ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 660 ท่านลุงกลับมาแล้ว
ตอนที่ 660 ท่านลุงกลับมาแล้ว
เสียงโห่ร้องยินดีระคนแปลกใจของเหล่าเด็กๆ ดังเข้ามาในเรือน ฉินเหยาสองสามีภรรยาที่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องโถงครั้นได้ยินเสียงจึงสบตากันแวบหนึ่ง
ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะเอ่ยปาก หลิวจี้ก็พลันลุกขึ้น รีบปรี่ไปหาพี่เขยผู้มีเหมืองแร่ด้วยความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่
ฉินเฟิงหยุดม้าที่หน้าประตูเรือน
เมื่อครู่เพียงชำเลืองมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นเรือนหลังนั้นที่หน้าประตูแขวนโคมไฟไว้สองสาย หน้าประตูใหญ่ยังมีว่านหมื่นปีสองกระถางใหญ่ ทั้งยังอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน เขาก็เกือบจะคิดว่าตนเองมาผิดที่เสียแล้ว
นี่ยังใช่เรือนอันเงียบเหงาวังเวงหลังนั้นที่เขาซื้อไว้หรือไม่
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้กลายเป็นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา อบอุ่นคึกคักและสว่างไสวราวกับว่าบ้านเดิมของเขาอยู่ที่นี่ ในบ้านมีบิดามารดาพี่น้องเตรียมอาหารร้อนๆ รอเขากลับมาอย่างไรอย่างนั้น
จนกระทั่งเสียงร้องเรียก “ท่านลุง” สี่เสียงดังขึ้นข้างหูอย่างยินดีปรีดา ฉินเฟิงจึงพลันนึกขึ้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง เขามอบเรือนหลังนี้ให้ครอบครัวของน้องสาวอาศัย น้องสาวก็คือครอบครัวของเขาไม่ใช่หรือ พวกเขาสองคนพี่น้องต่างเป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของอีกฝ่ายในโลกใบนี้แล้ว
ฉินเฟิงตบไหล่ของสี่พี่น้องที่วิ่งห้อมล้อมเข้ามาเรียกท่านลุงอย่างว่าง่ายทีละคน หยิบห่อผ้าบนหลังม้าลงมา จากนั้นก็หยิบพู่ห้อยเอวหลากสีสันกำหนึ่งออกมาจากด้านในส่งให้พวกเขา
“พ่อค้าทางฝั่งจี้โจวนำมาน่ะ ใช้หินสีสันสดใสชนิดหนึ่งในท้องถิ่นพวกเขาถักขึ้นมา พวกเจ้านำไปแบ่งกันเล่นเถอะ”
ฉินเฟิงกำลังพูดพลางหัวเราะเหอะๆ พลันก็มีร่างหนึ่งพุ่งออกมาพลางตะโกนว่า “พี่เขย ท่านกลับมาแล้ว” แล้วโถมเข้ากอดรัดเขาแน่นในคราเดียว
ฉินเฟิงไม่ทันได้ตั้งตัว คำพูดยังคงค้างอยู่ในลำคอกำลังเตรียมจะพูดออกมาก็ถูกกระแทกอย่างแรงจนสำลักไอออกมาสองครั้ง
หลิวจี้รีบคลายมือออกพลางลูบหลังให้พี่เขยเพื่อช่วยให้หายใจสะดวก “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรนะขอรับ นี่เราเพิ่งไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน ข้ากลับรู้สึกเหมือนผ่านไปเป็นปี ข้าคิดถึงพี่เขย คิดถึงท่านจนใจสั่นไปหมดแล้ว เลยตื่นเต้นไปชั่วขณะ พี่เขยอย่าโกรธเลยนะ”
โบราณว่ามือยื่นไปไม่ตบหน้าคนยิ้ม เมื่อสบเข้ากับใบหน้าที่ยิ้มแฉ่งของหลิวจี้ ฉินเฟิงก็ไม่อาจตบเขาลงได้ เขาส่ายหน้าส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายอย่าเข้ามาใกล้ขนาดนี้ พลางเงยหน้ามองเข้าไปในประตู “อาเหยาของบ้านข้าเล่า”
หลิวจี้ยิ้มพลางตอบ “อยู่ในเรือน พี่เขยรีบเข้าไปเถอะ ต้าหลาง เอาม้าไปผูกที่คอกม้าในสวนหลังบ้าน ให้น้ำให้หญ้ามันเยอะหน่อย ดูม้าตัวนี้หอบสิ คงจะเหนื่อยไม่เบาแล้ว”
ต้าหลางขานรับเสียงดัง มอบพู่ห้อยหินสีให้เอ้อร์หลาง ให้เขาไปแบ่งกับน้องชายน้องสาวและคนอื่นๆ ในบ้าน ก้าวสองก้าวใหญ่ๆ ก็มาถึงเบื้องหน้าม้า จูงบังเหียนอย่างคล่องแคล่ว ตบหัวม้าเพื่อสร้างความคุ้นเคยอยู่ครู่หนึ่งแล้วจูงมันเดินไปยังประตูหลัง
ทีแรกฉินเฟิงยังไม่วางใจ หลิวจี้คนสะเพร่าผู้นี้ถึงกับให้เด็กไปผูกม้า แต่ตอนนี้เมื่อเห็นท่าทางคล่องแคล่วของต้าหลาง ทั้งม้าที่แสนเชื่องจึงค่อยวางใจเดินเข้าไปในลานบ้าน
ที่ฉินเหยามาช้าก็เพราะนางตั้งใจยกเค้กที่ยังเหลือวันนี้กับชานมแพะที่อินเยว่ต้มเสร็จแล้วมาวางไว้ที่ห้องโถง
คำว่า ‘พี่ชาย’ ทั้งสองพยางค์ วนเวียนอยู่ในปากของฉินเหยาอย่างเงียบงัน กำลังฝึกอยู่ แต่ก็เรียกไม่ออก ฉินเฟิงหยุดฝีเท้ารอคอยอย่างคาดหวัง รอจนได้ยินประโยค “คนอื่นๆ ในกองคาราวานเล่า? มีท่านคนเดียวหรือ? ธุระเสร็จหมดแล้วหรือ?” จนหมดแล้ว
เขาถอนหายใจออกมาอย่างผิดหวังเล็กน้อย แต่พอเปลี่ยนความคิดว่าอย่างน้อยนางก็ได้ซ้อมเรียกไปรอบหนึ่งแล้ว นั่นก็ถือว่าเรียกพี่ชายแล้วจึงกลับมายินดีอีกครั้ง พลางมองลานบ้านที่เปลี่ยนไปอย่างมากแล้วเอ่ยตอบ
“สินค้าที่นำมารอบนี้จัดการเสร็จหมดแล้ว พวกท่านลุงเจ็ดเดินทางลงใต้กันต่อเพื่อไปซื้อผ้าฝ้ายกับใบชา ข้าจะอยู่ต่ออีกสองสามวันแล้วค่อยเดินทางทางน้ำไปสมทบกับพวกเขา การเดินทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ข้าต้องไปคุมด้วยตนเอง มิฉะนั้นก็คงอยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้าที่เมืองหลวงได้อีกสักหลายวัน ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยกลับเมืองวั่งเฉิงด้วยกัน”
หลิวจี้รู้สึกได้ในทันทีว่าการกลับเมืองวั่งเฉิงไม่ใช่หัวข้อสนทนาที่ดีจึงรีบพูดแทรกขึ้นว่า “เรื่องกลับเมืองวั่งเฉิงยังไม่รีบ วันนี้พี่เขยกลับมาแล้ว ข้าจะให้อาวั่งเพิ่มกับข้าวอีกสองอย่าง พวกเราทั้งครอบครัวมาทานอาหารดีๆ ด้วยกันสักมื้อก่อน”
ฉินเหยาได้จัดแจงให้อาวั่งเพิ่มกับข้าวแล้ว เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงค่อนข้างรำคาญท่าทางประจบประแจงของหลิวจี้ ฉินเหยาจึงโบกมือให้หลิวจี้ไปซื้อสุรากลับมาสักกาแล้วนำฉินเฟิงเดินดูรอบบ้านด้วยตนเอง
พอหลิวจี้หันหลังก็มอบหมายงานให้เอ้อร์หลางกับซานหลางต่อทันที “ไป ไปที่ร้านสุราตรงซุ้มประตูย่านนั้น ซื้อสุรากลับมาสองกา เอาแบบที่แพงที่สุดนะ”
ยัดเงินใส่มือเด็กน้อย สามพ่อลูกก็หัวเราะแหะๆ ออกมาทีหนึ่ง เด็กน้อยทั้งสองโห่ร้องดีใจพลางวิ่งออกไปข้างนอก
ซื่อเหนียงรีบวิ่งตามไปข้างหลัง “พี่รองพี่สามรอข้าด้วย พวกเราไปด้วยกัน~”
มีค่าวิ่งทำธุระด้วย นางก็อยากได้!
พอไล่เด็กๆ ไปแล้ว หลิวจี้ก็เดินตามหลังสองพี่น้องไป
ฉินเหยากล่าวขึ้นประโยคหนึ่งว่า “ห้องหับในเรือนข้าจัดแจงใหม่หมดแล้ว พวกเราทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ที่เรือนส่วนหน้า ห้องพักในเรือนส่วนหลังยังไม่ได้แตะต้องเลย”
หลิวจี้ก็รีบพูดเสริม “ใช่แล้วๆ พวกเราเป็นแขก พี่เขยท่านต่างหากคือเจ้าของบ้าน ห้องพักเจ้าของบ้านอยู่ที่เรือนส่วนหลัง ดังนั้นพวกเราจึงไม่ได้แตะต้องห้องสักห้อง ซื่อเหนียงยังอยากจะไปนอนที่ห้องใต้หลังคานั้น เด็กคนนี้ไม่รู้ความ แต่ถูกข้าเรียกกลับมาแล้ว”
สุดท้ายก็ส่งยิ้มแหะๆ ซื่อๆ ที่เจือปนความประจบประแจงอยู่สองส่วนออกมา ระดับการแสดงออกช่างพอเหมาะพอดี ฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี ได้แต่พยักหน้าไม่หยุด ขานรับอืมๆ
ฉินเหยาเหลือบมองหลิวจี้อย่างเย็นชาแวบหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็มาประจบเอาใจ เจ้าหมอนี่แปลกมาก!
พอหลิวจี้สบตานางก็รีบเบือนหน้าหนี เปิดประตูใหญ่ที่เชื่อมไปยังห้องใต้หลังคาแล้วนำฉินเฟิงเข้าไปดูห้องที่เจ้าของบ้านอย่างเขาจะพักอาศัย
เดิมทีฉินเฟิงก็นอนที่ห้องใต้หลังคา ในห้องมีเครื่องเรือนค่อนข้างครบครัน ทั้งผ้าห่มฟูกและม่านเตียงล้วนมีครบ
แต่ครั้งสุดท้ายที่เขามาพักก็เป็นเรื่องเมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว ก่อนไปยังไม่ได้พับผ้าห่ม ม่านเตียงก็ไม่ได้แขวนเก็บขึ้นไป พอครอบครัวฉินเหยาย้ายเข้ามาก็เห็นว่าม่านเตียงกลายเป็นรังหนูไปเสียแล้ว บนผ้าห่มก็มีขี้หนูตกอยู่ประปรายหลายก้อน
ตอนนั้นฉินเหยาจึงให้อาวั่งผสมยาเบื่อหนู ทั้งยังให้หลิวจี้กับอินเยว่พาพวกเด็กๆ เอาคีมเหล็กไปจัดการอุดรูหนูทั้งหมดในเรือน
ภารกิจกำจัดหนูภารกิจแรกหลังจากย้ายเข้าเรือนตระกูลฉิน สำเร็จลุล่วงด้วยดี
บัดนี้ห้องใต้หลังคาถูกฉินเหยาจัดแจงใหม่ทั้งหมดแล้ว เครื่องนอนม่านเตียงล้วนเปลี่ยนเป็นของใหม่ สีฟ้าคราม ปูพรมขนสัตว์นุ่มนิ่ม วางแจกันดอกไม้และไม้ดัดประดับ ทั้งยังจุดกำยานอบห้อง หากมีคนมาก็สามารถเข้าพักได้ทุกเมื่อ
ในลานเล็กด้านล่างยังเพิ่มตุ่มน้ำขนาดใหญ่ไว้หนึ่งใบ คอยเติมน้ำให้เต็มอยู่ตลอดเวลา สามารถใช้น้ำได้ทุกเมื่อ หากเกิดเพลิงไหม้ก็สามารถใช้ดับไฟได้ทันท่วงที เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าฉินเฟิงจะชอบหรือไม่ ฉินเหยาไพล่มือไว้ด้านหลัง ยืนอยู่ที่ปากทางขึ้นบันได ท่าทีประหนึ่งขุนนางเฒ่ามาตรวจตรา แต่นัยน์ตากลับจับจ้องอยู่ที่ฉินเฟิงตลอดเวลา
หลิวจี้ราวกับเป็นนายหน้าค้าบ้าน เอาแต่ชื่นชมห้องใต้หลังคาไปเสียทุกส่วน ข้าวของที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่ก็หยิบยื่นให้ฉินเฟิงลองถือชั่งน้ำหนักดู ของที่หนักจนหยิบไม่ไหวก็จูงมือฉินเฟิงไปลูบคลำ ให้สัมผัสดู
นอกหน้าต่างยามค่ำคืนมืดสลัว ทว่าในห้องกลับมีโคมไฟตั้งพื้นอยู่ทั่วทุกมุม ให้แสงสว่างไสว
ห้องถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นจับ
หลิวจี้ชี้มาที่ตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ฝีมือการจัดเก็บห้องของเขาเป็นที่หนึ่งในบ้าน!
ฉินเฟิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย พลางคิดในใจ ‘เจ้าหมอนี่ยังจะภูมิใจอีกนะ’
ภายในห้องสว่างไสวสะอาดสะอ้าน เครื่องนอนนุ่มลื่น พรมขนสัตว์ก็นุ่มสบายเท้า เมื่อเหยียบลงไปก็รู้สึกผ่อนคลาย สภาพแวดล้อมที่สุขสบายเช่นนี้ทำให้ผู้คนลืมเลือนความเหน็ดเหนื่อย
ฉินเฟิงเดินมาที่หน้าต่างแล้วยื่นตัวออกไป จากห้องใต้หลังคาสามารถมองเห็นเรือนทั้งหลังได้จนสุดสายตา
ในห้องครัวมีคนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมา เรือนส่วนหน้าก็มีเสียงเด็กๆ ทะเลาะหยอกล้อกัน ม้าในคอกม้าสวนหลังบ้านก็กำลังกินหญ้าสดใหม่ ส่งเสียงเคี้ยวหงับๆ อย่างเอร็ดอร่อย
โคมไฟเล็กนับไม่ถ้วนถูกแขวนไว้เต็มชายคา ส่องสว่างมุมอันเงียบสงบของตรอกหย่งทงแห่งนี้ให้เปล่งประกายสุกใสท่ามกลางราตรี
ฉินเฟิงรู้สึกว่าตนเองมีบ้านอีกครั้งแล้ว