ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 649 สถานะล้วนเป็นสิ่งที่ตนเองกำหนดขึ้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 649 สถานะล้วนเป็นสิ่งที่ตนเองกำหนดขึ้น
ตอนที่ 649 สถานะล้วนเป็นสิ่งที่ตนเองกำหนดขึ้น
ฉินเหยากำลังใช้กระดาษและพู่กันคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่เพิ่งซื้อมาใหม่
ภายในห้องจุดตะเกียงไว้สามดวง ในห้องโถงด้านนอกหนึ่งดวง ข้างเตียงหนึ่งดวงและอีกดวงจุดไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง แสงสว่างเพียงพอมาก เพียงพอจนไม่สามารถก่อให้เกิดบรรยากาศวาบหวามใดๆ ได้
ใช้เวลาเพียงวินาทีเดียว หลิวจี้ก็ตระหนักได้ว่าตนเองอาจจะคิดผิดแล้ว ภายในห้องไม่ได้มี ‘ธุรกรรม’ อย่างว่ารอเขาอยู่
เขาถอนหายใจเงียบๆ แล้วยกน้ำแกงหวานร้อนๆ ไปวางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ฉินเหยายื่นมือไปรับมาดื่มอย่างเป็นธรรมชาติไปครึ่งชามแล้ววางชามคืนในถาด ขีดเขียนต่อไปบนกระดาษอีกสองสามขีด ก่อนจะหยุดมือ
“วันนี้ใช้เงินไปเกือบเจ็ดสิบตำลึงเงินแล้ว ค่าครองชีพในเมืองหลวงนี้แพงนัก เงินไม่พอใช้เลย” ฉินเหยาบ่นอุบแล้วใช้ปลายพู่กันขีดฆ่ายอดเงินคงเหลือที่คำนวณไว้บนกระดาษทิ้งไปเงียบๆ
แม้สายตาของหลิวจี้จะว่องไวเพียงใดก็มองเห็นเพียงตัวเลขหนึ่งตัว แต่เขามั่นใจว่าด้านหลังเลขหนึ่งนี้ ต้องมีตัวเลขตามมาอีกอย่างน้อยสี่ตัว!
มีเงินมากมายขนาดนั้น เงินเพียงเจ็ดสิบตำลึงจะนับเป็นอะไรได้ คนตัวเล็กในใจของหลิวจี้หัวเราะฮ่าๆ อย่างลำพองใจ
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้เขาไปที่ห้องโถงเล็ก สองสามีภรรยานั่งหันหน้าเข้าหากันและเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญ
หลิวจี้นั่งตัวตรง มือสองข้างวางบนหัวเข่า ท่าทางจริงจัง
ฉินเหยากล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้าเราสองคนจะออกไปสำรวจเส้นทางที่จวนราชครู ดูสถานการณ์การป้องกันที่นั่น ข้าจะรับผิดชอบสำรวจเส้นทาง ส่วนเจ้ารับผิดชอบสืบข่าว ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับราชครูยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี…”
ฉินเหยาพูดไป หลิวจี้ก็จดจำไป แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องไปสืบว่าราชครูมีความชอบอะไร คบค้าสมาคมกับใครและเป็นศัตรูกับใคร แต่ว่าคำพูดของเมียจ๋าย่อมมีเหตุผลของนางอย่างแน่นอน
ทั้งสองคนคุยกันเกือบครึ่งชั่วยาม ตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนไหวหลักและจุดนัดพบในวันพรุ่งนี้ ฉินเหยาก็หาวและเตะหลิวจี้ออกจากห้องไป
เมื่อมองดูห้องที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ฉินเหยาก็สูดอากาศที่ผ่อนคลายภายในห้องเบาๆ ทิ้งตัวลงบนเครื่องนอนใหม่ที่ปูไว้ในวันนี้แล้วหลับไปอย่างมีความสุข
นอกลานบ้านมีเสียงตะโกนดังมาเป็นระยะ “เก็บสิ่งปฏิกูลจ้า! เก็บสิ่งปฏิกูล!”
ในอากาศยามเช้าที่เย็นเยียบ ดูเหมือนจะมีกลิ่นที่อธิบายได้ยากเพิ่มเข้ามาด้วย
อาวั่งตื่นแล้ว เขาเปิดประตูหลังเรียกตาเฒ่าที่มาเก็บสิ่งปฏิกูลไว้แล้วเทอุจจาระที่สะสมไว้ในถังในห้องน้ำที่บ้านลงในถังไม้ขนาดใหญ่ที่ตาเฒ่านำมาจนหมด
วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางกลิ่นอันแสนมหัศจรรย์นี้
ฉินเหยาและหลิวจี้ไม่ได้กินข้าวเช้าที่บ้าน หลังจากจัดการตัวเองเล็กน้อยก็ออกจากบ้านไป
ก่อนไปฉินเหยาสั่งให้เด็กทั้งสี่คนรวบรวมบทความสำนึกผิดที่เขียนเสร็จแล้ว คืนนี้ตนกลับมาจะตรวจ
สี่พี่น้องที่เดิมยังง่วงงุนอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ความง่วงก็หายไปในบัดดล รีบรับคำ ยืนเรียงแถวส่งท่านพ่อท่านแม่ออกจากประตู
เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ควรสอดรู้สอดเห็น สี่พี่น้องรู้ความมาก ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเลยต่างคนต่างกลับเข้าห้องไปเตรียมร่างบทความสำนึกผิดของตนเอง
ฉินเหยาและหลิวจี้เดินออกจากตรอกหย่งทง ซื้อซาลาเปาคนละลูกจากแผงลอยริมทาง กินพลางเดินไปทางทิศเหนือ
ทั้งสองคนล้วนพูดสำเนียงต่างถิ่น แต่เมื่อใดที่เอ่ยปากถามทาง คนส่วนใหญ่ก็จะเป็นมิตร ชี้ทางให้แก่คนต่างถิ่นที่เพิ่งมาใหม่ทั้งสอง
ทั้งถามทั้งเดินไปตลอดทางเช่นนี้ ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงสถานที่ข้ามแม่น้ำ
ที่แท้แม่น้ำหยางมีสะพานอยู่สามแห่ง สะพานใหญ่แห่งหนึ่งทอดตรงไปยังพระราชวังจื่อเวย เป็นเส้นทางที่เหล่าขุนนางต้องใช้สัญจรเพื่อเข้าเฝ้า คนทั่วไปห้ามเข้า
สะพานอีกสองแห่งที่เหลือ แห่งหนึ่งทอดไปยังวังตากอากาศซ่างหยางสุดทิศตะวันตก สถานที่นี้เป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศและจัดงานเลี้ยงของราชวงศ์ ซึ่งปิดตายตลอดทั้งปี
มีเพียงสะพานทิศตะวันออกเท่านั้นที่ให้คนธรรมดาสามัญใช้สัญจรไปยังตลาดทิศเหนือ
ใต้สะพานยังมีเรืออีกมากมาย สามารถพายเรือล่องแม่น้ำได้ สองฟากฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยโรงสุรา โรงน้ำชา ร้านอาหาร ยามกลางวันก็ดูธรรมดาทั่วไป
แต่ทว่าพอถึงกลางคืน สองฝั่งแม่น้ำก็จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ มีการร้องรำทำเพลง มีสุราเลิศรสอาหารโอชะ โฉมงามและเหล่ากวีต่างลุ่มหลงมัวเมาอยู่ในโลกแห่งความฝัน นับเป็นแหล่งผลาญเงินอันดับหนึ่งของเมืองหลวง
หากคิดจะมาเที่ยวที่นี่ ถ้าในกระเป๋าไม่มีเงินสักพันตำลึงก็อย่าได้หวัง
ฉินเหยาคว้าตัวหลิวจี้ที่กำลังจ้องมองโฉมงามที่กำลังดีดพิณขับร้องอยู่ในหอคณิกาฝั่งตรงข้ามแม่น้ำแล้วข้ามสะพานมายังทิศเหนือ
จวนราชครูหาเจอง่ายมากก็คือจวนหลังใหญ่ที่สุดในบรรดาจวนที่อยู่ใกล้กับตำหนักบูรพามากที่สุดนั่นแหละ
เมื่อมาถึงที่นี่ สองสามีภรรยาก็แยกกันเป็นสองทาง ปฏิบัติตามแผนที่วางไว้
“ตอนเย็นเจอกันที่ใต้หอซีฉู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ” ทิ้งประโยคนี้ไว้ ฉินเหยาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
หลิวจี้ยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ เมียจ๋าก็หายตัวไปแล้ว เขาจึงได้แต่แบมืออย่างจนปัญญา เดินตามเสียงเพลงของโฉมงามที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อครู่ไป ยืดอกตรง แผ่กลิ่นอายของพวกเศรษฐีใหม่ไปทั่วร่างแล้วก้าวย่างอาดๆ เข้าไปในหอคณิกา
เวลายังเช้าตรู่อยู่แท้ๆ แต่หอที่แสร้งทำเป็นสูงส่งเช่นนี้กลับเปิดประตูแต่เช้า ภายในส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุตรหลานขุนนางที่ไม่ต้องเข้าเฝ้า พวกเขาท่องบทกวีเปรี้ยวๆ สักสองสามบท ฟังเพลงขับกล่อมใสๆ สักสองสามเพลงก็รู้สึกว่าตนเองแตกต่างจากพวกคุณชายเสเพลที่เอาแต่ออกมาเพ่นพ่านยามค่ำคืนเหล่านั้นแล้ว
หลิวจี้รูปร่างหน้าตาดี ประกอบกับเป็นคนแปลกหน้า เพิ่งเข้าประตูมาก็ดึงดูดสายตาให้จับจ้องมาไม่น้อย
หลิวจี้ผู้พกเงินติดตัวเพียงสามสิบตำลึง ได้รับคำมั่นสัญญาจากเมียจ๋าแล้วว่าค่าใช้จ่ายสามารถเบิกคืนได้จึงใจป้ำเลี้ยงชารสอ่อนชั้นดีให้แขกทุกคนในหอคนละกา ทำเอาเหล่าคุณชายทั้งหลายในหอต่างเหลียวมอง
บางคนหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน ไม่รู้ว่าเป็นเศรษฐีใหม่มาจากชนบทที่ไหน ช่างหยาบคายจนทนดูไม่ได้
แต่ว่า การที่มีคนมาทำตัวโดดเด่นตัดหน้าพวกเขานั้น เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เด็ดขาด!
เพียงชั่วครู่ห้องส่วนตัวเล็กๆ ริมแม่น้ำที่หลิวจี้อยู่ก็มีกลุ่มคนมารุมล้อม บ้างลองเชิง บ้างทักทายตามมารยาท บ้างเยาะเย้ยเพื่อสืบประวัติของเขา
หลิวจี้ที่หน้าหนาราวกับกำแพงเมืองรับมือกับเหล่าคุณชายที่ยังอ่อนหัดพวกนี้ได้อย่างราบรื่นราวกับปลาได้น้ำ จัดการทุกเรื่องได้ง่ายดายสบายมาก
อย่างไรเสียเมื่ออยู่นอกบ้าน สถานะก็เป็นสิ่งที่ตนเองกำหนดขึ้น อ้างตัวว่าเป็นจวี่เหรินที่เดินทางมาจากเมืองวั่งเฉิงทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อมาเข้าสอบ ทั้งลอบเปิดเผยว่าที่บ้านมีเหมืองเกลือและยังมีญาติอาศัยอยู่ในตรอกซิวเหวินแถบที่พักของขุนนางชั้นสูงสังกัดหกกรม
คนที่เมื่อครู่แอบหัวเราะเยาะเขาว่าเป็นเศรษฐีใหม่พลันเปลี่ยนสีหน้าในทันที มีเหมืองจริงๆ หรือ นั่นจะต้องรวยขนาดไหนกัน
ยังมีญาติในหกกรมอีก เช่นนั้นย่อมต้องเป็นลูกหลานจากตระกูลใหญ่ในตะวันตกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน
คุณชายผู้ที่เป็นผู้นำกลุ่มนั้นเลิกชายเสื้อคลุมขึ้นนั่งลงตรงข้ามหลิวจี้ “น้องชายมีนามว่าหลูเสี่ยวเฟิ่ง ไม่ทราบว่าพอจะเชิญพี่หลิวขึ้นไปฟังเพลงที่ห้องส่วนตัวชั้นสองด้วยกันได้หรือไม่ พวกเราจะได้ทำความรู้จักกันไว้”
หลิวจี้ “ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณชายหลู แต่ข้าไม่สนใจการฟังเพลง เพียงแต่ได้ยินมาว่าราชครูมีวิชาอาคมล้ำลึกจึงอยากจะหาสถานที่ที่อยู่ใกล้ราชครูท่านนั้นสักหน่อย เพื่อรับสิริมงคลบ้าง”
“หากมีโอกาสได้เห็นราชครูจากระยะไกลสักครั้งก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ย่อมต้องอวยพรให้ข้าสอบผ่านการสอบชุนเหวยในปีหน้าได้อย่างแน่นอน” หลิวจี้ทำท่าทางคาดหวังและชื่นชม เผยยันต์คุ้มภัยที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ
เหล่าคุณชายเหล่านี้ภายนอกดูหรูหราสง่างาม แต่เพราะมีผู้ใหญ่ในบ้านคอยหนุนหลังจึงได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ นานา ในหมู่พวกเขาหาจวี่เหรินสักสองสามคนยังยาก
เมื่อได้ยินว่าหลิวจี้ยังมีความมั่นใจที่จะเข้าร่วมการสอบชุนเหวยอีก สายตาที่มองเขาจึงเปลี่ยนไปอีกเล็กน้อย
หลูเสี่ยวเฟิ่งร้อง “โอ้~” ออกมาทีหนึ่ง ที่แท้ก็เป็นผู้ที่ศรัทธาในลัทธิเต๋า ตัวเขาเองไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เข้าใจจึงรีบบอกข่าวที่ว่าตอนนี้ราชครูกำลังเก็บตัวอยู่ให้หลิวจี้ฟัง แนะนำให้เขาอย่ารอเลย ตลอดหนึ่งเดือนนับจากนี้จะไม่ได้พบหน้าท่านหรอก