ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 665 ไม่กีดกันคนนอก
ตอนที่ 665 ไม่กีดกันคนนอก
อาวั่งตวัดสายตารำคาญใจไปยังเหล่าหญิงรับใช้ที่จับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ไกลๆ
หลายคนตกใจกับสายตาของเขา เสียงจึงเบาลงเล็กน้อย แต่ก็ยังปักใจเชื่อว่าครอบครัวนี้ไม่มีตำแหน่งราชการใดๆ มุมปากจึงบิดเบ้ แสดงความดูแคลนอย่างยิ่ง
ส่วนบ่าวชายสองคนที่ยืนล้อมอยู่เบื้องหน้าเพื่อซักถาม อาวั่งก็เมินพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง เขาตบศีรษะม้าแล้วควักถั่วเหลืองกำมือหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเพื่อป้อนเหล่าหวง
บ่าวชายทั้งสองนึกไม่ถึงว่าจะมาเจอคนปากหนักเข้าให้จึงแค่นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์สองคราแล้วผละจากไป จากนั้นก็ไปยืนชะเง้อคอมองเข้าไปในประตูใหญ่ของเรือนชุยป๋อซื่อ
ทว่ายังไม่ทันได้มองสักสองแวบ กลุ่มคนก็เดินออกมาแล้ว
ฉินเหยากวาดตามองไปอย่างเย็นชา บทสนทนาจ้อกแจ้กจอแจด้านนอกประตูนางได้ยินชัดเจนทุกคำ สายตาที่กวาดมองบ่าวชายทั้งสองนั้นจึงยิ่งเฉียบคม
บ่าวชายทั้งสองสบสายตานางเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว หัวใจก็เต้นโครมครามอย่างแรง รีบหลบไปยืนอยู่ข้างๆ แต่ไกล ลอบบ่นพึมพำ คนอะไรกัน พวกเขาแค่มองแวบเดียวก็ทำท่าทางดุร้ายถึงเพียงนี้ หรือจะเป็นโจรป่า!
อย่าได้ถูกใจเรือนของชุยป๋อซื่อเลยนะ หากต้องเป็นเพื่อนบ้านกับคนเช่นนี้ นายน้อยและคุณหนูของบ้านตนคงต้องคอยระแวดระวังโจรขโมยและการปล้นชิงเป็นแน่
“ไปดูหลังถัดไปเถิด” ฉินเหยาเอ่ยกับลูกจ้างที่พามาดูเรือน
พลางเงยหน้ามองเหล่าบ่าวชายและหญิงรับใช้ที่ส่งเสียง ‘จิ๊จิ๊’ และมีสายตาดูถูกคนที่อยู่รอบๆ ในใจพลอยเข้าใจขึ้นมาเลาๆ แล้วว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ลูกจ้างถึงได้มีท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ
ทุกคนจึงพากันย้ายไปยังตรอกควานเจิ้ง
โครงสร้างของเรือนทั้งสองหลังนี้ความจริงแล้วใกล้เคียงกัน หลังที่อยู่ในตรอกควานเจิ้งนี้ดูใหม่กว่าจริงๆ ด้วย ในลานบ้านยังขุดบ่อน้ำไว้แล้ว ตักน้ำใช้ก็สะดวก
เครื่องเรือนต่างๆ เจ้าของเดิมก็ทิ้งไว้ให้มากมาย ทว่าดูแล้วไม่หรูหราสวยงามเท่าเรือนในตรอกซิวสิง ลานบ้านก็มิได้มีการซ่อมแซมแต่อย่างใด ดูรกมาก โดยรวมแล้ว ความสวยงามสู้หลังที่แล้วไม่ได้
แต่นี่ล้วนเป็นเรื่องรอง สุนทรียศาสตร์ความงามนั้นแล้วแต่คนมอง ไม่ชอบก็ยังแก้ไขเองได้
เรือนแบบสามลานขนาดเล็กนี้ รวมห้องด้านหน้าและด้านหลังแล้วมีทั้งหมดสิบสองห้อง ห้องมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก
สุดท้ายเรือนในลานส่วนที่สามนั้น ด้านในยังถูกแบ่งออกเป็นสองลานเล็กๆ ที่เป็นอิสระจากกัน ฉินเหยาชอบการออกแบบนี้เป็นพิเศษ
เด็กๆ ค่อยๆ โตขึ้น วันหน้าในบ้านย่อมไม่ได้มีเพียงแค่คนเท่านี้ ถึงตอนนั้นแยกกันอยู่เป็นสัดส่วนก็จะช่วยให้สบายใจไปได้ไม่น้อย
ห้องที่เหลือ แต่ละห้องมีแสงสว่างส่องถึง เพียงแต่ลานบ้านเล็กไปหน่อย ไม่ได้แยกเป็นสัดส่วน กำแพงลานบ้านอยู่ติดกับเพื่อนบ้านซ้ายขวา
“นี่มันสะดวกแก่การแอบฟังคนอื่นจริงๆ” หลิวจี้หัวเราะแหะๆ วิญญาณแห่งการซุบซิบนินทาลุกโชน
เด็กๆ เริ่มจะเหนื่อยกันแล้ว เรือนเหล่านี้หน้าตาคล้ายๆ กันหมด ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เป็นพิเศษ ดูไปหลายหลังความตื่นเต้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
ฉินเหยาให้หลิวจี้และอาวั่งพาพวกเขาออกไปเดินเล่น ส่วนตนเองกับฉินเฟิงและอินเยว่อยู่ต่อ ตรวจสอบทีละห้องว่ามีที่ใดชำรุดเสียหายหรือไม่
พอเห็นท่าทีของนาง ลูกจ้างก็พอจะคำนวณในใจได้แล้ว หากไม่ถูกใจย่อมไม่ตรวจดูละเอียดถึงเพียงนี้
แต่พอเห็นพวกฉินเหยาทั้งสามคนสำรวจอย่างละเอียดยิบ เขาก็อดที่จะเครียดขึ้นมาไม่ได้
ฉินเหยาชี้ไปที่คานห้องโถงของเรือนหลังแรก “คานไม้นี้ใช้วัสดุอะไรหรือ”
ลูกจ้างตอบทันที “ไม้เถี่ยลี่ขอรับ ทนทานต่อการผุกร่อนและแมลง เป็นวัสดุชั้นเยี่ยม แข็งแรงมาก”
“บ่อน้ำนี้ก็ไม่มีรั้วกั้นอะไรเลย โล่งเตียนแบบนี้หากมีเด็กตกลงไปจะทำอย่างไร” อินเยว่ยืนอยู่ข้างบ่อน้ำพลางส่ายหน้าไม่หยุด
ลูกจ้างรีบพูด “แม่นางอย่ากังวล บ่อน้ำนี้สะอาดอย่างแน่นอน อีกอย่าง รั้วกั้นไม่ใช่เรื่องง่ายหรือ ท่านค่อยหาอิฐมาก่อล้อมรอบก็สิ้นเรื่องแล้ว”
ฉินเฟิงเดินไปที่ประตูหลัง มองลูกจ้างอย่างไม่พอใจ “โรงม้าผุพังขนาดนี้ เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอก”
ลูกจ้างยิ้มขื่น “บ้านในเมืองหลวงนี้ ในสิบหลังมีอยู่แปดหลังที่เลี้ยงม้า บ้านนี้เดิมทีก็เลี้ยง แต่เพราะเหม็นเลยเปลี่ยนไปนั่งเกี้ยวเลยปล่อยโรงม้าทิ้งร้าง แต่โรงม้าเพิงนี้สร้างไว้แข็งแรงมาก ซ่อมแซมหลังคาสักหน่อยก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
“เงินค่าซ่อมแซมนี้ใครจะออกเล่า” ฉินเฟิงไล่ถามต่อ
เขามีเงิน แต่เงินที่ตนไม่ควรออกแม้แต่เหวินเดียวก็อย่าหวังว่าจะได้จากเขา
ลูกจ้างกำลังลำบากใจอยู่พอดี ทางฝั่งฉินเหยาก็เจอปัญหาอีก บอกว่าท่อระบายน้ำทางฝั่งลานเรือนส่วนที่สองนั้นอุดตัน หากไม่ทะลวงให้ดี นี่ก็จะถึงฤดูฝนแล้ว หากน้ำท่วมเรือนจะทำอย่างไร
ลูกจ้างถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ทุกท่านอย่าเพิ่งใจร้อนไป เดี๋ยวข้ากลับไปต่อรองกับเจ้าของเรือน ราคานี้น่าจะยังลดได้อีกหน่อย เอาแบบนี้พรุ่งนี้นัดเจ้าของเรือนมาพูดคุยกันดีเลยหรือไม่”
ฉินเหยาและฉินเฟิงสบตากัน “ตกลง!”
ลูกจ้างนึกยินดีอยู่ในใจ ดูท่าแล้วลูกค้าจะพอใจเรือนหลังนี้ไม่น้อย
แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉินเหยาพอใจที่สุดไม่ใช่เรือน แต่เป็นสภาพแวดล้อมโดยรอบ นั่นคือไม่ต่อต้านคนนอก
เรือนที่นี่มีทั้งหลังเล็กและหลังใหญ่ มีทั้งที่อยู่กันแบบครอบครัวเดี่ยวและมีทั้งแบบที่หลายครัวเรือนเช่าอยู่ร่วมกันในลานบ้านขนาดใหญ่
เดินเข้ามาในตรอก ตลอดทางเรือนส่วนใหญ่ล้วนเปิดประตูใหญ่ทิ้งไว้
มีสตรีสูงวัยที่นั่งเลือกผักอยู่ริมประตู พอเห็นคนหน้าใหม่เข้ามาก็จะเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น
“มาทำอะไรหรือ”
“อ้อ มาดูเรือนหรือ เรือนหลังนั้นแผนผังดีจริงๆ”
เดินในตรอกไม่กี่ก้าวก็จะได้พบกับเหล่าสะใภ้และหญิงรับใช้ที่กระตือรือร้นและช่างซักถามเช่นนี้ ในแววตามีความอยากรู้อยากเห็นและพินิจพิจารณา เพียงแต่ไม่มีแววตาที่ถือว่าตนสูงส่งกว่าและดูถูกดูแคลน
เพราะประตูใหญ่ส่วนมากเปิดอยู่ ทำให้มองเห็นสถานการณ์ของแต่ละบ้านได้ในแวบเดียว สภาพความเป็นอยู่ดีกว่าทางฝั่งตรอกหย่งทงมาก
เมื่อเทียบกับตรอกหย่งทงที่เรือนของฉินเฟิงตั้งอยู่ในตอนนี้ ผู้คนทางฝั่งตรอกควานเจิ้งนี้แต่งกายเรียบร้อย เสื้อผ้าสีสันสดใสก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
ในเรือนมีคนที่ไม่ต้องออกไปทำงานข้างนอกคอยอยู่ดูแลงานบ้าน ยังมองเห็นเด็กเล็กๆ ถือผลไม้ตามฤดูกาลและขนมน้ำตาลปั้นกินเล่น มิอาจกล่าวได้ว่าร่ำรวยเพียงใด แต่อย่างน้อยก็คงพอมีพอกิน
เพื่อนบ้านเหล่านี้มีสำเนียงพูดจากหลากหลาย กว่าครึ่งล้วนมาจากต่างถิ่น อาศัยอยู่ร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่นได้อย่างกลมเกลียวอย่างยิ่ง
ตอนที่สองพี่น้องฉินเหยาดูบ้านเสร็จและเดินออกมาพร้อมกับลูกจ้าง หลิวจี้ก็พาเด็กทั้งสี่เข้าแทรกซึมไปในกลุ่มป้าๆ ที่กำลังซุบซิบกันอยู่หน้าแผงขายผลไม้ได้สำเร็จแล้ว
ในมือของฝาแฝดแต่ละคนถือลูกหลีที่ใครให้มาก็ไม่รู้คนละลูก กำลังเล่นอยู่กับเด็กเล็กวัยสามสี่ขวบที่ยังไม่เข้าสำนักศึกษาอยู่ข้างๆ
หลิวจี้และต้าหลางเอ้อร์หลางสามคนพ่อลูกกำลังถูกกลุ่มป้าๆ และท่านยายล้อมวง มองดูหลิวจี้แนะนำว่าลูกชายทั้งสองของเขาฉลาดหลักแหลมและมีความสามารถเพียงใด
“ต้าหลาง มานี่ แสดงท่ากระเรียนทองยืนขาเดียวให้พวกป้าๆ ดูหน่อย!”
“เอ้อร์หลาง เจ้าเพิ่งท่องบทกวีของโจโฉได้ไม่ใช่หรือ ไปสิ ไปแสดงเสียงอันไพเราะให้พวกท่านยายฟังหน่อยสิ!”
ต้าหลางมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ทว่ายังต้องพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา กางแขนทั้งสองข้าง ยกขาซ้ายขึ้น ยืนด้วยขาขวาเพียงข้างเดียว ทำท่ากระเรียนทองยืนขาเดียว
หลิวจี้ผลักเอวเขาเบาๆ แต่เด็กหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อน มั่นคงราวกับรากไม้แก่ที่หยั่งรากลึกลงไปในดิน
เหล่าป้าๆ และท่านยายต่างแสดงสีหน้าตื่นตาตื่นใจแล้วปรบมืออย่างตื่นเต้น “ดี! ดี! ดี!”
พี่ชายแสดงไปแล้วแล้วน้องชายเล่า
สายตาคาดหวังของทุกคนจับจ้องไปที่ร่างของเอ้อร์หลาง
หนุ่มน้อยมุมปากกระตุก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วไพล่มือไว้ด้านหลัง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยสี่สิบห้าองศา มองไปยังท้องฟ้า
“สุราตั้งอยู่เบื้องหน้าควรขับขานบทเพลงร่วมกับมัน ชีวิตคนเรานั้นสั้นนักจะยืนยาวได้สักเพียงใดกันเล่า เปรียบดั่งหยาดน้ำค้างยามอรุณที่เพียงชั่วครู่ก็สลายไปกับแสงตะวัน วันคืนที่ล่วงผ่านล้วนขมขื่นและยากจะหวนคืนอีก…”
เหล่าป้าๆ และหญิงรับใช้มองหน้ากันไปมา แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่กลับรู้สึกว่าสุดยอดไปเลยไม่ใช่หรือ
“นายท่านหลิว ลูกชายสองคนของท่านนี้อบรมสั่งสอนมาได้ดีจริงๆ”
“พวกท่านจะย้ายมาเมื่อไร ถึงตอนนั้นข้าจะให้เจ้าเด็กที่บ้านข้ามาเรียนรู้กับเอ้อร์หลางบ้านท่านเยอะๆ”
“ใช่ๆ ยังมีเจ้าเด็กบ้านข้าอีก วันๆ เอาแต่รำดาบฟันกระบี่ กำลังกลุ้มว่าไม่มีสหายฝึกวรยุทธ์ด้วยกันอยู่พอดี…”
หลิวจี้รับมืออย่างคล่องแคล่ว ““ที่ไหนกัน ที่ไหนกัน อีกไม่นานแล้วๆ”