ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 648 เมียจ๋าต้องมีวิธีแน่
ตอนที่ 648 เมียจ๋าต้องมีวิธีแน่
กลุ่มแม่ลูกรออยู่ตลอดทั้งบ่ายจนกระทั่งฟ้ามืดสนิท หลิวจี้และอาวั่งก็กลับมาในที่สุด
จวนตระกูลฉินที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นหลังใหม่ ทำให้คนทั้งสองนึกว่าตนเองเดินผิดทาง ภายในเรือนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของอาหารลอยออกมา เห็นแล้วก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นในใจ
โชคดีที่ซานหลางโผล่ศีรษะออกมาจากข้างประตูใหญ่ ทั้งสองจึงกล้าเชื่อว่า นี่คือจวนตระกูลฉิน พวกเขาไม่ได้เดินผิดทางจริงๆ
ความเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งวุ่นมาตลอดทั้งบ่ายคล้ายจะสลายไปกว่าครึ่งตั้งแต่ก้าวเข้าประตูใหญ่ที่สว่างไสวบานนี้
เมื่อเห็นฉินเหยาและเด็กๆ ที่รออยู่ในลานบ้าน หลิวจี้ก็ไม่อาจฝืนทนต่อไปได้อีก ไหล่เขาลู่ลงอย่างสิ้นหวัง
“เหตุใดจึงไปตลอดทั้งบ่ายเลยเล่า ได้พบศิษย์พี่ตัวน้อยของเจ้าหรือไม่” ฉินเหยาเอ่ยถามหยั่งเชิง
อาวั่งพยักหน้าให้ฉินเหยาทีหนึ่งแล้วเดินเข้าห้องครัวไปช่วยยกอาหารตักข้าว วุ่นวายมาทั้งวัน ท้องของเขาก็ร้องจ๊อกๆ แล้ว
หลิวจี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินเหยา ก้มหน้าต่ำทำหน้าหงอยแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ศิษย์พี่ตัวน้อยไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง พวกเราเจอเพียงสือโถวที่หน้าประตูจวนอัครเสนาบดี พอสอบถามดู พวกเขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านอาจารย์ป่วยหนัก!”
พอพูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ทำท่าทางโกรธเคือง ศิษย์พี่ตัวน้อยสะเพร่าเช่นนี้ได้อย่างไร
ยังบอกว่าเป็นคุณชายจวนอัครเสนาบดีอีก อยู่ในเมืองเดียวกันแท้ๆ ห่างกันแค่ไม่กี่ถนนกลับไม่รู้แม้กระทั่งอาการป่วยของท่านอาจารย์
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะแล้ว ฉินเหยาจึงส่งสัญญาณให้หลิวจี้ไปล้างมือ กินไปเล่าไป
ทั้งบ่ายไม่ได้กินอะไร ตอนเที่ยงก็แค่ดื่มชาไปสองสามถ้วยกับกินขนมรองท้องไปนิดหน่อย ท้องของหลิวจี้ก็ร้องประท้วงมานานแล้ว เขาพยักหน้า เดินไปล้างมือที่หน้าตุ่มน้ำแล้วจึงนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว
เห็นได้ชัดว่าหิวมาก แต่เพิ่งกินไปได้สองคำก็กินไม่ลงเสียแล้ว หลิวจี้ใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามอย่างกลัดกลุ้ม “ศิษย์พี่ตัวน้อยจะไม่อยู่เมืองหลวงได้อย่างไร ตกลงกันแล้วว่าจะดูแลท่านอาจารย์ ตอนนี้ท่านอาจารย์เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ เขากลับหนีไปเก็บตัวฝึกฝนที่จวนตากอากาศบ้าบออะไรนั่น”
ยิ่งพูดยิ่งโมโห ข้าวคำนี้กลับกลืนไม่ลงไปเสียดื้อๆ
อืม…สาเหตุหลักคือกับข้าวไม่อร่อยเลย ทั้งเค็มทั้งเหนียว
อินเยว่ที่เห็นปฏิกิริยาของสามีท่านอาจารย์อยู่ในสายตาก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่กล้าพูดอะไร
โชคดีที่ซานหลางกับอาวั่งยังไว้หน้า มีอะไรก็กินอย่างนั้น กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ฉินเหยากินข้าวไปสามชามจนอิ่มท้องจึงค่อยวางชามและตะเกียบลง ถามหลิวจี้ถึงแผนการต่อไป
ฉีเซียนกวนไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าถูกท่านอัครเสนาบดีเฒ่าจัดแจงให้ออกไปข้างนอกเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันในวังวนแห่งการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ
พวกนางเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงได้สองวันก็ได้เห็นการยึดทรัพย์ไปหนึ่งครั้ง บรรยากาศตึงเครียดระหว่างองค์หญิงใหญ่และตำหนักบูรพา แค่ดูก็รู้ว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของทั้งสองฝ่ายได้เข้าสู่ช่วงที่ดุเดือดที่สุดแล้ว
“ก่อนที่ผลลัพธ์จะออกมา ท่านอัครเสนาบดีเฒ่าย่อมไม่ให้ฉีเซียนกวนกลับมา เส้นสายทางฝั่งเขานั้นใช้การไม่ได้แล้ว” ฉินเหยากล่าวตามความเป็นจริง
หลิวจี้มีหรือจะไม่รู้ เพียงแต่รู้สึกว่าตอนนี้ท่านอาจารย์ตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู น่าสงสารเวทนาอย่างยิ่ง ใจจึงร้อนรน อดไม่ได้ที่จะบ่นว่าเล็กน้อย
“เมียจ๋า!” หลิวจี้พลันมองมาอย่างจริงจัง “ข้าต้องพบท่านอาจารย์ให้ได้!”
พูดพลางยื่นมือทั้งสองข้างมาจับข้อมือของนางไว้ นัยน์ตาดอกท้อกะพริบปริบๆ อย่างน่าสงสาร “เมียจ๋าเจ้ายอดเยี่ยมเก่งกาจ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมีวิธี ใช่หรือไม่”
“ท่านอาจารย์มีบุญคุณต่อข้า ข้าเคยบอกว่าจะดูแลท่านยามแก่เฒ่าและคอยส่งท่านในวาระสุดท้าย ตอนนี้ท่านเป็นตาเฒ่าที่ขยับตัวก็ไม่ได้ ถูกคนขังไว้ที่ใดก็ไม่รู้ จะได้กินข้าว ดื่มสุราหรือไม่ก็ไม่รู้…”
ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าถึงอารมณ์จนอยากจะร้องไห้ออกมาด้วยความเวทนาเสียเอง นัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นเริ่มมีไอน้ำเกาะพราว หางตาแดงก่ำ ริมฝีปากแดงก็ขบเม้มเบาๆ “ข้ารู้ว่าข้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ข้าเพียงแค่อยากให้ท่านอาจารย์ได้กินดีหน่อย นอนอุ่นขึ้น ได้อยู่คุยเป็นเพื่อนท่านสักสองสามประโยคก็ยังดี ตอนนี้ท่านคงกำลังนอนอยู่ในห้องเล็กมืดๆ เย็นๆ รอข้าไปพบอยู่เป็นแน่”
ฉินเหยามองสีหน้าท่าทางของเขา น้ำตาแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าถึงอารมณ์ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
บางทีสำหรับหลิวจี้แล้ว กงเหลียงเหลียวผู้เป็นอาจารย์ท่านนี้ คงจะแตกต่างจากผู้อื่นมากจริงๆ
เพราะอย่างไรเสีย คนเสเพลที่เติบโตมาท่ามกลางคำครหา ความไม่ไว้วางใจและคำด่าทอของผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ถูกรังเกียจ ไม่เพียงแต่ไม่ถูกรังเกียจ แต่อีกฝ่ายยังถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่ตนมีทั้งชีวิตให้จนหมดสิ้น
แต่ฉินเหยาก็จำต้องเตือนหลิวจี้ว่า เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ใช่อำเภอไคหยางที่จะยอมให้หัวขโมยเข้าออกได้อย่างอิสระ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าทหารยามลาดตระเวนระหว่างย่านต่างๆ มีมากเพียงใด การจะไปจวนราชครูต้องข้ามแม่น้ำหยาง บนแม่น้ำมีสะพานกี่แห่ง แห่งใดมีการป้องกันหละหลวมที่สุด? แล้วจวนราชครูใหญ่โตเพียงใด? ท่านอาจารย์พักอยู่ห้องไหน? ตอนนี้พวกเราไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง” ฉินเหยากล่าวอย่างเยือกเย็น
หลิวจี้มีความหวังขึ้นมาในทันที เขารู้อยู่แล้วว่าเมียจ๋าต้องมีวิธี!
“ข้ากับอาวั่งจะรีบไปสืบดูเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้เช้าตรู่ก็ไปเลย!”
“ไม่…กินข้าวเสร็จก็ไปเลย!” หลิวจี้พลันเจริญอาหารขึ้นมา ยกชามข้าวขึ้นมาจ้วงกินคำใหญ่
อาวั่ง “…” เขาอยากรู้จริงว่าตนเองไยจึงโชคร้ายปานนี้
มุมปากฉินเหยากระตุกอย่างแรง กัดฟันเตือนใครบางคน “ตอนนี้ถึงยามห้ามออกจากเคหสถานแล้ว ทำได้เพียงเคลื่อนไหวภายในย่านเท่านั้น เจ้าออกไปเดินเพ่นพ่านตอนนี้ก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ”
หลิวจี้ที่กำลังจ้วงข้าวพลันชะงักงัน คิ้วกระบี่ที่เคยผยองพลันตกลง ข้าวในชามไม่อร่อยอีกต่อไปแล้ว
“ก็ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยไปสืบข่าว สืบมาได้แล้ว เมียจ๋า พวกเราก็ไปหาท่านอาจารย์ตอนกลางคืนกัน ดีหรือไม่”
ฉินเหยาอดไม่ได้ที่จะดีดหน้าผากเขาไปทีหนึ่ง “สมองเจ้านี่คิดได้แค่ลอบเข้าจวนราชครูตอนกลางคืนหรืออย่างไร ลอบเข้าไปตอนกลางวันมันจะเป็นอะไรไป”
คิ้วกระบี่ที่ลู่ตกของหลิวจี้เลิกขึ้นเล็กน้อย “เมียจ๋า เจ้าหมายความว่า?”
เมื่อสังเกตเห็นว่าเด็กๆ และอินเยว่กำลังจ้องมองตนกับหลิวจี้พูดคุยกัน ฉินเหยาก็ถลึงตาใส่ “กินข้าวของพวกเจ้าไป ผู้ใหญ่คุยกันห้ามแอบฟัง!”
ทุกคนร้อง “โอ้” แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างว่าง่าย
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่ง “เดี๋ยวค่อยไปคุยกันที่ห้องข้า”
หัวใจของหลิวจี้สั่นสะท้าน คะ…คุยกันในห้อง?
อาวั่งทำหน้าตกตะลึงแล้วชี้ที่ตัวเอง “ข้าด้วยหรือ”
“เจ้าไม่ต้อง” ฉินเหยาไม่คิดจะให้อาวั่งปรากฏตัว เรื่องนี้เสี่ยงเกินไป นางไปคนเดียวปลอดภัยกว่า
นึกถึงหน้ากากที่เด็กๆ ซื้อมาในวันนี้ ฉินเหยาก็ลองเสนอแนะ “อาวั่ง ใบหน้านี้ของเจ้า…จำเป็นต้องปลอมตัวหน่อยหรือไม่”
ทว่าอาวั่งกลับรู้สึกว่าการปลอมตัวใดๆ ก็ล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะถูกจับได้ มิสู้เดินไปตามท้องถนนอย่างเปิดเผยเช่นนี้เสียยังจะดีกว่า
อย่างไรเสีย บรรดาอดีตสหายร่วมอาชีพของเขา ผ่านไปหลายปีขนาดนี้ ผู้ที่ยังมีชีวิตรอดก็นับว่าเหลืออยู่น้อยเต็มที
“ฮูหยิน ในอดีตมีเพียงสองคนที่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้า”
คนหนึ่งคืออ๋องเฟิงที่อยู่ในที่ดินศักดินา อีกคนคือฮองเฮาที่อยู่ในวังหลัง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปลอมตัวเลยจริงๆ
บนถนนในเมืองหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยทหารยามและเจ้าหน้าที่ทางการที่ลาดตระเวนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง หากไปเจอพวกที่ชอบหาเรื่องโดยใช่เหตุแล้วจู่ๆ คิดจะตรวจสอบขึ้นมา หากพบว่าเขาปลอมตัว เกรงว่าเรื่องจะยิ่งยุ่งยากกว่าเดิม
ฉินเหยาลองคิดดูก็มีเหตุผล “ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถอะ”
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ใต้ตะเกียงมักมืดมิด’ ใครเล่าจะคาดคิดว่านักฆ่าเดนตายที่หลบหนีไปจะอุกอาจเหิมเกริมถึงขั้นกลับมาอีก?
ต่อให้อ๋องเฟิงยังคงส่งคนมาไล่ล่าอาวั่ง แต่ที่นี่คือเมืองหลวง กรงเล็บของเขาก็คงยื่นเข้ามาไม่ได้
กินมื้อค่ำเสร็จ เพราะผู้ใหญ่ในบ้านมีเรื่องต้องคุยกัน เด็กๆ ก็เลยอาสาล้างถ้วยชาม เก็บกวาดเช็ดโต๊ะจนสะอาด หลังจากนั้นก็พากันกลับเข้าห้องไป
ด้วยรู้ดีว่าต้องพึ่งพาเมียจ๋าของตนจึงจะมีความหวังได้พบท่านอาจารย์ หลิวจี้จึงแปลงร่างเป็นผึ้งน้อยจอมขยันขันแข็ง เริ่มจากเตรียมน้ำร้อนให้ฉินเหยาได้แช่อาบอย่างสบายตัว ทั้งยังช่วยซักเสื้อผ้าที่นางผลัดเปลี่ยนจนสะอาด
สุดท้ายก็จัดการตนเองจนสะอาดสะอ้านสดชื่น อบร่ำเครื่องหอมแล้วถือน้ำแกงหวานร้อนๆ ที่ต้มเตรียมไว้ กอดความรู้สึกประหม่าหนึ่งส่วน ความคาดหวังสามส่วนและความยับยั้งชั่งใจหกส่วนไปเคาะประตูห้องของนาง