ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 657 ข้าผู้เฒ่ายังไม่ตายเร็วขนาดนั้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 657 ข้าผู้เฒ่ายังไม่ตายเร็วขนาดนั้น
ตอนที่ 657 ข้าผู้เฒ่ายังไม่ตายเร็วขนาดนั้น
………………..
ครั้งแรกที่ลอบเข้าจวนราชครูมาส่งอาหารให้ท่านอาจารย์ แม้เวลาพบหน้าจะสั้น แต่ก็เรียกได้ว่ามีภัยแต่ไร้อันตราย
แต่ทั้งสองคนเพิ่งออกมา สาวใช้ที่มาส่งอาหารจริงๆ ก็มาถึง แผนการนี้จึงถูกดเปิดโปง
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ลำบากมาถึงหลิวจี้ เมียจ๋าบ้านเขามีวิธีการตั้งมากมาย
ครั้งที่สองที่เข้าจวนราชครู เลือกเวลาตอนเที่ยง บ่าวรับใช้สองคนที่ปรนนิบัติกงเหลียงเหลียวกำลังพิงประตูสัปหงกอยู่ หน้าต่างด้านหลังก็ถูกงัดเปิดออก
ฉินเหยาส่งหลิวจี้เข้าไป ป้ายยาสลบสูตรพิเศษของอาวั่งให้บ่าวรับใช้ทั้งสองคนนั้นเล็กน้อยแล้วก็ยืนรออยู่ด้านนอกหน้าต่าง
วิธีนี้ใช้ได้ผลดียิ่งนัก ใช้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว
ฉินเหยากอดอกรออยู่ใต้หน้าต่าง เห็นหลิวจี้ถือกล่องข้าวเปล่ากระโดดลงมาจากหน้าต่างอย่างร่าเริงก็เอ่ยถามอย่างหยอกล้อ “เยี่ยมจนพอใจแล้วหรือ”
หลิวจี้พยักหน้า “อื้มๆ”
ฉินเหยา “เช่นนั้นก็ไปเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
หลิวจี้รีบยิ้มกว้างเป็นดอกไม้ให้นางทันที คนตัวเล็กๆ ในใจโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง เมียจ๋าที่ดีถึงเพียงนี้ ข้าจะเป็นวัวเป็นม้าให้นางชั่วชีวิตเลย!
ปีนกำแพงออกจากจวนราชครู หลิวจี้มองดูผู้คนที่เดินไปมาบนถนนก็ถอนหายใจแล้วอุทาน “ราบรื่นจริงๆ”
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ เหลือบมองเขาเป็นพิเศษ
ใครบางคนกำลังคิดว่าเดี๋ยวจะซื้อของอร่อยอะไรกลับไปฝากลูกๆ ที่บ้าน ไม่ได้มองนางเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนเป็นเพียงคำเปรยที่หลุดปากมาเท่านั้น
ฉินเหยาเม้มปาก ที่แท้ก็ไม่สามารถคาดหวังกับเขาสูงเกินไปได้จริงๆ
“ใช่ ราบรื่นจริงๆ” นางกล่าวเสียงเรียบ
ราบรื่นราวกับมีคนเปิดประตูหลังให้พวกเขา เข้าออกจวนราชครูหลายครั้ง ขนหน้าแข้งไม่ร่วงเลยสักเส้น
หลิวจี้ยังคงคิดว่าครั้งหน้าต้องหาของดับร้อนให้ท่านอาจารย์บ้าง อากาศที่เมืองหลวงนี้ร้อนกว่าบ้านพวกเขา เดือนสี่ก็ใส่เสื้อแขนสั้นได้แล้ว
ไม่ได้เข้าใจความหมายลึกซึ้งของฉินเหยาเลยแม้แต่น้อย
……
วันนี้ก็ยังคงใช้วิธีเดิม ใช้ยาสลบทีหนึ่ง บ่าวรับใช้สองคนในห้องก็นอนหลับไม่รู้เรื่อง หลิวจี้นำอาหารเข้าไปพลางจัดอาหารให้ท่านอาจารย์พลางพึมพำไม่หยุด
“ท่านอาจารย์ ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะ ทุกวันอาศัยเพียงอาหารมื้อเดียวของข้า ร่างกายจะไม่ดีขึ้นหรอก ท่านยังต้องอยู่ไปจนถึงอายุเก้าสิบเก้า พวกเราป่วยก็ต้องรักษา มียาเราก็ต้องดื่ม อาหารของจวนราชครูต่อให้ไม่อร่อยเพียงใดก็ต้องกินเข้าไปหน่อย ถึงจะมีแรง…”
อากาศร้อนขึ้น ครั้งนี้นำถั่วเขียวต้มน้ำตาลหนึ่งถ้วยมาและยังมีขนมที่อาวั่งทำด้วย
ในห้องครัวของบ้านฉินเฟิงมีเตาอบเพิ่มมาใหม่หนึ่งเตาจึงสามารถกลับมาทำเค้กไข่ได้อีกครั้ง สองสามวันนี้ที่บ้านจึงได้กินเค้กจนเบื่อ
เพื่อตอบสนองการเรียกร้องของฉินเหยา อาวั่งและอินเยว่จึงได้เริ่มครุ่นคิดแล้วว่าจะทำผงชานมให้นางได้อย่างไร
อันที่จริงก็คือว่างจนไม่มีอะไรจะทำ พอมีภารกิจมาให้ทำก็ย่อมทุ่มเทพลังสิบสองส่วนเป็นธรรมดา
กงเหลียงเหลียวกินเค้กที่นุ่มฟู คู่กับถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่สดชื่น ฟังเสียงบ่มพึมพำข้างหู พลางมองดูการตกแต่งในห้องที่เหมือนกับเรือนปทุมทุกประการอีกครั้ง มีชั่วขณะหนึ่ง ที่ราวกับได้ย้อนกลับไปยังหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาที่ไร้กังวลแห่งนั้น รู้สึกสบายและเป็นอิสระ
กินเค้กหมด ถั่วเขียวต้มน้ำตาลก็ถูกกินไปกว่าครึ่ง ผู้เฒ่าถึงได้เช็ดปาก หยุดมืออย่างพึงพอใจ มองหลิวจี้ที่กำลังพูดอย่างกระตือรือร้นว่าพรุ่งนี้จะมาอีกก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว”
หลิวจี้คิดว่าพรุ่งนี้อาจจะมีธุระอะไรก็ร้องอ้อออกมาแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราค่อยมาวันมะรืน”
ความอบอุ่นในดวงตาของกงเหลียงเหลียวจางลง “ข้าผู้เฒ่าหมายความว่า ต่อไปไม่ต้องมาอีกแล้ว”
อันที่จริงรสชาติของอาหารของจวนราชครูก็ไม่เลว ฝีมือของซานเอ๋อร์ก็ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย ที่เขากินอย่างมีความสุขขนาดนี้เป็นเพียงเพราะความทรงจำอันงดงามที่อาหารมื้อนั้นนำมาให้เท่านั้น
แต่การตามใจตัวเองก็ต้องมีขอบเขต ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
“กลับไปตั้งใจอ่านตำราที่ข้าผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้เจ้าให้จบก็จะสามารถรับมือกับการสอบชุนเหวยได้ ชีวิตคนเราไม่อาจรอให้คนอื่นมาผลักดันถึงจะเดินไปข้างหน้าได้ เจ้าต้องเข้าใจเรื่องหนึ่ง อยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นก็ทำได้เพียงอาศัยความพยายามของตนเองเท่านั้น”
กงเหลียงเหลียววางถ้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาลลง สองสามวันนี้เขากินอาหารที่ถูกปาก ทำให้เรี่ยวแรงฟื้นคืนกลับมาไม่น้อย ยาที่สำนักหมอหลวงจ่ายมาก็มีผลยิ่ง บังคับตนเองให้ดื่มยาไปหลายชุดก็หายใจคล่องขึ้นมาก
แต่เขาก็ยิ่งเข้าใจถึงความจริงข้อหนึ่ง ร่างกายนี้ของเขา พลังชีวิตและโลหิตใกล้จะสูญสิ้นแล้ว เวลาที่เหลืออยู่มีอยู่ไม่มากแล้ว
หลิวจี้ตกใจอย่างมาก รีบกล่าว “ท่านอาจารย์ ท่านอย่ากังวลไปเลย ข้าไม่กลัวราชครูบ้าบออะไรนั่นหรอก ข้าจะไปหาศิษย์พี่ตัวน้อย พวกเราจะช่วยกันคิดวิธีช่วยท่านออกไป จริงๆ นะ!”
กงเหลียงเหลียวยอมรับว่า เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้วในใจก็รู้สึกปลื้มปีติอย่างยิ่ง แต่เขาไม่อาจลากศิษย์ที่ดีทั้งสองคนเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ได้อีก
“หลิวจี้!” เขาเรียกชื่อหลิวจี้เสียงหนัก หนักแน่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “หากเจ้ายังนับถือข้าเป็นอาจารย์อยู่ เจ้าก็จงฟังข้า กลับไปเป็นหลิวซานเอ๋อร์ของเจ้าต่อไป อย่าได้ย่างเท้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับน้ำขุ่นในเมืองหลวงนี้”
“เจ้าอย่าทำให้ศิษย์ที่ข้าผู้เฒ่าอุตส่าห์เพาะบ่มมา ต้องมาตายตั้งแต่อายุยังน้อย!” กงเหลียงเหลียวขบกรามแน่น โกรธแล้วจริงๆ
หลิวจี้หดคอโดยไม่รู้ตัว เวลาท่านอาจารย์โมโหขึ้นมาก็น่ากลัวอยู่ เขาพูดอ้อมแอ้ม “แต่ศิษย์ก็ไม่อาจมองดูอาจารย์ของตนเองกินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นอยู่ที่นี่ได้นี่นา”
กงเหลียงเหลียวที่ร้อนจนเหงื่อออกถลึงตาใส่เขา กล่าวอย่างดุร้าย “ความทุกข์ทรมานที่ข้าผู้เฒ่าได้รับเหล่านี้ล้วนเป็นเคราะห์กรรมที่ข้าผู้เฒ่าก่อขึ้นเอง ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น เจ้ากับเซียนกวนยิ่งไม่มีปัญญาขนาดนั้นที่จะทำให้ข้าผู้เฒ่าต้องมาลำบาก เจ้าเป็นเพียงคนธรรมดาก็อย่าได้ทะเยอทะยานเพิ่มรัศมีความเป็นวีรบุรุษให้ตนเองเลย!”
พูดให้แทงใจก็คือ หากไม่ใช่เพราะมีเหยาเหนียง ในชาตินี้พวกเขาสองศิษย์อาจารย์ก็คงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก
หลิวจี้คิดว่าจวนราชครูแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เขาสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ แต่ความจริงแล้วหากไม่มีเหยาเหนียง แม้แต่ประตูใหญ่จวนราชครูอยู่ที่ไหนเขาก็ยังหาไม่เจอ
เหลือบมองเงาร่างที่อยู่ด้านนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง กงเหลียงเหลียวก็กล่าวด้วยหน้าตาเย็นชา “ไปกับเหยาเหนียงเถอะ วันหน้าหากมีคนถามถึงก็อย่าได้พูดว่าเจ้าเป็นศิษย์ของข้ากงเหลียงเหลียว”
หลิวจี้ร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน คิดไม่ตกว่าเมื่อครู่ยังดีๆ อยู่เลย ไฉนอาจารย์ถึงได้งอแงเป็นเด็ก เริ่มพูดจาเหลวไหลแล้ว
เขายกมือขึ้นอังหน้าผากของกงเหลียงเหลียว พึมพำอย่างประหลาดใจ “นี่ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”
พลันถามต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วศิษย์พี่ตัวน้อยเล่า ฉีเซียนกวนก็พูดไม่ได้หรือว่าเขาเป็นศิษย์ของท่านกงเหลียงเหลียว?”
กงเหลียงเหลียว “…”
หลิวจี้แค่นเสียงเหอะทีหนึ่ง สะบัดผมหน้าม้ากลับมาวางท่าผยองอีกครั้ง “รู้หรอกน่าว่าท่านอาจารย์ไม่อยากให้ข้ากับศิษย์พี่ตัวน้อยต้องมาเดือดร้อน แต่ข้าก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเสียหน่อย ข้าแค่เอาของอร่อยมาส่งให้ท่านอาจารย์ มาเยี่ยมท่านบ้างไม่ได้หรืออย่างไร”
“ข้าเคยบอกแล้วว่าจะดูแลท่านอาจารย์ยามแก่เฒ่าและจะส่งท่านในวาระสุดท้าย คนเราต้องรักษาสัจจะ อาจารย์สอนข้ามาเอง ดังนั้นข้าจะปรนนิบัติท่านจนตาย” หลิวจี้กล่าวด้วยใบหน้าจริงใจ
“เจ้า!” กงเหลียงเหลียวร้อนใจ สำลักไอออกมาสองครั้ง ทำเอาสองศิษย์อาจารย์ตกใจรีบหันไปมองบ่าวรับใช้สองคนที่สลบไสลอยู่ เห็นว่าคนยังไม่ตื่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน
กงเหลียงเหลียวสุดจะทนแล้วจริงๆ ยกมือขึ้นเขกศีรษะหลิวจี้ไปหนึ่งที
หลิวจี้ลูบหน้าผากป้อยๆ เทียบกับฝ่ามือของเมียจ๋าแล้ว ของอาจารย์นี้มันจะสักแค่ไหนกันเชียว แม้แต่จะเกาให้หายคันเขายังรู้สึกว่าไม่สะใจพอ เขามองกงเหลียงเหลียวแวบหนึ่งราวกับมองเด็กดื้อ ทำเอากงเหลียงเหลียวแทบจะโมโหจนตายคาที่
อันที่จริงหลิวจี้รู้ดีว่าตนเองมีปัญญาแค่ไหน เขาลูบหลังให้อาจารย์หายใจคล่องพลางกระซิบกระซาบข้างหูเขาว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านอยากกินอะไรก็สั่งมาเลย ศิษย์จะหาวิธีเอามาให้ท่านจนได้ องค์หญิงองค์รัชทายาทอะไรนั่นข้าไม่สนใจสักนิด ข้าแค่อยากให้ท่านอาจารย์ได้กินอิ่มดื่มอิ่ม จากไป…อย่างสบายๆ ก็เท่านั้น”
อารมณ์ของกงเหลียงเหลียวที่เพิ่งจะสงบลงไปก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าบ้าเอ๊ย! ข้าผู้เฒ่ายังไม่ตายเร็วขนาดนั้นหรอก!