ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 658 เปิดประตูหลัง
ตอนที่ 658 เปิดประตูหลัง
………………..
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ของตาเฒ่าพลันพุ่งสูงขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าตนเองยังตายเร็วขนาดนี้ไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักหลายวันเพื่อทรมานเจ้าเด็กเหลือขอที่อยู่ตรงหน้านี้
หลิวจี้ทำหน้าทะเล้น “กินอิ่มจะได้มีแรงเดินทาง ท่านอาจารย์ ท่านว่าใช่หรือไม่”
กงเหลียงเหลียวเอ่ยปากอย่างสง่างาม “ไสหัวไป”
“ขอรับ เช่นนั้นอีกไม่กี่วันข้าค่อยมาใหม่” หลิวจี้ยิงฟันยิ้ม เก็บกวาดถ้วยชามเปล่าอย่างคล่องแคล่ว ถือกล่องอาหารใบเล็กกระโดดออกจากหน้าต่างด้านหลัง
ฉินเหยามองเข้าไปในหน้าต่างแวบหนึ่ง กงเหลียงเหลียวกำลังนวดขมับ ท่าทางปวดหัวเพราะถูกลูกศิษย์ยั่วโมโห
นางยักไหล่ ปิดหน้าต่างบานนี้แล้วพาหลิวจี้ที่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าในบัดดลจากไป
เมื่อออกจากจวนราชครู เดินมาถึงใจกลางฝูงชน ฉินเหยาเห็นอารมณ์ของคนบางคนยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำไม วันนี้ได้พบท่านอาจารย์ ไม่ดีใจหรือ”
หลิวจี้หันหน้ามามองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “ท่านอาจารย์ไล่ข้าให้ไสหัวไป”
ฉินเหยาลองหยั่งเชิง “น้อยใจหรือ”
หลิวจี้ส่ายหน้า นี่มันมีอะไรน่าให้น้อยใจกัน เขาแค่เสียใจ “เมียจ๋าเจ้ารู้หรือไม่ อันที่จริงท่านอาจารย์มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”
ฉินเหยาพยักหน้า นางคาดเดาได้นานแล้ว ในห้องนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมและกลิ่นยาที่ไม่อาจกลบกลิ่นเหม็นเน่าได้มิด
หลิวจี้เบะปาก “ขาของท่านอาจารย์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่อยู่ดี”
ฉินเหยาขานรับไปคำหนึ่ง “เงื่อนไขทางการแพทย์มีจำกัด การสมานแผลหลังจากการตัดขาเดิมทีก็เป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว บวกกับอายุของเขา การที่จะให้หายเองได้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย”
หลิวจี้ปลายจมูกร้อนผ่าว สูดน้ำมูกอย่างแรง กักเก็บความชื้นในดวงตากลับไป เงียบไปอีกครั้ง
ฉินเหยาก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก สองสามีภรรยาเดินกลับบ้านอย่างเงียบงัน เดินไปได้ครึ่งทาง หลิวจี้ก็พลันตะโกน ‘อ๊าก’ ออกมาเสียงดัง ทำเอาฉินเหยาตกใจสะดุ้งต่อยเข้าที่ไหล่ของเขาอย่างแรง “ตะโกนอะไรเล่า เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
หลิวจี้พลางสูดปากเพราะความเจ็บ พลางดึงฉินเหยาเข้าไปในตรอกอย่างตื่นเต้น “ข้าเข้าใจแล้ว เมียจ๋า ข้าเข้าใจแล้ว ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงไม่ให้ข้าไปที่จวนราชครูอีก…”
ฉินเหยาทำสีหน้าราวกับอยากจะฆ่าคน “พูดมา”
หลิวจี้ราวกับไม่รับรู้ถึงจิตสังหารแม้แต่น้อย เขาขยับเข้าไปใกล้หูนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตกใจระคนหวาดกลัวว่า
“พวกเราต้องถูกคนของจวนราชครูพบตัวแล้วเป็นแน่ ท่านอาจารย์ถึงได้ไม่อนุญาตให้ข้าไปพบท่านอีก หากพรุ่งนี้พวกเราไปอีก เกรงว่าคงจะตกลงไปในกับดักที่ราชครูวางไว้เป็นแน่!”
ฉินเหยาฟังจบ สีหน้าเรียบเฉย “แค่นี้?”
“อือ แค่นี้” ในที่สุดหลิวจี้ก็สังเกตเห็นว่าปฏิกิริยาของเมียจ๋าสุดที่รักของเขาไม่ค่อยปกติจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เจ้าไม่ตกใจหรือ ไม่กลัวเลยหรือ นั่นคือคนโปรดหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้เชียวนะ เป็นราชครูที่แม้แต่องค์รัชทายาทยังต้องให้ความเคารพ!”
ฉินเหยาเดินออกจากตรอกอย่างใจเย็นพลางเอ่ยเย้ยหยัน “เจ้าเพิ่งจะรู้ตัวหรือ”
หลิวจี้นิ่งไปชั่วขณะ รอเดี๋ยวนะ หมายความว่าอย่างไร อะไรคือเพิ่งจะรู้ตัว หรือว่าเขาควรจะรู้ตัวได้ตั้งนานแล้ว
เมื่อเห็นว่าคนกำลังจะเดินไปไกลแล้ว หลิวจี้ก็ได้สติ รีบวิ่งตามไป เอ่ยถามอย่างขนลุกขนพอง “เมียจ๋า ความหมายของเจ้าคือ…พวกเราถูกจับได้ตั้งนานแล้ว?”
ฉินเหยาพยักหน้า “เจ้ายังไม่นับว่าโง่เกินไปนัก”
“เจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าหลายวันนี้ที่พวกเราไปหาท่านอาจารย์มันราบรื่นจนเกินไป?”
“ยิ่งไปกว่านั้นนี่ยังอยู่บนพื้นฐานที่พวกเราปลอมตัวเป็นสาวใช้แล้วถูกเปิดโปงแล้วด้วย การป้องกันของผู่เยวี่ยนกลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย บ่าวรับใช้สองคนนั้นก็ไม่ถูกเปลี่ยนตัว นี่มันไม่ผิดปกติเกินไปหน่อยหรือ”
ฉินเหยายังจำได้ว่าครั้งแรกที่นางไปจวนราชครู เพียงเพราะกงเหลียงเหลียวสำลักโจ๊กคำหนึ่ง บ่าวรับใช้สองคนนั้นก็ถูกลากออกไปทันที
ตอนนี้ปล่อยให้คนไม่รู้ที่มาที่ไปลอบเข้าไปถึงเบื้องหน้าท่านอาจารย์ได้ ทั้งยังป้อนอาหารให้ท่านอาจารย์ นี่นับเป็นความประมาทเลินเล่ออันใหญ่หลวงเพียงใด บ่าวรับใช้กลับไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย
เรื่องที่ผิดปกติย่อมต้องมีอะไรในกอไผ่ แต่ฉินเหยาขี้เกียจจะคาดเดาความตื้นลึกหนาบางเบื้องหลังนี้จึงได้แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว พาหลิวจี้ไปหาท่านอาจารย์ทุกวันต่อไป
อีกฝ่ายมีเจตนาจงใจอย่างเห็นได้ชัด เช่นนั้นในเมื่อทุกคนต่างก็อยากให้กงเหลียงเหลียวกินอาหาร อยากให้ร่างกายของเขาดีขึ้นแล้วไยจะต้องพูดเปิดโปงมันออกมาเล่า
หลิวจี้พยักหน้าหงึกๆ “รู้สึกสิ ข้ารู้สึกอย่างมากเลย ราบรื่นจนข้าเกือบจะกลัว แต่พอคิดอีกที เมียจ๋าเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ ราบรื่นก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ ก็เลยคิดว่าตนเองคิดมากไป”
“อย่างไรเสีย ข้าก็ยังมั่นใจในฝีมือของเมียจ๋าเจ้ามากนะ” ยังไม่วายพูดจาเล่นลิ้น
ฉินเหยาแค่นเสียง ‘ชิ’ เบาๆ ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ
เพียงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ยังคงรักเจ้าอยู่”
กงเหลียงเหลียวเกรงว่าคงจะดูออกตั้งนานแล้ว ที่ยอมร่วมมือด้วย คิดว่าคงเป็นเพราะเขาไม่อยากให้หลิวจี้ต้องพบเจอกับอันตราย
แน่นอน ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาหิวจริงๆ
แต่คนที่แอบยอมให้พวกนาง ไม่แน่ว่าวันใดอาจจะพลิกหน้าเปลี่ยนไปก็ได้ เห็นว่าพอแล้วก็ควรหยุดแต่เพียงเท่านี้
ไม่แน่ว่าวันใดที่เข้าไป อาจจะไม่ได้ออกมาอีกเลย
“ฟังคำพูดของท่านอาจารย์เจ้าเถอะ หลายวันนี้งดไปก่อน ดูสถานการณ์อีกครั้งแล้วค่อยว่ากัน”
ฉินเหยาเอื้อมมือไปดึงเส้นผมของหลิวจี้ที่ปล่อยสยายอยู่บนไหล่อย่างล้อเลียน เมื่อเห็นเขาตกใจแล้วหันมามองก็กล่าวอย่างขบขัน
“ข้าดูแล้ว ท่านอาจารย์ถูกเจ้ายั่วโมโหจนเกิดความปรารถนาที่อยากจะมีชีวิตรอดขึ้นมาแล้ว ต่อไปนี้ก็น่าจะยอมกินข้าวกินยาดีๆ เจ้ากับข้าคงจะได้ผ่อนคลายไปอีกสักพัก ไปทำเรื่องของตนเองได้แล้ว”
หลิวจี้กระแอมเบาๆ สองทีเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วน เขาไม่ได้ตั้งใจจะยั่วโมโหท่านอาจารย์เสียหน่อย เอ่ยถามอย่างสงสัย “เมียจ๋า เจ้าว่าผู้ใดกันแน่ที่แอบเปิดประตูหลังให้พวกเรา”
คงไม่ใช่คนที่เขาคิดไว้หรอกกระมัง
ฉินเหยาพยักหน้าให้เขา ก็คือคนที่เจ้าคิดนั่นแหละ
หลิวจี้งุนงง “ไม่สิ เขาทำไปเพื่ออะไร”
“ใครจะไปรู้กันเล่า”
ฉินเหยายักไหล่ เรียกพ่อค้าขายถังหูลู่ที่อยู่ข้างทางแล้วซื้อมารวดเดียวแปดไม้ ทั้งครอบครัวแปดชีวิต มีกันคนละไม้
……
ในเวลาเดียวกัน ภายในเรือนผู่เยวี่ยน
สองสามีภรรยาตระกูลฉินเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ด้านนอกประตูหน้าลานก็มีเสียงดังเข้ามา “ท่านราชครู ท่านมาแล้ว”
กงเหลียงเหลียวที่กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะถูกศิษย์คนเล็กยั่วโมโหกำลังเอนกายพิงหัวเตียงนวดขมับอยู่ สีหน้าก็เคร่งขรึมลงทันที
ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องเข้ามา ซือคงเจี้ยนในชุดคลุมสีดำก้าวฉับๆ เข้ามา พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ดีขึ้นบ้างหรือไม่”
ปลายจมูกขยับสูดกลิ่นเบาๆ ได้กลิ่นถั่วเขียวจางๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ คิ้วกระบี่ก็พลันเลิกขึ้น…มาแล้วจริงๆ ด้วย
มองดูสีหน้าของกงเหลียงเหลียวบนเตียงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซือคงเจี้ยนก็เย้ยหยันอยู่ในใจ…ช่างดูแคลนเจ้าชาวบ้านป่าเถื่อนนั่นไปเสียแล้ว!
ซือคงเจี้ยนคาดเดาไว้แต่แรกแล้วว่าจะมีคนมา แต่กลับไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาเมื่อใดจึงได้จงใจทิ้งช่องโหว่เอาไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกเขาเข้ามา
ที่เขาทำเช่นนี้ หนึ่ง เพื่อที่จะให้ท่านอาจารย์ยอมกินยาและอาหาร ฟื้นฟูร่างกาย
อย่างไรเสีย คนเราเมื่อมีความหวังก็ย่อมอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปมิใช่หรือ
สอง เพื่อทดสอบดูว่าหญิงชาวบ้านที่สามารถทำให้ไป๋เฮ่อเอ่ยถึงแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปได้นั้นจะมีฝีมืออยู่สักกี่ส่วน
ความจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า หญิงชาวบ้านที่ทำให้ไป๋เฮ่อเอ่ยถึงแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปได้นั้น ฝีมือน่าตกตะลึงอย่างแท้จริง
เป็นเวลาติดต่อกันหลายวันที่องครักษ์ทั่วทั้งจวนราชครูรวมกับองครักษ์หลวงอีกห้าคน ไม่สามารถตรวจพบได้เลยแม้แต่ครั้งเดียวว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ลอบเข้ามาในจวนราชครูได้อย่างไร
ทุกครั้งล้วนเป็นหลังจากที่คนจากไปแล้ว ถึงได้มีคนมารายงานเขาว่า ในห้องของท่านอาจารย์มีกลิ่นอาหารอื่นหลงเหลืออยู่
ฝีมือเช่นนี้ ซือคงเจี้ยนเพียงแค่คิดก็รู้สึกหนังศีรษะชาวาบแล้ว
หากสตรีผู้นี้คิดจะเอาชีวิตของเขาในคืนนี้ เช่นนั้นเขาก็มิต้องได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้แล้วหรือ
ดังนั้นจึงได้ยุติการกระทำอันโง่เขลาที่แอบเปิดประตูหลังให้ในทันทีและเดินทางมาด้วยตนเองเพื่อดูว่าจะสามารถจับช่องโหว่อะไรได้บ้าง
เป็นไปตามคาด คนจากไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ในห้องเหลือเพียงกงเหลียงเหลียวที่กำลังปวดหัวเพราะถูกศิษย์คนเล็กยั่วโมโหเท่านั้น