ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 663 แสงสว่างในดวงตาหายวับไป
ตอนที่ 663 แสงสว่างในดวงตาหายวับไป
ส่วนเรื่องการว่าจ้างระหว่างพวกมู่หลิง หวังจิ่นและซ่งจางนั้น นางกลัวว่าพี่ชายแท้ๆ จะตกใจจึงใช้คำพูดว่า ‘บังเอิญหารายได้พิเศษเล็กน้อย’ มากลบเกลื่อนไปง่ายๆ
ฉินเฟิงยังคงมีข้อสงสัย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเกี่ยวข้องกับทั้งสองท่านนั้นได้อย่างไรกัน”
ที่เขาหมายถึงคือตำหนักบูรพาของรัชทายาทและจวนองค์หญิงใหญ่
ฉินเหยาสูดปากทีหนึ่งพลางนวดขมับโดยไม่รู้ตัว “เรื่องนี้เล่าแล้วยาว แต่ก็หนีไม่พ้นเกี่ยวข้องกับน้องเขยตัวยุ่งของท่านนั่นแหละ”
เดิมทีนางแค่อยากจะหาเงินเงียบๆ ใครจะคิดว่าวาสนาศิษย์อาจารย์ครั้งหนึ่งกลับดึงเอาผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ออกมาด้วย
น้องเขย? น้องเขยคนไหน?
ฉินเฟิงเพิ่งจะรู้ตัว เขาก็มีน้องสาวที่อยู่ตรงหน้านี้เพียงคนเดียว
อ้อ ที่แท้ก็พูดถึงหลิวจี้นี่เอง
ทว่าพอฟังน้ำเสียงของนาง เขากลับนึกว่าตนเองยังมีน้องเขยคนอื่นอีกเสียอีก
ฉินเฟิงเหลือบมองฉินเหยาอย่างไม่สบอารมณ์ครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะว่าหรอกนะ แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพวกเจ้าสองสามีภรรยาดูไม่ค่อยคุ้นเคยกันเลยเล่า
ฉินเหยากระแอมสองที เบนความสนใจของฉินเฟิงพลางดึงหัวข้อสนทนากลับมาอีกครั้ง นางเล่าความสัมพันธ์ระหว่างกงเหลียงเหลียวกับหลิวจี้ให้เขาฟังอย่างง่ายๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกงเหลียงเหลียวกับราชครูและรัชทายาท ไป๋เฮ่อก็ถูกเอ่ยถึงเล็กน้อยเช่นกัน
พอได้ยินฉินเหยาบอกว่านางเคยซัดไป๋เฮ่อจนกระอักเลือด หัวใจของฉินเฟิงก็แทบจะกระดอนออกมาจากอก คำตำหนิก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา ติดขัดอยู่ในลำคออยู่นานจึงได้แต่เตือนสติเบาๆ “วันหน้าเจ้าจะวู่วามเช่นนี้อีกไม่ได้แล้ว!”
ฉินเหยาพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว” หากเป็นตัวนางเอง ย่อมมิมีทางบุ่มบ่ามแน่นอน
ฉินเฟิงเข้าใจแล้ว ต้องเป็นเพราะหลิวจี้บุรุษผู้นี้อีกเป็นแน่ที่กำลังนำพาหายนะมาให้น้องสาวของตน
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไร ประตูห้องที่ปิดแน่นสนิทก็พลันถูกผลักเปิดออก หลิวจี้ที่เดินจากไปแล้วเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ก้าวฉับๆ เข้ามา
พลางเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก “เมียจ๋า เจ้าว่าอะไรนะ? ซือคงเจี้ยนเป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์หรือ”
ฉินเฟิงตกใจกับการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขา เอ่ยถามอย่างสงสัย “เจ้าจากไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“เมื่อครู่กลับมาอีกรอบแล้ว” ฉินเหยาตอบแทนหลิวจี้
ฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก สรุปว่าเจ้ารู้ว่าเขาแอบฟังอยู่
พอมองไปที่ใบหน้าของหลิวจี้ที่แดงก่ำเพราะความกระวนกระวาย ยิ่งขับเน้นให้ดูหล่อเหลางดงาม ขมับของฉินเฟิงก็เต้นตุบๆ
จบสิ้นกันแล้ว น้องสาวของเขาต้องถูกจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตนนี้ล่อลวงจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้วแน่ๆ แม้แต่แอบฟังก็ยังไม่ว่ากระไร เช่นนั้นเรื่องที่พวกเขาเพิ่งคุยกันเมื่อครู่ คนนอกมิใช่ว่าได้ยินไปหมดแล้วหรือ
ฉินเหยาคล้ายจะรู้ว่าพี่ชายแท้ๆ ของตนกำลังคิดสิ่งใดจึงส่งสายตาปลอบโยนที่สื่อว่า ‘วางใจได้’ ให้เขา หลิวจี้ไม่ได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยินแม้แต่ประโยคเดียว
ทว่าเรื่องของซือคงเจี้ยน ฉินเหยาคิดว่าบอกหลิวจี้ไปแล้วก็ช่างเถิด ถือโอกาสให้เขารู้ไว้เสียเลยว่า ในราชสำนักแห่งนี้ ต่อให้เคยเป็นอาจารย์ศิษย์ที่สนิทสนมกันก็อาจกลายเป็นศัตรูกันได้เพราะจุดยืนที่แตกต่าง
“ข้ายังไม่ได้เรียกเจ้า เจ้ากลับมาก่อนทำไม” ฉินเหยาซักถามอย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ยังคงกำลังย่อยข่าวใหญ่ที่ว่าท่านอาจารย์ของตนกับราชครูเป็นศิษย์อาจารย์กัน เมื่อถูกนางถามจึงงุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“เมียจ๋า ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากจะอาบน้ำหรอกหรือ ข้าเตรียมน้ำอาบไว้ให้พร้อมหมดแล้ว กลัวว่าน้ำจะเย็นเสียก่อนเลยมาเรียกเจ้านี่อย่างไร”
แน่นอนว่า ของพี่เขยก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง
หลิวจี้ข่มความตื่นตะลึงในใจพยักหน้าให้ฉินเฟิงที่ทำสีหน้าราวกับเจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส “พี่ชาย ของท่านก็เตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว ท่านเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แช่น้ำอาบสักหน่อยจะช่วยคลายความเมื่อยล้าได้”
ฉินเฟิงถูกเขาเรียกด้วยคำว่า ‘พี่ชาย’ นี้จนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ลุกขึ้นกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เจ้าเรียกข้าว่าพี่เขยเถิด”
เขากำชับฉินเหยาว่าพรุ่งนี้เช้าให้ตื่นไปดูเรือนที่ทางตะวันตกของเมืองด้วยกัน จากนั้นก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องใต้หลังคา
หลิวจี้ตามฉินเหยาเข้าไปในห้องของนาง บอกนางว่าเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนวางไว้ที่ใด เก็บเสื้อตัวนอกที่นางถอดออกเตรียมนำออกไปซัก ก่อนจะปิดประตูก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
“พรุ่งนี้ไปดูเรือนหรือ”
ฉินเหยา “อืม”
ดวงตาของหลิวจี้พลันสว่างวาบขึ้นมา แกล้งเอ่ยว่า “เมียจ๋า เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าพวกเราจะใช้เงินของพี่เขยไม่ได้น่ะ?”
“ใช่แล้ว” ฉินเหยาหันกลับมายกยิ้มมุมปากให้เขาอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า “พวกเราใช้ไม่ได้ แต่ข้าใช้ได้”
หลิวจี้ “ลาก่อน!”
ปิดประตูห้องดังปังก็เดินมาถึงข้างตุ่มน้ำด้วยใบหน้าเย็นชา ตักน้ำขึ้นมาซักเสื้อผ้าให้นางแล้วขยี้อย่างแรง ความอิจฉาริษยาทำให้คนคลุ้มคลั่ง แทบอยากจะฉีกเสื้อตัวนี้ให้ขาดเสีย
เสียงซักผ้าในลานบ้านดังต่อเนื่องอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็เงียบหายไปในทันใด ฉินเหยาหาได้สนใจเขาไม่ นางแช่ร่างลงในอ่างอาบน้ำ หลับตาทั้งสองข้างลงอย่างสบายอารมณ์ เพลิดเพลินไปกับความรู้สึกที่ถูกน้ำอุ่นโอบล้อม
แช่น้ำนานเกินไปไม่ได้ ฉินเหยาแช่อยู่สี่สิบกว่านาทีก็ลุกขึ้น เช็ดตัวให้แห้งสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงเปิดประตูเพื่อเทน้ำทิ้ง
นึกไม่ถึงว่าจะมีร่างหนึ่งยืนเหม่ออยู่ที่หน้าประตู พอได้ยินเสียงเปิดประตูก็รีบหันกลับมาทันที เท้าสะเอว เอียงศีรษะอย่างเต็มไปด้วยความสับสน ถามขึ้นประโยคหนึ่ง “เมียจ๋า เจ้าว่าคนที่เป็นศิษย์ ไฉนจึงทำกับอาจารย์ผู้มีพระคุณของตนเช่นนี้ได้เล่า”
ก็แค่ให้ท่านอาจารย์อยู่กับเขาที่หมู่บ้านตระกูลหลิวอย่างสงบสุขในบั้นปลายชีวิตมันผิดตรงไหน!
แค่จุดยืนต่างกันก็ต้องทำเรื่องที่ทำร้ายอาจารย์ผู้มีพระคุณของตนเองด้วยหรือ
ฉินเหยายักไหล่ “ไม่เข้าใจ ไม่ขอออกความเห็น”
“หลีกไป ขวางทางข้าเทน้ำ”
ฉินเหยาบอกใบ้ให้เขาหลบไปด้านข้างแล้วลากอ่างอาบน้ำใบใหญ่ออกไปนอกประตู เทน้ำลงในร่องระบายน้ำแล้วแบกอ่างอาบน้ำที่ว่างเปล่ากลับเข้าห้อง
ปัดมือสองสามที ปิดประตูแล้วเอนกายนอน
หลิวจี้ยืนอยู่หน้าประตูห้องของนางครู่หนึ่ง คิดแล้วคิดอีกก็ยังคิดหาเหตุผลไม่ได้จึงตัดสินใจเลิกคิดเสีย ไปนอนดีกว่า
พรุ่งนี้ยังต้องไปดูเรือนมิใช่หรือ~
ยังไม่ต้องไปที่จวนราชครูชั่วคราว หลิวจี้ก็คิดว่าในที่สุดในตอนเช้าตนก็จะได้นอนตื่นสายสักหน่อย
นึกไม่ถึงว่าพอเสียงไก่ขันยามรุ่งสางดังขึ้น เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงเสียเอง
เบื้องหน้ามืดสลัวไปหมด ท้องฟ้ายังไม่สว่างเลยด้วยซ้ำ
ล้มตัวลงนอนคิดจะนอนต่อ แต่แล้วกลับมีเสียงท่องตำราเบาๆ ดังมาจากห้องข้างๆ
เอ้อร์หลาง เจ้าเด็กคนนี้นี่มันจริงๆ เลย!
ความกระหายในชัยชนะถูกปลุกเร้าขึ้นมา นอนต่อไปไม่ได้แล้ว รีบลุกจากเตียงจุดเทียนบนเชิงเทียน ผูกผ้าคาดศีรษะ ‘ดาวเหวินฉวี่คุ้มครอง’ ที่อยู่กับตนมานานหลายปี เขาจะต้องมุมานะพากเพียร!
นับแต่ออกจากหมู่บ้านตระกูลหลิวจนถึงบัดนี้ เวลาส่วนใหญ่ล้วนหมดไปกับการเดินทาง พอมาถึงเมืองหลวงก็ต้องรีบไปพบกงเหลียงเหลียวอย่างไม่ได้หยุดพัก การเรียนจึงถูกทอดทิ้งมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว
หลิวจี้ค้นหีบหนังสือของตน นำตำราและบันทึกที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ออกมา เปิดหน้าต่าง รับลมยามเช้าที่เย็นสบายเล็กน้อยแล้วท่องตำราในใจเบาๆ
ดื่มด่ำอยู่ในมหาสมุทรแห่งความรู้ ความกังวลทั้งหลายล้วนสลายหายไป จิตใจค่อยๆ ปลอดโปร่งขึ้น อารมณ์ที่กระสับกระส่ายกลับคืนสู่ความสงบ
ขอบฟ้าเริ่มปรากฏแสงสีขาวท้องปลา
อาวั่งและอินเยว่ทยอยตื่นขึ้น อินเยว่กวาดลานบ้าน ทำความสะอาดโรงม้า ส่วนอาวั่งก็เตรียมอาหารเช้าสำหรับทั้งครอบครัว
เสียงอ่านหนังสือของเอ้อร์หลางดังขึ้นเรื่อยๆ ต้าหลางก็ตื่นแล้วเช่นกัน เขาถือกระบี่เล่มเล็กของตนฝึกฝนยามเช้าอยู่กลางลานบ้าน
ซานหลางกับซื่อเหนียงพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ชะโงกหน้ามองดู เห็นว่าในบ้านไม่มีอะไรก็หลับต่ออีก
ในชั่วขณะที่แสงอรุณสาดส่องเข้ามาในลานบ้าน ประตูใหญ่ของห้องปีกตะวันออกก็เปิดออกในที่สุด ฉินเหยาบิดขี้เกียจพลางเดินออกมา
เริ่มจากชี้แนะกระบวนท่าให้ต้าหลางสองสามกระบวนท่า ต่อจากนั้นก็รวบผมทั้งหมดขึ้นมัดเป็นมวยลวกๆ นั่งยองลงใต้ระเบียงทางเดินเพื่อฝึกพละกำลัง ปลุกพลังงานในร่างกายให้ตื่นตัว
สองแม่ลูกฝึกฝนยามเช้าเสร็จสิ้นก็รับประทานอาหารเช้าด้วยความสดชื่นแจ่มใส
“ท่านลุงยังนอนขี้เซาอยู่อีกหรือขอรับ”
ซานหลางขยี้ตาที่ยังปรืออยู่ ในใจแอบยินดี ปรากฏว่าตนไม่ใช่ตัวขี้เกียจคนสุดท้าย
ฉินเหยาพยักหน้ายิ้มๆ “ไปเถิด เรียกเขามากินอาหารเช้า กินเสร็จแล้วพวกเราจะออกไปดูเรือนด้วยกันวันนี้”
พวกเด็กๆ เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “พวกเราก็ไปด้วยได้หรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าเอ่ย “อืม ไปกันทุกคนเลย”
อย่างไรเสียก็มิใช่นางที่ต้องดูแลเด็ก คนยิ่งเยอะยิ่งครึกครื้น
ซานหลางตะโกนอย่างดีใจว่า “โอ้ๆ! ออกไปดูเรือนใหม่กัน~”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ยิ้มจนดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า
ส่วนพี่เลี้ยงเด็กหลิวจี้ที่จะต้องดูแลเด็ก แสงในดวงตาพลันหายวับไปในทันที