ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 656 ซือคงเจี้ยน เจ้ามันไม่ใช่คน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 656 ซือคงเจี้ยน เจ้ามันไม่ใช่คน
ตอนที่ 656 ซือคงเจี้ยน เจ้ามันไม่ใช่คน
การป้องกันยามเช้าย่อมหละหลวมที่สุดจริงๆ บ่าวรับใช้ในจวนราชครูยามนี้กำลังยุ่งอยู่กับการปัดกวาดเช็ดถูลานเรือน เหล่าผู้คุ้มกันจึงไม่ได้ให้ความสนใจคนที่เดินผ่านไปมา คาดเดาเอาเองว่าเป็นบ่าวรับใช้ในจวนนี้
ฉินเหยาขโมยชุดสาวใช้สองชุดที่แขวนอยู่บนราวตากผ้า พาหลิวจี้ปลอมตัวเป็นสาวรับใช้แล้วเดินผ่านกลุ่มผู้คุ้มกันลาดตระเวนไปอย่างเปิดเผย
หลิวจี้ใจเต้นแรงถึงคอหอย แขนขาแข็งทื่อราวกับจะก้าวออกไปพร้อมกัน เหล่าผู้คุ้มกันกลับไม่สังเกตเห็นความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
หนึ่งในนั้นอาจจะรู้สึกว่าท่าเดินของเขาแปลกประหลาดจึงหันมามองแวบหนึ่งแล้วก็ตะลึงงันไป…สาวใช้นี่งดงามยิ่งนัก!
พอหลบผู้คุ้มกันกลุ่มหนึ่งมาถึงหน้าเรือนผู่เยวี่ยน หลิวจี้ก็รีบถ่มน้ำลายอย่างรังเกียจ “น่าขยะแขยง!”
ฉินเหยา ???
หลิวจี้ฟ้องอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “เมียจ๋า เขาจ้องข้า น้ำลายแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว”
ฉินเหยา “รู้แล้ว ไว้เจอเขาคราวหน้าจะแก้แค้นให้เจ้า”
ใครบางคนพลันพึงพอใจในทันที พยักหน้า “อื้มๆ” ชี้ไปที่ลานเรือนเล็กด้านหน้าแล้วกระซิบถาม “ผู้คุ้มกันที่หน้าประตูนี้มากมายถึงเพียงนี้ พวกเราจะเข้าไปได้อย่างไร”
ฉินเหยายกยิ้มมุมปาก ยื่นกล่องอาหารที่เพิ่งหยิบติดมือมาเมื่อครู่ให้หลิวจี้ถือ ให้เขาเอาอาหารที่นำมาใส่เข้าไปข้างในแล้วส่งสายตาสงบนิ่งให้กับหลิวจี้ สองสามีภรรยาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ เดินตรงไปยังเรือนผู่เยวี่ยนทันที
เมื่อวานก็มีสาวใช้สองคนมาส่งอาหาร วันนี้นางสามารถลองดูได้
หากโชคร้ายถูกจับได้ก็แค่วิ่งหนี
เรื่องอื่นฉินเหยาไม่กล้ารับประกัน แต่เรื่องวิ่งหนี นางมั่นใจอย่างมาก
หลิวจี้อ้าปากค้าง แต่เห็นฉินเหยาเดินนำไปแล้วก็ทำได้เพียงกดข่มหัวใจที่เต้นระรัว ตามนางไป
ทั้งสองคนเดินมาจนถึงหน้าประตูใหญ่เรือนผู่เยวี่ยนก็ถูกผู้คุ้มกันขวางไว้ตามคาด พวกเขาต้องตรวจสอบกล่องอาหาร
แต่กลับไม่รู้สึกว่าพวกเขาผิดปกติแต่อย่างใด! หลิวจี้สบตากับฉินเหยาอย่างตื่นเต้นเงียบๆ
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย เป็นเชิงให้เขามั่นใจหน่อย
หลิวจี้เปิดกล่องอาหาร ด้านในมีน้ำแกงตับหมูหนึ่งถ้วย โจ๊กขาวหนึ่งชาม ภาชนะล้วนเป็นเครื่องเคลือบที่ธรรมดาที่สุด
ฉินเหยารีบอธิบายก่อน “วันนี้ท่านราชครูเปลี่ยนพ่อครัวอีกคน เป็นพ่อครัวที่เชิญมาจากหมู่บ้านนอกเมือง ทำอาหารพื้นๆ สองอย่าง ท่านอาจารย์น่าจะชอบ”
ผู้คุ้มกันกวาดตามองนางแวบหนึ่ง มองไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ อย่างไรเสียคนที่เฝ้าอยู่ที่นี่เมื่อวานก็ไม่ใช่พวกเขา ตอนนี้ในจวนเปลี่ยนพ่อครัวกับสาวใช้จนเป็นเรื่องปกติมาก เพราะคนข้างในลานเรือนนั้นปรนนิบัติยากยิ่งนัก ท่านราชครูจึงต้องเปลี่ยนวิธีเอาใจทุกวัน
พวกเขาเพียงแค่ต้องตรวจสอบว่าคนที่มาพกพาอาวุธอันตรายหรือไม่ มียาพิษหรือไม่เท่านั้น
หลังจากการตรวจสอบอย่างละเอียด ยืนยันว่าทั้งสองคนไม่มีอันตรายใดๆ ผู้คุ้มกันก็นำทั้งสองเข้าไปด้วยตนเอง
เมื่อหลิวจี้เห็นลานเรือนที่แทบจะเหมือนกับเรือนปทุมทุกประการนี้ ในใจก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าตอนที่เขาเห็นสวนนกยูงเมื่อครู่อีก
คนที่มีอำนาจวาสนาเหล่านี้ ช่างมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางเสียจริง!
มีเพียงสิ่งที่พวกเขาต้องการ ไม่มีสิ่งที่พวกเขาไม่ได้มา
ประตูห้องเปิดออก กลิ่นเหม็นอับคล้ายของเน่าเสียปะปนอยู่ในกลิ่นยาขมที่ฉุนกึก ทำให้หัวใจคนพลันรู้สึกบีบรัดขึ้นมาโดยไร้เหตุผล
หลิวจี้แอบสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง อาจารย์อยู่ในนี้ เขากำลังจะได้พบท่านแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง
บ่าวรับใช้ที่ปรนนิบัติในห้องเดินมารับกล่องอาหาร ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวจี้ส่งกล่องอาหารให้พวกเขา แต่กลับยังไม่จากไปทันที
แต่หันไปพูดกับผู้คุ้มกันว่า “หัวหน้าซุนเจียงกำชับบ่าวเป็นพิเศษว่าต้องอยู่รอจนกว่าท่านอาจารย์จะกินมื้อเช้าแล้วจึงค่อยไป ดูว่าอาหารมื้อนี้จะถูกปากท่านอาจารย์หรือไม่ เขาจะได้ไปรายงานให้ท่านราชครูทราบ”
พอผู้คุ้มกันได้ยินชื่อซุนเจียง ลูกตาก็สั่นไหว ไม่รู้ว่าซุนเจียงทิ้งเงาบาดแผลในใจอะไรไว้ให้บ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันในจวนราชครูเหล่านี้กันแน่ ถึงได้ทำให้พวกเขากลัวได้ถึงเพียงนี้
แต่ชื่อนี้ใช้ได้ผลดีนัก ผู้คุ้มกันไม่มีความสงสัยใดๆ เลย พยักหน้าให้ทั้งสองอยู่ต่อได้ชั่วคราว
ผู้คุ้มกันไม่ได้จากไป เขาตามเข้ามาเฝ้าในห้อง จ้องเขม็งอยู่อย่างนั้น
สามารถเข้ามาในห้องได้อย่างราบรื่นก็นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งแล้ว ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้เงียบๆ ให้เขารีบฉวยโอกาส นางจะคอยเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่ายอยู่ข้างๆ เพื่อช่วยเขา
ฉินเหยาชวนคุยไม่เป็น แต่การซักถามนางชำนาญอย่างมาก อาศัยบารมีของซุนเจียง สอบถามบ่าวรับใช้สองคนในห้องและผู้คุ้มกันคนนั้นเกี่ยวกับอาการของกงเหลียงเหลียวอย่างจริงจัง เพื่อที่นางจะได้กลับไปรายงานให้ซุนเจียงทราบ
ระหว่างสนทนา นางจงใจเผยเป็นนัยๆ ว่าตนเองมีความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับซุนเจียง ทั้งสามคนก็ยิ่งรังเกียจนางมากขึ้น แต่ก็ไม่กล้าปิดบังข้อมูลใดๆ
หลิวจี้ยกโจ๊กและน้ำแกงไปวางบนโต๊ะเล็กข้างเตียง ตลอดทางไม่กล้าเงยหน้า จนกระทั่งได้ยินเสียงผู้คุ้มกันและบ่าวรับใช้สองคนที่อยู่ด้านนอกฉากกั้นกำลังตอบคำถามของฉินเหยา ตอนนั้นเองที่เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นที่หน้าเตียง
ทันทีที่เห็นชายชราผู้ผ่ายผอมนอนอยู่บนเตียง แม้จะเตรียมใจมาแล้ว หลิวจี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ
ปฏิกิริยานี้ปลุกคนที่หลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงอย่างกงเหลียงเหลียวให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขากวาดตามองมาทางข้างเตียงอย่างไม่พอใจ
ท่าทางของเขาเชื่องช้า แม้แต่การเหลียวมองก็ดูเหมือนจะต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของร่างกาย ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นตามการเคลื่อนไหว ในลำคอก็มีเสียงแหบพร่าดังแฮ่กๆ ราวกับฆ้องแตก
สี่ตาสบประสานกัน ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งอึ้งไป
หลิวจี้ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว สะกดกลั้นความรู้สึกแสบร้อนที่จมูกอย่างสุดกำลัง ฉวยมือข้างหนึ่งที่พาดอยู่ขอบเตียงเอาไว้ มือนั้นเย็นเฉียบ
สุดจะทนแล้ว สองศิษย์อาจารย์น้ำตาคลอเบ้า ขาดเพียงแค่กอดคอกันร้องไห้
กงเหลียงเหลียว: ซานเอ๋อร์!
หลิวจี้: อาจารย์!!
จริงสิ กินข้าว กินข้าวก่อน
หลิวจี้บีบมือที่สั่นเทาอย่างตื่นเต้นของอาจารย์เบาๆ ส่งสัญญาณว่าอย่าเพิ่งส่งเสียง รีบยกน้ำแกงตับหมูที่ยังอุ่นอยู่ขึ้นมา ประคองอาจารย์ให้ลุกขึ้นพิงหมอนนุ่มแล้วลดเสียงให้เบาลงกล่าวว่า
“ข้าต้มมาตลอดทั้งเช้าเลย ท่านอาจารย์รีบดื่มตอนยังร้อนๆ เถิด”
“ยังมีโจ๊กที่อาวั่งต้มด้วย โจ๊กขาวที่ท่านชอบที่สุด ต้มได้ข้นหอมมาก”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา กงเหลียงเหลียวก็สูดจมูกฟุดฟิด กลิ่นหอมของข้าวลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคย!
แววตาของกงเหลียงเหลียวแทบจะทนรอไม่ไหว ศิษย์อาจารย์ย่อมรู้ใจกันโดยธรรมชาติ ป้อนน้ำแกงให้ดื่มหนึ่งคำโจ๊กหนึ่งคำ กงเหลียงเหลียวราวกับอดอยากมาแปดชาติภพ ทำเอาหลิวจี้มองแล้วปวดใจยิ่งนัก ฮือๆๆ ท่านอาจารย์ นี่ท่านใช้ชีวิตแบบไหนอยู่กันแน่!
แม้แต่โจ๊กขาวยังดื่มได้หอมอร่อยถึงเพียงนี้!
ซือคงเจี้ยน เจ้ามันไม่ใช่คน!
“ท่านค่อยๆ กิน กินหมดแล้วพรุ่งนี้ข้าจะมาส่งให้อีก ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีกิน” หลิวจี้ปาดน้ำตาที่หางตา ปลอบโยนอย่างเห็นใจ
กงเหลียงเหลียวไม่มีเวลามาสนใจเขา ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน รู้สึกว่าที่หลิวจี้ป้อนทีละช้อนมันไม่ทันใจ เลยปัดมือหลิวจี้ออก ยกถ้วยซดน้ำแกงตับหมูเข้าไปหนึ่งถ้วย
เขาไม่ได้ดื่มน้ำแกง แต่ดื่มความทรงจำอันงดงามคืออากาศแห่งอิสรภาพ คือชีวิตที่เขาโหยหา!
“สุรา พรุ่งนี้เจ้าเอาสุรามาให้ข้า” เมื่อซดน้ำแกงหมดถ้วย กงเหลียงเหลียวก็เอนกายพิงหมอนนุ่มอย่างพึงพอใจ ปฏิเสธคำพูดของหลิวจี้ที่บอกว่าพรุ่งนี้จะเอาน้ำแกงมาให้อีก
โอกาสที่หาได้ยากเช่นนี้ จะเอาน้ำแกงไปทำไม เขาจะดื่มสุรา!
หลิวจี้เก็บถ้วยน้ำแกง ส่ายนิ้วไปมา “นั่นไม่ได้หรอก เมียจ๋ารู้เข้าจะสับข้าเอา”
กงเหลียงเหลียวถลึงตาใส่เขา ลมหายใจอ่อนแรงแต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เหตุใดข้าผู้เฒ่าถึงได้รับเจ้าคนไม่เอาไหนเช่นนี้มานะ…เจ้าแอบซ่อนไว้แล้วเอาเข้ามา…ก็…ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ”
พูดจบ ยังเหล่ตามองชุดสาวใช้บนร่างเขาแล้วถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ชายไม่ชายหญิงไม่หญิง ตัวอัปลักษณ์อันใด
หลิวจี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังแต่งกายเป็นหญิงอยู่ หลังสบกับสายตาที่ยากจะบรรยายของท่านอาจารย์ก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างลำพองใจ “เมื่อครู่มีผู้คุ้มกันคนหนึ่งจ้องข้าจนน้ำลายไหลด้วย” เก่งใช่หรือไม่~
กงเหลียงเหลียว “…”
หากไม่ใช่เพราะไม่มีแรงล่ะก็ เขาอยากจะทุบเจ้าคนหน้าไม่อายจอมเสเพลนี่สักตุบจริงๆ!
แต่ในใจจะคิดอย่างดุร้ายเพียงใด มุมปากกลับยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว