ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 661 ท่านคือพี่ชายของข้าตลอดไป
ตอนที่ 661 ท่านคือพี่ชายของข้าตลอดไป
บนโต๊ะอาหาร ฉินเฟิงรับกับข้าวที่เหล่าหลานชายนอกไส้คีบมาให้อย่างไม่ปฏิเสธพลางเอ่ยถามฉินเหยา
“เหตุใดเจ้าถึงซื้อของเพิ่มมากมายถึงเพียงนี้ คงใช้เงินไปไม่น้อยเลยกระมัง”
เขาตั้งใจว่าจะชดเชยเงินส่วนนี้คืนให้นาง
ฉินเหยาคีบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วชิ้นใหญ่มันย่องโปะลงในชามข้าวของเขา ถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง “กินข้าวของท่านไปเถอะ ข้ายังไม่ขาดแคลนเงินเพียงน้อยนิดนี้”
ฉินเฟิงถูกถลึงตาใส่ทว่ายังคงยิ้มเผล่ ไม่เอ่ยเรื่องจะให้เงินนางอีก ตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
ก่อนหน้านี้ ตลอดการเดินทางทุกคนล้วนแต่กินอาหารที่โรงเตี๊ยม หรือไม่ก็หาอะไรกินตามมีตามเกิดในป่าเขากลางทาง
หลายวันที่แยกกับฉินเหยา ฉินเฟิงต้องออกงานเลี้ยงสังสรรค์อย่างน้อยวันละครั้ง ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือคนที่บ้านมานานมากแล้ว พอหมูสามชั้นคำโตเข้าปากก็หยุดไม่ได้อีกเลย
เป็นเพราะฉินเฟิงเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวกับกับข้าวอย่างบ้าคลั่ง สุราที่ฉินเหยาอุตส่าห์สั่งให้ซื้อกลับมานั้นจึงไม่มีโอกาสได้ยกขึ้นโต๊ะ
ช่างเถอะ เก็บไว้ย่อมมีโอกาสได้ดื่ม ฉินเหยาเลียริมฝีปาก ซดน้ำแกงเพิ่มอีกหลายคำเพื่อระงับความอยากดื่มสุรา
ฉินเฟิงกินข้าวไปสามชามโต อิ่มจนกินไม่ลงอีกแล้วถึงได้วางตะเกียบ ดื่มชานมแพะที่วางไว้จนเย็นชืดอึกหนึ่ง รู้สึกสบายจนอยากจะหลับไปเสียเดี๋ยวนั้น
ทว่าเขายังนอนไม่ได้ เวลาที่เหลืออยู่ในเมืองหลวงมีไม่มาก เขาต้องดูว่าครอบครัวของน้องสาวมีแผนการอะไรต่อไปกันแน่
สองพี่น้องมาที่ห้องของหลิวจี้ พูดคุยที่นี่สะดวกกว่าเล็กน้อย
หลิวจี้ยกเครื่องดื่มเข้ามาแล้วปิดประตู เสียงจอแจจากภายนอกพลันถูกตัดขาด
พอหลิวจี้นั่งลง ฉินเฟิงก็เอ่ยถามหยั่งเชิง “คนที่พวกเจ้าต้องไปพบ ได้พบแล้วหรือ”
สองสามีภรรยาพยักหน้าพร้อมกัน ฉินเฟิงก็เข้าใจ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เหลือบมองห้องของหลิวจี้ซึ่งมีเตียงตั้งอยู่ สายตาเปี่ยมความหมายก็กวาดมองสองสามีภรรยาหนึ่งรอบ “นี่คือห้องของพวกเจ้าสองคนรึ”
ฉินเหยา “ไม่ใช่ นี่คือห้องของหลิวจี้ ห้องของข้าอยู่ฝั่งตรงข้าม”
สายตาไม่เป็นมิตรจับจ้องไปที่หลิวจี้ในทันใด หลิวจี้ย่อมไม่ยอมรับความผิดนี้ ส่ายหน้าเป็นพัลวัน นัยน์ตาก็ชำเลืองมองไปทางฉินเหยาพลางส่งสายตาฟ้องพี่เขย เผยถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของตน
ฉินเฟิงเลิกคิ้วมองฉินเหยา เจ้าอยากแยกห้องนอนรึ
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา สีหน้าของฉินเฟิงก็ผ่อนคลายลงทันที “โอ้~ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว”
“พูดมาเถอะ ต่อไปพวกเจ้าวางแผนจะทำอย่างไร การสอบชุนเหวยปีหน้าก็ยังอีกนานนัก” ฉินเฟิงเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล
นึกขึ้นได้ว่าข้าวของในเรือนนี้ล้วนเป็นฉินเหยาที่เป็นคนซื้อหามาเพิ่มทั้งหมดจึงเสนอขึ้น “อย่างไรเสียเรือนหลังนี้ข้าก็ไม่ได้อยู่ประจำเป็นทุนเดิม เช่นนั้นพวกเจ้าก็พักอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปเถิด อย่าได้พูดเรื่องหาบ้านอะไรนั่นอีกเลย”
ฉินเฟิงมองฉินเหยา “ระหว่างพวกเราสองพี่น้อง ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกของเจ้าของข้า ของของข้าก็คือของของเจ้า หากเจ้าเกรงใจก็ถือซะว่าเรือนหลังนี้เป็นสินเดิมที่พี่ชายมอบให้เจ้า”
คำพูดนี้ฉินเฟิงอัดอั้นอยู่ในใจมาหลายวันแล้ว เขารู้สึกอยู่ตลอดว่าตนติดค้างนาง ทว่าน้องสาวกลับแข็งแกร่งเกินไป ทำให้เขาหาโอกาสชดเชยไม่ได้เสียที
ฉินเหยาใช้มือกดมุมปากของหลิวจี้ที่ยกสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนควบคุมไม่อยู่ให้กลับลงมา นางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่ยอมรับน้ำใจอันดีของพี่ชาย เพียงแต่สถานที่แห่งนี้ห่างไกลเกินไป อยู่ไกลจากสำนักศึกษา วันข้างหน้าลูกๆ ไปสำนักศึกษาจะไม่สะดวก”
หลายวันมานี้ นางกับหลิวจี้มัวแต่วุ่นวายกับการไปจวนราชครู ทว่าสถานการณ์ในละแวกใกล้เคียงก็ได้ให้อินเยว่ไปสืบข่าวมาจนชัดเจนแล้ว
ในตรอกหย่งทงไม่มีสำนักศึกษา สำนักศึกษาเอกชนที่มีชื่อเสียงดีอยู่บ้างในเมืองหลวงนี้ล้วนตั้งอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของเมืองซึ่งอยู่คนละทิศกับตรอกหย่งทงที่เป็นฝั่งตะวันออกพอดี ทั้งยังต้องเดินทางไกลด้วย
ฉินเฟิงมึนงงกับคำว่า ‘พี่ชาย’ ที่นางเรียกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติไปนานแล้ว “ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปลองสอบถามจากคนรู้จักดู ว่าฝั่งตะวันตกของเมืองพอมีบ้านว่างขายหรือไม่ ข้าจะซื้อให้เจ้าสักหลังหนึ่ง”
เกรงว่าฉินเหยาจะไม่รู้ว่าฐานะทางบ้านนั้นร่ำรวยเพียงใด ฉินเฟิงจึงกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “เมืองวั่งเฉิงของพวกเรามีเหมืองเกลือขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง ข้าได้ใบอนุญาตค้าเกลือมาแล้ว มีคุณสมบัติในการผลิตเกลือและค้าเกลือ หากเจ้ารู้สึกเหนื่อยล้าก็กลับบ้าน พี่ชายจะเลี้ยงดูเจ้าเอง”
“หากกลัวว่าจะว่างจนรู้สึกเบื่อ ก็แค่นั่งนับเงินให้พี่ชายอยู่ที่บ้าน งานนั้นสบายนัก รับรองไม่เหนื่อยแน่นอน”
บัดนี้ที่เขายังคงเดินทางค้าขาย ประการแรกคือความเคยชินแต่หนก่อน ประการที่สองก็เพื่อที่จะได้ไปยังสถานที่ต่างๆ ได้มากขึ้น สืบหาร่องรอยของนาง
บัดนี้หาคนพบแล้ว ฉินเฟิงก็อยากจะพาน้องสาวกลับบ้านไปเสียเดี๋ยวนี้ ให้นางเป็นคุณหนูเสเพลที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
แน่นอนว่า หากไม่อยากกลับไปเมืองวั่งเฉิงอันห่างไกลนั่นก็ได้ เมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่เลวเลย มีข้อจำกัดต่อสตรีน้อย มีสิ่งบันเทิงหลากหลายให้เล่นสนุก ซื้อร้านค้ากับไร่นาสักสองแห่งให้นางแล้วก็ซื้อเรือนอีกสักหลัง เรื่องกินอยู่การเดินทางก็ครบครันแล้ว
ฉินเฟิงเพียงแค่คิดในใจก็ตื่นเต้นจนเผลอลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้ตัว สายตาจับจ้องฉินเหยาอย่างร้อนแรงพลางกล่าวว่า
“พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปดูร้านค้าที่ตลาดทิศใต้แล้วก็ไร่นาที่อยู่นอกเมืองเหล่านั้น หากต้องการพวกเราก็ซื้อไว้”
พูดจบเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เงินที่เขาหามาได้ ในที่สุดก็มีที่ให้ใช้แล้ว!
ฉินเหยายกมือขึ้นกุมหน้าผาก บุรุษหนุ่มรูปงามดีๆ คนหนึ่ง เหตุใดถึงได้มีกลิ่นอายของพวกเศรษฐีใหม่จากบ้านนอกคอกนาเช่นนี้
ฉินเหยาหายใจเข้าลึกๆ ฉุดคนกลับลงมานั่งที่ “พี่ชาย ท่านอย่าเพิ่งตื่นเต้น ข้ารู้ว่าท่านมีเงิน แต่ข้ายังอยากจะถามสักหน่อยว่า ท่านรู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ราคาเรือนในเมืองหลวงแห่งนี้เป็นอย่างไร”
ฉินเฟิงหัวเราะ เรือนหลังนี้ที่อยู่ตรงหน้า มิใช่เขาเป็นคนซื้อหรอกหรือ
“เรือนหลังนี้ของข้า ตอนที่ซื้อมา ราคาเพียงสามพันตำลึง บัดนี้หากขายต่อก็น่าจะได้กำไรสักสองร้อยตำลึง สองปีมานี้บ้านเมืองสงบสุข ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ราคาบ้านในเมืองหลวงก็เลยสูงขึ้นตามไปด้วยไม่น้อย”
“หากเจ้าอยากซื้อเรือนในฝั่งตะวันตกของเมือง เรือนสามลานสภาพดีๆ หน่อยก็คงราวห้าถึงหกพันตำลึง ร้านค้าขนาดกลางในตลาดทิศใต้ ห้องหนึ่งก็สามถึงสี่พันตำลึง ไม่ใช่ว่าข้าไม่ซื้อห้องใหญ่ให้เจ้านะ แต่เป็นเพราะร้านค้าขนาดกลางปล่อยเช่าง่ายกว่า”
ไร่นานอกเมืองกลับมีราคาสูงทีเดียว แต่ก็ไม่เกินหนึ่งหมื่นตำลึง รวมทั้งหมดแล้ว…
“ก็แค่ช่วยเจ้าจ่ายเงินสองหมื่นตำลึงเท่านั้น…” อารมณ์ตื่นเต้นของฉินเฟิงพลันลดต่ำลง ในดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เหตุใดถึงใช้เงินเพียงน้อยนิดเท่านี้เล่า?
หลิวจี้อ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ สิ่งใดที่เรียกว่าเพียงสองหมื่นตำลึงเท่านั้นเอง?
ช่างเป็นคนอิ่มที่ไม่เข้าใจความหิวของคนหิวโดยแท้!
“พี่เขย!” ทันใดนั้นหลิวจี้ก็คว้ามือทั้งสองข้างของฉินเฟิงไว้ “ท่านคือพี่ชายของข้าตลอดไป!”
ฉินเฟิงชี้หน้าเขา “ดีกับน้องสาวข้าให้มากๆ รู้หรือไม่”
หลิวจี้ตบอกดังป้าบ นั่นมันเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว!
พร้อมทั้งกระซิบถามข้างหูฉินเฟิงเบาๆ ว่า “หากข้าทำตัวดี พี่ชาย ท่านช่วยบริจาคเงินซื้อตำแหน่งขุนนางให้น้องเขยคนนี้ได้หรือไม่”
ฉินเหยากระชากตัวเขาออกมา “เจ้าคิดเพ้อเจ้ออะไรอยู่!”
พลางชี้ไปที่ประตูห้อง ส่งสัญญาณให้เขาออกไปก่อน นางมีเรื่องต้องคุยกับฉินเฟิงเป็นการส่วนตัว
หลิวจี้คิดในใจ ‘มีเรื่องอะไรที่ข้าฟังไม่ได้ด้วยรึ’
ทว่าบนใบหน้ายังคงพยายามรักษารอยยิ้มพลางล่าถอยออกจากห้องของตนเอง
เมื่อแน่ใจว่าคนไปแล้ว ฉินเหยาก็เอ่ยถามฉินเฟิงตรงๆ “พี่ชาย ตอนนี้ท่านมีเงินอยู่ในมือเท่าใด”
ฉินเฟิงเชื่อใจฉินเหยาอย่างไม่มีเหตุผล ชูสองนิ้วขึ้นมาตรงๆ ไม่มีความลับต่อกันแม้แต่น้อย
เมื่อครู่นี้เขายังพูดแบบถ่อมตนอยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็ตั้งใจพูดให้น้องเขยฟัง
บัดนี้ไม่เหมือนกัน มีเพียงพวกเขาสองพี่น้องจึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง
สองล้านตำลึง!
ฉินเหยาลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ ทำใจให้สงบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับใต้เท้าท่านนั้นแห่งกรมคลังเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเฟิงถูกถามจนนิ่งอึ้งไป อย่างน้อยก็ควรแสดงท่าทีตื่นเต้นหรือดีใจออกมาบ้างสิ หรือต่อให้ละโมบก็ยังดี
เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ถามถึงกรมคลังที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อยขึ้นมาเล่า?