ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 647 จัดแจง
ตอนที่ 647 จัดแจง
ฉินเหยายืนอยู่ริมถนนเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกๆ ตนเองเงียบๆ เมื่อเห็นว่าพวกเขาปรับตัวได้ดีมาก ถึงได้วางใจลงจริงๆ และเริ่มไปซื้อเครื่องเรือนของตนบ้าง
นางไม่ชอบเดินเตร็ดเตร่ ประกอบกับมีเป้าหมายชัดเจน ของที่ต้องการซื้อก็มีอยู่ในใจจึงเลือกเดินเข้าร้านที่ใหญ่ที่สุดในตลาดเบ็ดเตล็ดซึ่งขายเครื่องเรือนมือสองโดยเฉพาะ
คนทำการค้าสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ฉินเหยาเพิ่งก้าวเข้าประตู เถ้าแก่เนี้ยที่เพิ่งต้อนรับลูกค้ารายเก่าเสร็จก็โบกมือให้ลูกจ้างถอยไปแล้วยิ้มเข้ามาต้อนรับด้วยตนเอง แนะนำชุดเครื่องเรือนที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ในร้านให้นางฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เมื่อเห็นสายตาของฉินเหยาจับจ้องอยู่ที่แจกันล้ำค่าสีแดงเงินคู่หนึ่งก็รีบให้ลูกจ้างยกเข้ามาใกล้ๆ เพื่อให้นางมองดูได้สะดวก
พลางเอ่ยแนะนำว่า “ไม่ขอปิดบังฮูหยิน ของเหล่านี้ใช้วัสดุดีฝีมือประณีต ส่วนใหญ่ล้วนหลุดรอดมาจากการรื้อค้นยึดทรัพย์ของทางการ แม้ว่าบางคนจะรู้สึกว่าของเหล่านี้เป็นอัปมงคล แต่ข้ากลับรู้สึกว่าการที่สามารถทำให้ลูกค้าใช้เงินน้อยที่สุดซื้อของที่ถูกใจที่สุดได้ นั่นก็คุ้มค่าแล้ว ท่านว่าจริงหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นแจกันล้ำค่าสีแดงเงินคู่นี้เก็บไว้ให้ข้าก่อน ข้าจะเลือกอีกสักสองสามชิ้น พี่สาวช่วยคิดราคางามๆ ให้ข้าด้วยเป็นอย่างไร”
เถ้าแก่เนี้ยรีบยิ้มพลางผายมือเชิญ “น้องสาวเชิญดูตามสบายก่อน พอเลือกได้แล้ว ข้าจะให้ลูกจ้างยกมารวมไว้ให้ เรื่องราคานั้นคุยกันได้ ที่สำคัญคือเจ้าต้องพอใจ”
ฉินเหยาเห็นพรมทอลายดอกไม้ขนแกะผืนหนึ่งแขวนอยู่บนผนัง “มีไม้เมตรให้ข้ายืมวัดหรือไม่”
เถ้าแก่เนี้ยรีบหยิบไม้เมตรยาวอันหนึ่งมาวัดแล้วบอกขนาดให้ฉินเหยา
“พรมผืนนี้ก็เอาด้วยแล้วกัน” ขนาดของมันเหมาะที่จะปูไว้ในห้องโถงใหญ่ของเรือนส่วนหน้าพอดี
ในร้านยังมีโต๊ะเก้าอี้สำหรับรับแขกอีกหลายชุด จวนของฉินเฟิงมีเพียงชุดเดียว แขกมาเกินสองคนก็นั่งไม่พอแล้ว ฉินเหยาเลยถือไม้เมตร วัดไปพลางสั่งโต๊ะเก้าอี้สีและรูปแบบเดียวกันไปสองชุด
ต้องบอกว่าร้านใหญ่ของครบครันจริงๆ แม้แต่โคมไฟก็ยังมีขาย ทว่าไม่ใช่ของมือสองล้วนเป็นของใหม่
ในจวนของฉินเฟิงหลังนั้นมีเพียงโคมไฟกระดาษขาดๆ สองดวงแขวนอยู่ที่ประตูใหญ่ กระดาษขาดรั่วจนจุดเทียนไม่ติดแล้ว
ฉินเหยาจิ๊ปากอย่างรังเกียจแล้วหันไปบอกเถ้าแก่เนี้ย “โคมไฟสีแดงสายยาวเช่นนี้เอาให้ข้าสี่ชุด โคมไฟเล็กแบบเดี่ยวก็เอามาด้วยสิบอัน”
นางจะทำให้เรือนสองลานหลังเล็กนั้นสว่างไสว!
ต่อจากนั้นฉินเหยาก็สั่งกระถางดอกไม้แปดใบ ตุ่มน้ำขนาดใหญ่สี่ตุ่ม ถังไม้สี่ใบ เครื่องครัวหนึ่งชุด อ่างทองแดงแปดใบ อ่างอาบน้ำสี่ใบ เตียงสี่หลัง โต๊ะเครื่องแป้งสามตัว แถมด้วยชุดถ้วยชามอีกสองชุด รับรองว่าต่อให้มีแขกมาบ้านก็มีถ้วยชามเพียงพอสำหรับเลี้ยงรับรองแขก
ฉินเหยาเลือกของอย่างเด็ดขาด ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เลือกของในร้านที่ตรงกับความต้องการของตนเองจนครบ
เถ้าแก่เนี้ยถือลูกคิดเดินตามนางไปพลางดีดลูกคิดไปพลาง ทั้งสองฝ่ายหยุดลงแทบจะพร้อมกัน
ฉินเหยา “เอาเท่านี้แหละ”
เถ้าแก่เนี้ยเอ่ย “ทั้งหมดห้าสิบแปดตำลึงหกเฉียนกับอีกสามสิบเจ็ดเหวิน ข้าเห็นว่าน้องสาวก็เป็นคนตรงไปตรงมา เศษที่เหลือข้าปัดทิ้งให้เลย คิดเพียงห้าสิบแปดตำลึงหกเฉียนก็พอ”
ฉินเหยาพยักหน้า จ่ายเงินอย่างรวดเร็วแล้วบอกที่อยู่จวนของฉินเฟิงให้เถ้าแก่ ให้พวกเขาหาคนนำของไปส่งแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านต่อไป
ในเรือนสองลาน นอกจากเรือนหลักจะมีชุดเครื่องนอนและม่านเตียงที่พอดูได้อยู่หนึ่งชุดแล้ว ห้องอื่นๆ ล้วนโล่งเตียน ดูเย็นชาอึมครึม ไม่สดใสเลยแม้แต่น้อย
บ้านควรจะเป็นสถานที่ที่สบายที่สุดและผ่อนคลายที่สุด ฉินเหยาชอบให้บ้านมีสีสันบ้าง สว่างไสวและอบอุ่น
ที่ตลาดเบ็ดเตล็ดนี้มีร้านผ้า ฉินเหยาจึงซื้อพวกม่านเตียงและเครื่องนอนสำเร็จรูปอีกหนึ่งกอง รวมถึงเครื่องนอนจำพวกเบาะรองนั่งและพนักพิงด้วย
แม้แต่ผ้าปักสำหรับเก้าอี้ก็ยังซื้อ ตัวนางเองไม่จำเป็นต้องใช้หรอก แต่ซื่อเหนียงเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดู ห้องก็ย่อมต้องเป็นสีชมพูอ่อนๆ งดงาม ประณีตไปยันขาโต๊ะถึงจะถูก
ฉินเหยาใช้ความคิดแบบเดียวกับการแต่งบ้านตุ๊กตา ซื้อของตกแต่งและของประดับชิ้นเล็กๆ สีสันสดใสให้ห้องของเด็กผู้หญิงในบ้านหนึ่งกองใหญ่
ซื้อของไปหนึ่งกองใหญ่ก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว ขณะเตรียมตัวไปรวมกลุ่มกับเด็กๆ ที่ท้ายถนน ฉินเหยาก็พลันชะงักไป นางเหมือนจะลืมซื้อของเข้าห้องให้หลิวจี้
คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ย้อนกลับไปหาเถ้าแก่เนี้ยร้านแรกแล้วซื้อชั้นหนังสือขนาดใหญ่เพิ่มอีกสองตู้ โต๊ะแปดเซียนหนึ่งชุดและโต๊ะหนังสืออีกหนึ่งชุด
ไหนๆ ก็ซื้อแล้ว งั้นก็ซื้อเครื่องนอนดีๆ ให้เขาสักสองชุดก็แล้วกัน อากาศช่วงนี้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว นอนหลับไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อสมอง
หากสมองไม่ดี อ่านหนังสือไม่เข้าหัว นั่นล่ะปัญหาใหญ่
พอเสียเวลาไปเช่นนี้ ฉินเหยากลับกลายเป็นคนสุดท้ายที่ไปถึงจุดนัดพบที่ท้ายถนน อินเยว่และเด็กๆ ใช้เงินงบประมาณจนหมดแล้ว พวกเขาล้วนซื้อของที่ตนเองอยากได้มาเรียบร้อย
ของที่ถือไหวก็ถือเอง ของชิ้นใหญ่ที่ถือไม่ไหวก็ให้เจ้าของร้านช่วยหาคนไปส่งที่ตรอกหย่งทง
ฉินเหยาถาม “ซื้อของเสร็จกันหมดแล้วหรือ”
หนึ่งผู้ใหญ่สี่เด็กพยักหน้าอย่างมีความสุข ซานหลางกับซื่อเหนียงยังเอาหน้ากากที่สวมไว้บนศีรษะลงมาสวมอวดหนึ่งรอบ
ใบหน้าเล็กๆ น่ารักสองดวงถูกหน้ากากอสูรที่ดุร้ายบดบัง ฉินเหยาถอยหลังไปครึ่งก้าว นี่ถ้าหากตอนกลางคืนมาเจอเข้า บิดาของพวกเขาคงตกใจตายเลยกระมัง?
นางจึงกำชับไปเสียงหนึ่งว่า “ตอนกลางคืนห้ามใส่หน้ากากในบ้าน” จากนั้นฉินเหยาก็โบกมือทีหนึ่ง “กลับบ้าน!”
คณะแม่ลูกกลับถึงบ้านก่อน ผ่านไปครึ่งชั่วยามของที่ซื้อไว้ก็มาส่ง ทั้งแม่และลูกๆ ต่างพับแขนเสื้อขึ้นช่วยกันจัดแจงอย่างขยันขันแข็ง เปลี่ยนโฉมบ้านทั้งหลังไปอย่างสิ้นเชิง
ยามพลบค่ำมาเยือน โคมไฟในสวนหน้าบ้านและสวนหลังบ้านสว่างไสวขึ้นพร้อมกัน ท่ามกลางหมู่เรือนชั้นเดียวที่มืดสลัว เรือนหลังเล็กที่มีห้องใต้หลังคาสองชั้นกลับส่องสว่างราวกับประภาคาร พยายามส่องแสงสว่าง ชี้ทางกลับบ้านให้แก่ผู้ที่กลับมายามค่ำคืน
ภายในลานบ้านมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมา เด็กบ้านข้างๆ สูดจมูกฟุดฟิดพลางอุทานลั่น “เป็นเนื้อ!”
แม้จะเป็นเมืองหลวง อยู่ใต้เบื้องพระบาทของโอรสสวรรค์ แต่ผู้ที่สามารถกินเนื้อได้ก็มีไม่มาก กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นที่ลอยออกมาจากจวนตระกูลฉินในตรอกหย่งทงนี้ ลอยอบอวลไปทั่วทั้งย่าน ทำเอาเด็กๆ ไม่รู้กี่คนน้ำลายไหลจนร้องไห้
ก้นของซานหลางแทบจะหยั่งรากอยู่ข้างเตาไฟ เขานั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก อ้างว่ามาช่วยจุดไฟ แต่ความจริงกลับแอบยื่นมือน้อยๆ ออกไป ฉกเนื้อตุ๋นที่เพิ่งเสร็จใหม่ๆ ชิ้นหนึ่งเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว
เคี้ยวๆๆ ไปแล้วคิ้วเล็กๆ ก็ขมวดมุ่น “ศิษย์พี่เยว่ เค็มไปแล้ว”
เพราะสามีท่านอาจารย์และอาวั่งไม่อยู่บ้าน อีกทั้งยังถึงมื้ออาหารเย็นแล้ว อินเยว่ที่ถูกบังคับให้เข้าครัวจึงไล่เจ้าภูตน้อยจอมตะกละผู้นี้ออกจากห้องครัวอย่างไม่เกรงใจ!
ซานหลางเลียริมฝีปาก อยากจะบอกว่าต่อให้เค็มข้าก็ไม่รังเกียจ แต่พอเหลือบมองใบหน้าที่เย็นเยียบของศิษย์พี่เยว่ก็เผ่นดีกว่า
เขาวิ่งออกจากห้องครัว มาถึงเรือนส่วนหน้า นอกจากห้องของท่านพ่อแล้ว ห้องอื่นๆ ล้วนจุดตะเกียงสว่างไสว
พี่ใหญ่พี่รองกำลังปูเตียงที่พวกเขาเพิ่งซื้อกลับมาใหม่อย่างตื่นเต้นยินดี น้องเล็กก็กำลังกอดฉินสุดที่รักของนาง คิดหาที่วางให้มัน
ท่านแม่นั่งอย่างสงบบนเก้าอี้ราชครูตัวใหม่ในห้องโถงหลัก บนโต๊ะเล็กข้างมือวางเต็มไปด้วยของกินเล่นสารพัดชนิด มือหนึ่งโยนของกินเข้าปาก มือหนึ่งหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มน้ำ สายตาเหม่อลอย สมองว่างเปล่า
ซานหลางเดินวนรอบตุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ในลานเรือน ในใจคิดว่า เมื่อไหร่จะได้กินข้าวเสียทีนะ
“ท่านแม่ ข้าไปดูที่หน้าประตูว่าท่านพ่อกับท่านอาอาวั่งกลับมาหรือยังนะขอรับ” ซานหลางตะโกนเข้าไปในห้องโถงหลัก เมื่อได้รับเสียงตอบกลับมาอย่างเชื่องช้า เขาก็วิ่งถลาไปยังประตูใหญ่ทันที
วิ่งออกไปได้ไม่นานก็วิ่งม้วนกลับเข้ามาอีก ตะโกนบอกไปทั่วทุกห้องอย่างตื่นเต้นว่า “พวกเขากลับมาแล้ว กินข้าวได้แล้ว กินข้าวได้แล้ว!”
พร้อมวิ่งหน้าตาตื่นเข้าไปในห้องครัวแล้วช่วยหยิบชามหยิบตะเกียบอย่างแข็งขัน
กลับเป็นฉินเหยาและคนอื่นๆ ที่ถูกเสียงตะโกนโหวกเหวกของเขาเรียกสติกลับมา ต่างพากันวางมือจากสิ่งที่ทำอยู่อย่างพร้อมเพรียงแล้วเดินออกมาที่ลานเรือน