ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 659 ไม่กระทบกระทั่งกันก็ไม่รู้จักกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 659 ไม่กระทบกระทั่งกันก็ไม่รู้จักกัน
ตอนที่ 659 ไม่กระทบกระทั่งกันก็ไม่รู้จักกัน
กงเหลียงเหลียวนอนอยู่บนเตียง ลืมตามองซือคงเจี้ยนที่เดินวนไปวนมาในห้องของตนราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง แต่ก็หาไม่พบ มุมปากก็เหยียดยิ้มเยาะเย้ย
ในใจคิดว่า หากเรื่องนี้ยังให้เจ้าเด็กนี่หาเจอได้ หัวหน้าสามอธรรมแห่งอำเภอไคหยาง ปรมาจารย์ตัดเศียร เหนียงเหนียงปีศาจร้ายในตำนานก็คงไม่ชื่อว่าฉินเหยาแล้ว!
ซือคงเจี้ยนหันกลับมาเห็นแววตาภาคภูมิใจที่แวบผ่านไปของกงเหลียงเหลียวก็แอบโกรธจนขบกราม
แต่บนใบหน้ายังต้องแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถามไถ่อย่างห่วงใยว่า “ได้ยินบ่าวรับใช้บอกว่า สองสามวันนี้ท่านยอมกินข้าวแล้วหรือ”
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงอย่างเย็นชา หลับตาลง ขี้เกียจจะสนใจเขา
ซือคงเจี้ยนหัวเราะเยาะ “ท่านอาจารย์คิดจะไม่พูดกับข้าอีกเลยสักคำนับแต่นี้ต่อไปหรือ เมื่อก่อน…ท่านอาจารย์ยังบอกว่าข้าเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในโลก เป็นศิษย์ที่ท่านพึงพอใจที่สุด ตอนนี้ดูท่า คนเราล้วนเปลี่ยนแปลงได้สินะ”
เขาพูดไปเองฝ่ายเดียว คนบนเตียงก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ซือคงเจี้ยนพลันรู้สึกว่าตนเองราวกับถูกคนเอาผ้านวมคลุมไว้ หายใจไม่ออก อึดอัดอย่างยิ่ง
ดีมาก สมกับที่เป็นท่านอาจารย์ของเขา มักจะสามารถปลุกปั่นอารมณ์ของเขา ทำให้เขาโมโหได้อย่างง่ายดาย
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้ว จ้องเขม็งไปที่กงเหลียงเหลียว จ้องจนตาเมื่อยล้า คนเขาก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมามองตนสักแวบก็โกรธจนแค่นเสียงอย่างเย็นชา สะบัดแขนเสื้อจากไป
ในเมื่ออาจารย์ไร้เมตตาก็อย่าโทษเขาว่าไร้คุณธรรม หลิวจี้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ให้เขาดูหน่อยเถิดว่าศิษย์ที่ทำให้อาจารย์พึงพอใจผู้นี้ จะมีปัญญาขนาดไหนกันเชียว!
“ซุนเจียง!”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่นี่ขอรับ”
“เจ้าไปเขียนประกาศรับสมัครงานฉบับหนึ่ง รอให้ข้าทำพิธีสวดภาวนาครั้งนี้เสร็จก็ประกาศออกไปทันที” ซือคงเจี้ยนสั่งการ
ซุนเจียงถามต่ออย่างสงสัยเล็กน้อย “ท่านใต้เท้าคิดจะรับคนแบบไหนหรือขอรับ”
ซือคงเจี้ยนกล่าว “รับสมัครบ่าวชายหนึ่งคนที่สามารถมาดูแลท่านอาจารย์ได้ ต้องเป็นจวี่เหรินหรือผู้ที่มีคุณวุฒิสูงกว่าจวี่เหริน รูปร่างหน้าตาหมดจด อายุไม่เกินสามสิบปี เป็นชายฉกรรจ์”
ซุนเจียงฟังเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ในใจก็คิดว่าจวี่เหรินจากตระกูลดีๆ ที่ไหนจะมาเป็นบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติคนกัน
แต่หากคนที่ถูกปรนนิบัติคือมหาบัณฑิตกงเหลียงเหลียวล่ะก็ก็น่าจะมีบัณฑิตที่เลื่อมใสในชื่อเสียงมาบ้าง
ความคิดของนายท่าน ซุนเจียงพอจะเดาได้บ้างไม่มากก็น้อย รีบพยักหน้าแล้วรับคำ
เหลือเวลาอีกครึ่งเดือนกว่าพิธีสวดขอพรจะสิ้นสุด เช่นนั้นเขาก็จะร่างประกาศรับสมัครไว้ก่อน รอเพียงพิธีสวดขอพรสิ้นสุด ประตูจวนเปิดก็จะให้คนนำไปติดประกาศ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนที่นายท่านอยากจะรับสมัครนั้นอาศัยอยู่ที่ใด ซุนเจียงยังแอบกังวลเล็กน้อยว่าประกาศรับสมัครนี้จะส่งไปไม่ถึงมือคนที่นายท่านต้องการ
เมื่อคิดถึงจุดนี้ก็คงต้องใช้ลูกเล่นเล็กน้อย เพื่อให้ชาวเมืองทั้งเมืองได้รู้โดยทั่วกัน ถือโอกาสสร้างชื่อเสียงให้ท่านราชครูว่าเป็นผู้เคารพอาจารย์และกตัญญูไปด้วย
…….
ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำ ภายในตรอกหย่งทงที่อยู่ใต้กำแพงตะวันออก ผู้ใหญ่แต่ละบ้านเริ่มตะโกนเรียกเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ข้างนอกให้กลับบ้าน
หน้าประตูใหญ่เรือนตระกูลฉิน เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นเหยี่ยวจับลูกไก่ พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
สองสามวันนี้ท่านพ่อท่านแม่ออกแต่เช้ากลับมืดค่ำ ในป่าไร้เสือ ลิงจึงตั้งตนเป็นเจ้า สี่พี่น้องไม่มีคนควบคุมก็วิ่งเล่นกันจนลืมโลกไปนานแล้ว
ในตรอกหย่งทงมีเด็กเยอะมาก ดูเหมือนแต่ละบ้านก็มีฐานะความเป็นอยู่พอๆ กัน สามารถพอกินอิ่มได้เจ็ดส่วน วันเทศกาลปีใหม่ก็ได้กินเนื้อสักมื้อ
แต่เด็กที่ได้ไปสำนักศึกษามีเพียงไม่กี่บ้าน ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ไม่มีปัญญาไปสำนักศึกษา ตอนกลางวันก็จะมาวิ่งเล่นซนไปทั่วตลาดและตรอกซอกซอย ครึกครื้นอย่างยิ่ง
หากได้กลิ่นหอมของเนื้อจากบ้านไหนก็จะชวนกันไปปีนกำแพงบ้านคนอื่น หรือมุดประตูหลังบ้านคนอื่น ทำตัวสนิทสนมทักทายเพื่อนบ้าน หากโชคดีเจอบ้านที่ใจดีก็อาจจะได้กินเนื้อสักนิด
พวกต้าหลางสี่พี่น้องกับเด็กกลุ่มนี้ เรียกได้ว่าไม่กระทบกระทั่งกันก็ไม่รู้จักกัน
เนื่องจากที่บ้านหากไม่ทำเนื้อก็ทำเค้กกินทั้งวัน กลิ่นหอมจึงลอยไปไกลจนเด็กๆ ท้องร้องด้วยความอยาก
บวกกับคนในเรือนตระกูลฉินนี้เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่ละบ้านอันที่จริงก็อยากรู้อยากเห็นไม่น้อยว่าข้างในใครมาอาศัยอยู่กันแน่ พอได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ เด็กๆ ก็ปลดปล่อยตนเองอย่างเต็มที่
วันนั้นก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยออกมาจากเรือนนั้นอีกจึงนัดแนะกับสหายตัวจี๊ดสี่ห้าคนไปปีนกำแพงบ้านคนอื่น
กำแพงเรือนตระกูลฉินสูงเพียงสองเมตร ที่มุมกำแพงแห่งหนึ่งยังมีต้นไหวเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่ง กิ่งก้านแผ่ขยายไปถึงบนกำแพงเรือนตระกูลฉิน
เด็กๆ จึงปีนตามลำต้นไม้ขึ้นไปบนกำแพงเรือนตระกูลฉิน
ตอนนั้นต้าหลางกำลังถือกระบี่เล่มเล็กที่ท่านอาเล็กมอบให้ฝึกกระบี่อยู่ในลานเรือน เมื่อได้ยินเสียงกุกกักๆ บนกำแพงก็นึกว่ามีขโมยใจกล้าบ้าบิ่นมาขโมยของกลางวันแสกๆ จึงรีบไปซุ่มรออยู่ใต้กำแพงทันที
เด็กกลุ่มนั้นเพิ่งปีนขึ้นไปบนกำแพงก็ถูกต้าหลางใช้กระบี่ชี้หน้า ตกใจจนแทบจะร่วงลงมาจากกำแพงนั้น
พอเกิดเสียงดัง เอ้อร์หลางที่ยังคงบังคับฝาแฝดทบทวนตำราอยู่ก็รีบวิ่งมาด้วย สี่พี่น้องล้อมคนไว้บนกำแพง ตะโกนเรียกท่านอาอาวั่งกับศิษย์พี่เยว่ บอกว่ามีขโมย
เด็กกลุ่มนั้นรีบตะโกนบอกพวกเขาว่าไม่ใช่ขโมยนะ เพียงแค่ได้กลิ่นหอมก็เลยตามมา
ตอนนั้นอาวั่งเหลือบมองมาแวบหนึ่งก็หันหลังกลับไปจัดการกับนมแพะที่เพิ่งซื้อมาจากคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนแถวใต้ซุ้มประตูเมืองต่อ
อินเยว่ขับไล่เด็กกลุ่มนั้นไปที่นอกลานเรือนอย่างขบขัน ให้พวกเขาเข้ามาทางประตูใหญ่ ยกเค้กไข่ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ออกมาถาดหนึ่งแล้วส่งให้พวกต้าหลางสี่พี่น้อง ให้พวกเขาเลี้ยงขนมเด็กกลุ่มนั้น
ดังนั้น พอกินเค้กเสร็จหนึ่งมื้อ พวกต้าหลางสี่พี่น้องก็กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาในตรอกหย่งทงแห่งนี้
ตอนนี้เด็กๆ ในละแวกนี้ก็มักจะมาตะโกนเรียกที่หน้าประตูใหญ่เรือนตระกูลฉินเป็นครั้งคราว “หลิวต้าหลาง หลิวเอ้อร์หลาง หลิวซานหลาง ออกมาเล่นเถอะ พวกเราไปจับจิ้งหรีดกัน!”
ยังมีเด็กผู้หญิงอายุแปดเก้าขวบสองคน เอ่ยเรียกอย่างน่ารักน่าเอ็นดู “หลิวซื่อเหนียง พวกเราเก็บดอกไม้สีแดงมา เจ้าอยากย้อมเล็บหรือไม่”
บางครั้งสี่พี่น้องยังทำการบ้านที่ท่านพ่อมอบหมายให้ไม่เสร็จก็จะส่งซานหลางออกมาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
บางครั้งต้าหลางกับซื่อเหนียงว่างก็จะออกมาเล่นกับพวกเขา
อย่างไรเสียสถานที่ที่ไปก็อยู่ไม่ไกล อยู่แค่ในละแวกนี้ ตอนนี้พวกเขารู้จักทางกลับบ้านแล้วจึงไม่กลัวว่าจะหลงทาง
เด็กที่มาจากในป่าเขา ไหนเลยจะไม่ชอบวิ่งไม่ชอบกระโดดกันเล่า เรือนพักอาศัยหลังเล็กๆ นี้ กักขังหัวใจที่อยากจะซุกซนของพวกเขาไว้ไม่อยู่หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น…ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่บ้าน ความสุขจึงยิ่งเพิ่มเป็นสองเท่า!
แสงอาทิตย์ยามเย็นเหลือเพียงริ้วบางๆ ห้อยอยู่ปลายขอบฟ้า ควันจากเตาหุงอาหารลอยขึ้น กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาจากทุกทิศทุกทาง เตือนให้เด็กๆ ที่กำลังเล่นเหยี่ยวจับลูกไก่อยู่ข้างนอกว่าควรจะกลับบ้านได้แล้ว
เสียงตะโกนดุดันของผู้เป็นบิดาดังแว่วมาข้างหู อาหู่ เด็กหัวโจกแห่งตรอกหย่งทงที่เป็นเหยี่ยวก็หยุดการไล่ล่า ‘ลูกไก่’ ยืนเท้าเอวพูดอย่างจนปัญญาว่า “ข้าต้องกลับบ้านแล้ว!”
พูดจบก็หันหลังวิ่งไปทันที บิดาของเขาเป็นคนฆ่าหมู ดุอย่างกับอะไรดี จะมัวช้าไม่ได้เด็ดขาด
ไม่มีเหยี่ยวแล้ว แต่ฝูงลูกไก่กลับยังเล่นไม่หนำใจจึงคิดจะเลือกเหยี่ยวตัวใหม่ออกมาจับพวกเขา
ไม่คาดคิด หญิงชราคนหนึ่งถือตะหลิวอันใหญ่พรวดพราดออกมาจากประตูบ้านที่อยู่เยื้องๆ กันแล้วคว้าตัวเด็กไปสองคน
ยังได้ยินเสียงโวยวายของ ‘ลูกไก่’ สองตัวที่ถูกจับไปดังมาแต่ไกลว่า “ไม่เอาๆ” “ขอเล่นอีกหน่อยเถอะน่า”
ต้าหลางในฐานะพี่ใหญ่สุดทำได้เพียงโบกมือให้กองทัพเจ้าตัวเล็กตรงหน้าอย่างจนปัญญา “แยกย้ายๆ”
ท้องเขาร้องแล้ว อยากกลับบ้านไปกินข้าวแล้ว
มองส่งเด็กแต่ละบ้านแยกย้ายกันไป ต้าหลางก็กวักมือเรียกน้องเล็กสามคนที่บ้านให้เตรียมกลับบ้าน แต่กลับได้ยินเสียงกีบม้าดังมาจากปากตรอก
สามารถขี่ม้า ทั้งยังเข้ามาในตรอกหย่งทงที่เต็มไปด้วยสามัญชนอย่างพวกเขาได้ เกรงว่าคงจะเป็นทหารยามหญิงที่ลาดตระเวนอยู่แถวนี้ หรือไม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการจากกองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายใต้
แน่นอน ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง…
สี่พี่น้องมองม้าตัวสูงใหญ่ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตะโกนอย่างดีใจว่า “ท่านลุงกลับมาแล้ว!”