ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 662 เตรียมการไว้สองทาง
ตอนที่ 662 เตรียมการไว้สองทาง
แน่นอนว่าฉินเหยาไม่ได้ถามขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีเหตุผล
นางเพียงแค่ได้ยินเรื่องทรัพย์สมบัติทั้งหมดของฉินเฟิงจึงกังวลว่าเขาจะสามารถรักษาทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ไว้ได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง
ตั้งแต่เมื่อวานที่กลับมาจากจวนราชครูกับหลิวจี้ นางก็มีความรู้สึกสังหรณ์ใจมาโดยตลอดว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
เรื่องฝั่งของตัวเองนางไม่กังวลอย่างแน่นอน ทุกอย่างล้วนอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ มีเพียงฉินเฟิงเท่านั้น ที่นางพบว่าตนเองยังไม่เข้าใจเขาอีกมาก
หลังจากแยกกันไปสี่ปีแล้วกลับมาพบกันใหม่ นางกับฉินเฟิงจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง
ฉินเหยารู้สึกว่าวันนี้เป็นโอกาสอันดีจึงเอ่ยเสนอขึ้นมาว่า “วันนี้พวกเรามาคุยกันเถอะ เล่าเรื่องตลอดสี่ปีนี้ของแต่ละคนกัน”
“ได้สิ” ฉินเฟิงก็มีเรื่องมากมายที่อยากจะบอกนางเช่นกัน
สองพี่น้องสบตากันแวบหนึ่ง ฉินเฟิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “หลังจากแยกกับเจ้า ข้าก็ได้รับการช่วยเหลือจากท่านลุงเจ็ด จับพลัดจับผลูได้เข้าไปอยู่ในก๊กเกลือ ต้องลงไปทำเหมืองเกลือ ช่วงเวลานั้นผ่านไปอย่างมืดมน แต่โชคดีที่ในที่สุดท้องก็ได้กินอิ่ม”
“ภายหลังราชสำนักส่งข้าหลวงผู้ดูแลการค้าเกลือมา ก๊กเกลือถูกกำจัด ข้าก็ได้พบกับกัวฮ่าวในตอนนั้นเช่นกัน หรือก็คือเสนาบดีกรมคลังในปัจจุบัน ข้าช่วยชีวิตเขาไว้ เขาก็ปล่อยข้ากับท่านลุงเจ็ดออกจากเหมืองเกลือ”
“หลังจากนั้นข้ากับท่านลุงเจ็ดก็เริ่มทำการค้า ตอนที่กลับมาเมืองวั่งเฉิงอีกครั้งก็เป็นเวลาหนึ่งปีให้หลังแล้ว กัวฮ่าวมาอีกครั้ง ครั้งนี้มาเพื่อเรื่องการขนส่งเกลือในท้องถิ่นของเมืองวั่งเฉิง ราชสำนักเตรียมที่จะออกใบอนุญาตค้าเกลือฉบับใหม่ ข้ากับท่านลุงเจ็ดเลยนำเงินเก็บออมทั้งหมดจากการค้าออกมา ติดค้างบุญคุณของกัวฮ่าวหนึ่งครั้ง ในที่สุดก็ได้ใบอนุญาตค้าเกลือมา”
“หลังจากนั้นสองปี ข้าก็บริหารเหมืองเกลือไปพลาง เดินทางค้าขายลงใต้กับท่านลุงเจ็ดปีละสองครั้งไปพลาง ตามหาข่าวคราวของเจ้าและได้พบกับแม่นางคนหนึ่งที่เมืองซู”
ฉินเหยายิ้มล้อเลียน “คือเยียนหงหรือ”
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างกระอักกระอ่วน พึมพำ “เป็นหลิวจี้ที่บอกเจ้าอีกแล้วใช่หรือไม่ เจ้าเด็กนี่สืบเรื่องอะไรไปทั่ว”
ฉินเหยายิ้มบางๆ ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ
ฉินเฟิงไปหาเยียนหงไม่ใช่เพื่อไปหาความสุขสำราญ ตอนนั้นเขาตามหาร่องรอยน้องสาวไม่พบเป็นเวลานานก็เริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี ที่ไปหาเยียนหงก็เพราะนางสามารถช่วยเขาสอดส่องสตรีที่ตกอับซึ่งถูกขายเข้าหอคณิกาได้
หลังจากพบกันหลายครั้ง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มคลุมเครือ
แต่เยียนหงไม่เคยพูดว่าอยากจะไปกับเขา เพียงแต่บอกว่าตอนที่เขามาเมืองซูให้จำไว้ว่าต้องมาหานาง ต้องการเงินซื้อของก็ไม่ปิดบัง เขียนจดหมายบอกให้เขาซื้อมาให้โดยตรง
ต่อมาฉินเฟิงก็ให้คนส่งเงินก้อนหนึ่งไปให้นางทุกเดือน เพียงพอที่จะเหมาตัวนางไว้ทุกเดือน
เยียนหงเขียนจดหมายถึงเขาถี่ขึ้น ในจดหมายล้วนเป็นรายชื่อแม่นางคนใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในหอคณิกาต่างๆ ของเมืองซูเมื่อเร็วๆ นี้ ถือโอกาสแจ้งข่าวความเป็นอยู่ของตนให้เขาทราบและถามไถ่ทุกข์สุขของเขา
ฉินเฟิงรู้สึกว่าการติดต่อเช่นนี้ทั้งปกติและไม่ปกติในเวลาเดียวกัน แต่เรื่องที่เขากลุ้มใจในแต่ละวันไม่ได้มีเพียงเท่านี้จึงไม่ได้ตั้งใจครุ่นคิดให้ลึกซึ้ง
เอาเป็นว่าก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไป เขามีเงินก็ให้เงิน เยียนหงก็ไม่เคยพูดว่าต้องการให้เขาไถ่ตัวนางหรืออะไร
“ตอนนี้ข้าตามหาเจ้าพบแล้ว ข้าจะให้ท่านลุงเจ็ดไปบอกนางสักหน่อยตอนที่ไปถึงเมืองซูว่าต่อไปไม่ต้องเขียนจดหมายมาให้ข้าแล้ว”
ฉินเฟิงคล้ายกับกำลังพูดกับฉินเหยา แต่ก็คล้ายกับกำลังพูดกับตัวเอง คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันเล็กน้อย รู้สึกตลอดเวลาว่าการพูดถึงสตรีในหอโคมเขียวต่อหน้าน้องสาวมันออกจะแปลกๆ อยู่บ้าง
ทั้งยังกลัวว่านางจะรู้สึกว่าตนเองไม่สำรวมหรืออะไรทำนองนั้น พอพูดจบก็จ้องมองใบหน้าของฉินเหยา ไม่ต้องการพลาดปฏิกิริยาใดๆ ของนางแม้แต่น้อย
แววตาฉินเหยาอ่อนโยน เอ่ยถามเขาอย่างสงสัย “พี่ชาย ท่านชอบเยียนหงหรือไม่”
“อะ…อะไรนะ?” ฉินเฟิงสะดุ้งตกใจ แสดงอาการลนลานออกมาอย่างเห็นได้ชัด สายตาก็กลอกไปมาอย่างไม่รู้ตัว โบกไม้โบกมือไปมา “ข้าไม่มีทางแต่งนาง เจ้าวางใจได้เลย นายหญิงใหญ่ของบ้านเราจะเป็นสตรีจากหอโคมเขียวได้อย่างไร!”
พอพูดออกไป ตนเองก็ยังนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
ที่แท้ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับพวกแขกที่เที่ยวหอโคมเขียวที่ตนเองดูถูกนัก
ฉินเหยากลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรพิเศษราวกับกำลังพูดเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็ตัดขาดเถอะ”
ฉินเฟิงกลับขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามหยั่งเชิง “เจ้าไม่ชอบใช่หรือไม่”
ฉินเหยาส่ายหน้า “นี่ไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ แต่เป็นเรื่องที่จะกลายเป็นจุดอ่อนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะทำให้ท่านล้มละลายในชั่วข้ามคืนได้หรือไม่ต่างหาก”
ฉินเฟิงสะท้านไปทั้งตัว ความลังเลอ่อนไหวในใจพลันสลายหายไปหมดสิ้น คนรอบกายเขายังไม่เคยมีใครพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน
ท่านลุงเจ็ดก็เหมือนกับเขาล้วนไต่เต้ามาจากระดับล่างสุด จู่ๆ ก็ร่ำรวยขึ้นมา ทั้งสองคนจึงใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง รู้เพียงว่าไม่โอ้อวดทรัพย์สมบัติ อย่าได้ล่วงเกินผู้คน ทำการค้าอย่างประนีประนอม
ส่วนเรื่องอื่นนั้น สายตายังคงคับแคบ ยังไม่เคยคิดจริงๆ ว่าสตรีหอโคมเขียวคนหนึ่งจะนำพาผลลัพธ์อะไรมาให้บ้าง
ฉินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “นับแต่โบราณมาเงินทองย่อมทำให้ใจคนหวั่นไหว เหมืองเกลือจำนวนมหาศาลเช่นนี้ คนที่จับจ้องตาเป็นมันคงมีไม่น้อยเลยใช่หรือไม่ ทางฝั่งเมืองวั่งเฉิง ท่านได้จัดคนไว้บ้างหรือไม่”
ความคิดของฉินเฟิงพลันหนักอึ้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าจัดคนที่ไว้ใจได้ไว้สองสามคนจริงๆ แต่คนกลุ่มนั้นที่เมืองวั่งเฉิงเอาแต่จ้องเหมืองเกลือในการครอบครองของข้าราวกับหมาป่าหิวโหยก็ทำให้ข้าปวดหัวเช่นกัน”
ฉินเหยาแนะนำ “ถ้าอย่างนั้นก็หาคนไปจัดการเสีย”
ตามข่าวที่หลิวจี้ไปสืบมา บอกว่าตอนนี้ในราชสำนัก กรมคลังและกรมขุนนางยังถือเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่เผื่อว่าเล่า?
ฉินเฟิงมีกัวฮ่าวแห่งกรมคลังหนุนหลัง เบื้องบนอยากจะเล่นงานกัวฮ่าวนั้นไม่ง่าย แต่หากจะเล่นงานคนใต้บังคับบัญชาของเขากลับง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย
อีกอย่างฉินเฟิงเป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่ง ขุนให้อ้วนแล้วค่อยฆ่า เงินสองล้านตำลึงนั้นก็จะกลายเป็นทำประโยชน์ให้ผู้อื่นอย่างสูญเปล่าไปทั้งหมด
ฉินเฟิงฟังฉินเหยาพูดจนเหงื่อกาฬไหลท่วมตัว พึมพำกับตัวเอง “คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง อย่างไรเสียพวกเราก็ถือว่าทำงานให้ราชสำนัก…”
เพื่อใบอนุญาตค้าเกลือใบนั้น เขาต้องจ่ายเงินออกไปหลายแสนตำลึงในทุกปี ยังไม่พอให้พวกเขากินอิ่มอีกหรือ
“ข้าก็ไม่มั่นใจขนาดนั้นหรอก เพียงแต่สถานการณ์ในราชสำนักตอนนี้ซับซ้อน พวกเราต้องเตรียมการไว้สองทาง”
เหมือนอย่างร้านเฉพาะทางและหีบหนังสือพลังเซียนของนาง หากองค์หญิงใหญ่สิ้นอำนาจก็จะพ่วงให้ห้างการค้าฟู่หลงทั้งห้างจบเห่ไปด้วยกัน
แต่ตอนนี้นางไม่กลัวแล้ว นั่นมันกองทัพหนึ่งแสนนายเชียวนะ!
อีกอย่างก็คือ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นก็ยังมีห้างการค้าฟู่หลงคอยรับหน้าอยู่แถวหน้า ลูกสมุนตัวเล็กๆ อย่างนาง อย่างมากก็แค่ล้มละลาย
ในยามนี้ สถานะจวี่เหรินของหลิวจี้ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพียงแค่นางทำลายร่องรอยความเชื่อมโยงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับจวนองค์หญิงใหญ่ ไม่ทิ้งหลักฐานการเลือกข้างใดๆ ไว้ และสละชื่อเสียงจวี่เหรินก็ยังสามารถรักษาชีวิตไว้ได้
แน่นอน นี่เป็นแผนการที่เลวร้ายที่สุด ตามความเป็นจริงสถานการณ์คงไม่ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ฉินเฟิงยังคงลำบากกว่ามาก อย่างไรเสียความเป็นกลางก็หมายความว่าจะล่วงเกินทั้งสองฝ่ายก็คงต้องดูแล้วว่าคนเหล่านั้นใจกว้างพอหรือไม่ จะถือสาหาความกับเจ้าหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เรื่องใดที่ฉินเหยาสามารถเตือนได้ นางย่อมเตือนฉินเฟิงแน่นอน ทรัพย์สินในตอนนี้สามารถเริ่มถ่ายโอนได้แล้ว
“หากมีลูกน้องที่ไว้ใจได้ พี่ใหญ่ท่านก็ซื้อเรือนซื้อที่ดินให้พวกเขา ให้ลงชื่อเป็นของพวกเขาทั้งหมด เผื่อว่าภายหน้าเกิดอะไรขึ้นมาก็ยังมีทุนไว้สำหรับกลับมาตั้งตัวใหม่ได้”
“ยังมีอีก ถึงแม้จะเป็นคนที่นอนอยู่ข้างกายก็พูดจาเหลวไหลด้วยไม่ได้” ฉินเหยาเหลือบมองฉินเฟิงอย่างล้อเลียน
ฉินเฟิงไอ “แค่กๆ” ออกมาสองครั้ง ในใจคิดเรียบร้อยแล้วว่าไปเมืองซูครั้งนี้จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเยียนหงทันทีพลางถลึงตาใส่ฉินเหยาแวบหนึ่ง ไม่อนุญาตให้นางพูดถึงเรื่องนี้อีก
สองพี่น้องปรึกษากันอีกสองสามประโยค คลี่คลายปัญหาที่ซ่อนอยู่ของฉินเฟิงเรียบร้อยแล้ว จากนั้นถึงได้เริ่มพูดเรื่องตลอดสี่ปีนี้ของฉินเหยา
สี่ปีของนางไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่น่าตกตะลึงสะเทือนขวัญเท่านั้น ฆ่าโจรภูเขา สร้างกังหันน้ำ ทำหีบหนังสือพลังเซียน ถือโอกาสช่วยชาวบ้านในท้องถิ่นกำจัดอันธพาลแล้วก็ศึกษาเรื่องการเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือก ใช้ชีวิตให้คุ้มกับการได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน