ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 664 ดูเรือน
ตอนที่ 664 ดูเรือน
ตะวันสายโด่ง ทั้งครอบครัวก็ออกจากประตูใหญ่ในที่สุด
ฉินเฟิงอดที่จะถอนหายใจอย่างมีความสุขไม่ได้ “ไม่ได้นอนหลับสนิทเช่นนี้มานานแล้ว”
คณะเดินทางเก้าคน ผู้ใหญ่ห้าคน เด็กสี่คน
อินเยว่และอาวั่งกับเด็กสี่คนนั่งรถม้า สองสามีภรรยาฉินเหยาและฉินเฟิงขี่ม้าคนละตัว ดูเหมือนเร่งรีบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสบายๆ มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันตกอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ในเมืองหลวง ตลาดเช่าซื้อบ้านเติบโตเต็มที่มาก มีคนที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ บางคนที่ทำจนใหญ่โตก็เปิดร้านเอง รับผิดชอบติดต่อเจรจาให้ทั้งฝ่ายซื้อและฝ่ายขายโดยเฉพาะ
ร้านค้าตกแต่งอย่างดี ไม่ว่าแขกแบบไหนมาที่ร้าน ลูกจ้างก็จะต้อนรับอย่างกระตือรือร้น ตั้งแต่การเช่าคอกวัวเล็กๆ ไปจนถึงการขายเรือนหลังใหญ่ ขอเพียงมีคนมาก็ไม่ปฏิเสธ
เรื่องที่ใช้เงินจัดการได้ ฉินเหยาย่อมไม่เปลืองสมองให้มากความ ตามฉินเฟิงเข้าไปในร้านเช่าซื้อบ้านที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งตะวันตกโดยตรง
ร้านใหญ่ก็มีข้อดีของร้านใหญ่ พอฟังความต้องการของฉินเหยาจบก็รีบหยิบแบบร่างรือนที่ประกาศขายปึกหนึ่งออกมาให้นางทันที
บนภาพมีแผนผังเรือนที่จ้างจิตรกรมาวัดและวาดโดยเฉพาะ ระบุที่อยู่และขนาดพื้นที่ และยังระบุว่าอยู่ใกล้กับสำนักศึกษาเอกชนหรือร้านค้ามีชื่อเสียงแห่งใดบ้าง
หากละแวกเรือนมีคนดังอาศัยอยู่ก็จะระบุไว้ด้วย
หากอ่านหนังสือไม่ออกก็จะมีลูกจ้างช่วยดูให้ได้ หากถูกใจก็จะพาคนไปดูเรือนจริงทันที
หากรู้สึกพอใจแล้ว ฝ่ายซื้อฝ่ายขายก็นัดเจรจากัน เมื่อตกลงราคากันได้ก็สามารถทำสัญญาซื้อขายให้เสร็จสิ้นได้ทันที ณ ที่นั้น
กระบวนการทั้งหมดนี้ แทบไม่ต่างจากบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบันเลย
กระทั่งบริเวณใกล้ๆ ร้านยังมีร้านแลกเงินที่มีลูกจ้างมานั่งรออยู่ด้วย การกู้ยืมเงินหรือถอนเงินล้วนจัดการได้ในที่เดียว ประสิทธิภาพสูงมาก
แน่นอนว่า พวกปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดก็จะมาเฝ้าจับตาแถวนี้โดยเฉพาะเช่นกัน หลายคนที่รีบร้อนขายเรือนก็จะถูกหลอกไป ใช้เรือนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้ยืมเงินก้อนโตไปพร้อมดอกเบี้ยโหด
ฉินเหยาและฉินเฟิงกำลังคัดเลือกเรือนอยู่ในร้าน หลิวจี้และอาวั่งอินเยว่ก็พาลูกทั้งสี่คนเดินเล่นเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก ดูความคึกคัก
เห็นคนต่างแดนคนหนึ่งกำลังขายเครื่องเทศ หลิวจี้ก็นึกถึงหม้อไฟขึ้นมาทันที
อีกทั้งยังเป็นแบบที่เมียจ๋าเคยบ่นถึง หม้อไฟที่ทั้งหอมทั้งเผ็ดร้อน เอาไว้ลวกเนื้อ กินคู่กับเหล้าอุ่นๆ สักกา ไม่ต้องพูดเลยว่าจะสุดยอดขนาดไหน!
หลิวจี้ลอบกลืนน้ำลายเอื๊อก หยุดยืนอยู่หน้าแผงเครื่องเทศจนขยับขาไปไหนไม่ได้ ให้คนตักยี่หร่า โป๊ยกั๊ก พริกไทยเสฉวนอะไรพวกนั้นให้ตน
คนต่างแดนผู้นั้นมีใบหน้าแบบชาวต่างชาติ แต่กลับพูดภาษาทางการได้คล่องแคล่ว ตะโกนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่มีใครเข้าร้าน ในที่สุดก็เจอลูกค้าคนหนึ่ง เขาห่อเครื่องเทศอย่างคล่องแคล่วพลางเอ่ยชมห้าพ่อลูกว่าหน้าตาดี
คำพูดฟังรื่นหูใครบ้างจะไม่ชอบฟัง หลิวจี้เคลิ้มขึ้นมาทันที เห็นบนแผงยังมีของแห้งอยู่จึงพูดอย่างร่าเริงว่า
“เอาเห็ดหูหนูดำๆ แห้งๆ นี่ให้ข้าอีกหนึ่งชุด ข้าจะเอากลับไปชิมดูว่าอร่อยเหมือนที่เจ้าคุยโม้ไว้หรือไม่”
เจ้าของแผงยิ้มหน้าบาน ชมหลิวจี้มากกว่าเดิม
“ทั้งหมดสี่ตำลึงแปดเฉียนขอรับ” เจ้าของแผงยื่นห่อเครื่องเทศที่ห่อแล้วให้หลิวจี้พลางบอกราคาทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม
หลิวจี้รับของมาพลางตบไหล่อาวั่งอย่างเป็นธรรมชาติ “เอาเงินให้เขา”
อาวั่ง “ข้าไม่มีเงิน”
หลิวจี้จิ๊ปากใส่เขาครั้งหนึ่ง ก็ได้ ข้านายท่านผู้นี้จ่ายเอง
ยื่นมือไปคลำถุงเงินที่เอว เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เพื่อสืบข่าววางท่าเป็นเศรษฐีเลยเอาเงินไปเลี้ยงน้ำชาคนอื่นหมดแล้ว
เขาหยิบเศษเงินสองตำลึงออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่งสัญญาณให้เจ้าของแผงรอสักครู่ ฝากลูกไว้ให้อินเยว่และอาวั่งดูแลแล้วก็ก้าวฉับๆ เข้าไปในร้านนายหน้าแห่งนั้น
“เมียจ๋า ข้าซื้อเครื่องเทศมาหน่อยหนึ่ง ตอนเย็นพวกเรามาต้มหม้อไฟหม่าล่ากินกัน แต่ยังขาดเงินอีกห้าตำลึง”
หลิวจี้อาศัยจังหวะที่ฉินเหยากำลังดูแบบแปลน ใช้มือบังหน้ากระซิบข้างหูนางอย่างอาจหาญและมั่นใจ
ฉินเหยาไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ เพียงเปล่งเสียงออกมาจากปากเบาๆ คำหนึ่งว่า “ไสหัวไป”
หลิวจี้ “ได้เลย”
ผู้รู้จักกาลเทศะคือยอดคน!
ฉินเฟิงมองตามหลิวจี้เดินออกจากร้านไปยังแผงเครื่องเทศแล้วมองฉินเหยาอย่างสงสัย “มีอะไรหรือ”
ฉินเหยายิ้มบางๆ “ไม่มีอะไร พวกเขาซื้อเครื่องเทศ ตอนเย็นพวกเรากินหม้อไฟกัน รสหม่าล่า”
พูดจนนางชักจะอยากกินขึ้นมาบ้างแล้ว หลิวจี้ปรุงน้ำซุปหม้อไฟได้ดีมาก ไม่ต่างจากที่นางเคยกินที่ร้านหม้อไฟในชาติก่อนเลย
นางชี้ไปที่แบบแปลนเรือนสองหลังที่เพิ่งเลือกออกมาแล้วพูดกับลูกจ้างในร้าน “เอาสองหลังนี้แล้วกัน ตอนนี้ไปดูได้เลยหรือไม่”
ลูกจ้างรับภาพมาดู เป็นเรือนสามลานเรือนขนาดเล็กสองหลัง หลังหนึ่งตั้งอยู่ที่ตรอกซิวสิง อีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ที่ตรอกควานเจิ้ง
แห่งแรกอยู่ติดกับตรอกเจิ้งผิงซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ส่วนอีกหลังอยู่บนถนนสายหลักที่เข้าเมืองทางประตูเป่ยติ้ง อยู่ทางทิศตะวันตกของตรอกเจิ้งผิง ทั้งสองแห่งคั่นกันเพียงตรอกเดียว
พอมองไปนอกร้านอีกครั้ง เห็นห้าพ่อลูกที่พาลูกสี่คนเดินเตร่ไปมาอยู่บนถนน ลูกจ้างก็พอจะคาดเดาในใจได้
ครอบครัวนี้มีลูกมาก เรือนที่เลือกไม่ดูราคา ดูเพียงทำเลที่ตั้งและผังเรือนว่าถูกต้องตามแบบแผนหรือไม่ ดูแล้วก็น่าจะมีทรัพย์สินอยู่พอสมควร สิ่งเดียวที่ใส่ใจก็น่าจะเป็นทรัพยากรด้านสถานศึกษา
“ฮูหยินอยากได้เรือนที่อยู่ใกล้กับสำนักศึกษาและทำเลที่ตั้งก็ยังเงียบสงบด้วยใช่หรือไม่ขอรับ” ลูกจ้างยิ้มถามหยั่งเชิง
เห็นฉินเหยาพยักหน้าก็ชมนางว่าสายตาดี เรือนสองหลังที่เลือกมาล้วนตรงตามความต้องการของนาง
แต่ลูกจ้างกลับแนะนำตรอกควานเจิ้งมากกว่า
“ทำไมหรือ” ฉินเหยาเอ่ยถาม
ลูกจ้างกล่าว “หนึ่งคือเรือนที่ตรอกควานเจิ้งค่อนข้างใหม่กว่า สองคือเพื่อนบ้านที่ตรอกควานเจิ้งคบหาง่ายกว่า สามคือในย่านนี้มีสำนักศึกษาเอกชนดีๆ อยู่แห่งหนึ่ง ราคาก็คุ้มค่ากว่าด้วย”
ต่อให้ลูกค้าไม่ขาดเงิน แต่หากประหยัดเงินได้สักหน่อยใครบ้างจะไม่ยินดี?
ข้อแรกกับข้อสามฉินเหยาไม่มีอะไรจะพูด ข้อมูลนี้มีเขียนไว้บนแบบเรือนอยู่แล้ว ที่นางคัดเลือกมาก็เพราะสองข้อนี้
แต่ข้อสองนั้น หมายความว่าอย่างไร
ลูกจ้างในร้านไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เพียงแค่พาพวกนางไปดู ดูแล้วก็จะรู้เอง
หลิวจี้ซื้อเครื่องเทศเสร็จแล้ว เพราะเงินไม่พอจึงคืนเห็ดหูหนูดำไป ยังขาดอีกสามเฉียน ต้าหลางทนดูไม่ได้ ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกระทุ้งแขนเอ้อร์หลาง
เอ้อร์หลางมองค้อนบิดาบังเกิดเกล้าอย่างไม่พอใจนักแล้วควักเงินสามเฉียนที่ขาดไปออกมา
หลิวจี้กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เดี๋ยวข้าคืนให้ ทำเป็นขี้เหนียวไปได้!”
เอ้อร์หลางจึงแค่นเสียง ไม่มองค้อนเขาอีก อย่างไรเสียหม้อไฟลวกเนื้อหอมกรุ่นนั้น เขาเองก็อยากกินเหมือนกัน
เรือนสองแห่งที่ฉินเหยาเลือกอยู่ไม่ไกล อยู่แถวนี้เอง ทั้งครอบครัวจึงตามลูกจ้างไปดูเรือนที่ตรอกซิวสิงก่อน
ระหว่างทางผ่านประตูใหญ่ของสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน หลิวจี้กับลูกทั้งสี่คนมองอยู่นาน นี่คือสถานศึกษาชั้นสูงสุดของแคว้นเซิ่ง
บัณฑิตทั่วใต้หล้า ไม่มีใครไม่โหยหา
เดินจากหน้าประตูใหญ่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยนไปทางเหนือ ไม่นานก็ถึงจุดหมาย
เพื่อนบ้านต่างก็รู้ว่าเรือนนี้จะขาย พอเห็นมีคนมาดูก็พากันยื่นหน้าออกมาดูอย่างใคร่รู้
แต่การแต่งกายของคนเหล่านี้ ดูแล้วหากไม่ใช่หญิงรับใช้ก็เป็นบ่าวชาย ไม่มีเจ้านายปรากฏตัวเลยสักคน
อาวั่งรออยู่ข้างนอกเพื่อเฝ้ารถม้าและม้าก็มีบ่าวชายสองคนเดินเข้ามาสอบถามเขา
“นี่ นายท่านของพวกเจ้าทำงานอะไรหรือ”
“นี่เป็นเรือนของชุยป๋อซื่อ นายท่านของพวกเจ้าก็รับตำแหน่งในสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนด้วยใช่หรือไม่”
มีหญิงรับใช้ส่ายหน้าอยู่ไกลๆ “ข้าดูแล้วไม่น่าใช่ สำเนียงของครอบครัวพวกเขาเหมือนคนต่างถิ่น…”
“เห็นเด็กเล็กๆ พวกนั้นหรือไม่ ข้างกายก็ไม่มีบ่าวรับใช้คอยรับใช้ ไม่เหมือนคุณหนูคุณชายอะไรเลย จะซื้อเรือนหลังใหญ่เช่นนี้ไหวหรือ จิ๊จิ๊จิ๊~”