน่อย อย่างมากก็แค่เพิ่มขึ้นสองส่วน
ดังนั้นเวลาต่อราคาจึงมีเหตุมีผล ทำให้เถ้าแก่ร้านจนมุม
ซานหลางกับซื่อเหนียงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีใบหน้าน่ารักเหมือนกันราวกับแกะก็พยักหน้าผสมโรง “ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
เถ้าแก่เลิกดิ้นรน “เอาไปเลย เอาไปเลย!”
หนึ่งผู้ใหญ่สองเด็กยิ้มออกมาในทันที ในที่สุดก็ได้เครื่องเรือนชิ้นแรกมา
เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่กำลังห่อโต๊ะน้ำชาให้พวกเขาด้วยท่าทีไม่ค่อยยินดีนัก ซื่อเหนียงก็จูงมือซานหลางเดินมาอยู่หน้าเถ้าแก่ โค้งคำนับให้เถ้าแก่อย่างอ่อนหวาน “ขอบคุณท่านลุงเถ้าแก่ คนดีได้ดี ขอให้ท่านค้าขายรุ่งเรืองนะเจ้าคะ!”
“โอ้โฮ~” เถ้าแก่ยิ้มหน้าบานด้วยความประหลาดใจและยินดียิ่ง การค้าวันนี้ต่อให้ไม่ได้กำไรสักเหวิน เขาก็รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว!