ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 666 หม้อไฟหม่าล่า
ตอนที่ 666 หม้อไฟหม่าล่า
ลูกจ้างมองหลิวจี้ที่กำลังรับมือกับทางนั้นอย่างคล่องแคล่วแล้วหันกลับมามองสองพี่น้องฉินเหยาที่อยู่ข้างกาย “ไม่นึกเลยว่านายท่านหลิวจะ…เป็นกันเองถึงเพียงนี้”
สองพี่น้อง “…”
ต้าหลางและเอ้อร์หลางที่กำลังถูกเหล่าป้าๆ ท่านยายล้อมรอบ พอเห็นท่านแม่และท่านลุงที่อยู่นอกกลุ่มคนก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบหลบหลีกเหล่าป้าๆ ท่านยายที่พยายามยื่นมือมาคว้าตัวแล้ววิ่งมาทางนี้
“ท่านแม่!” สองพี่น้องต่างก็รู้สึกน้อยใจและไม่พอใจอยู่บ้าง
ฉินเหยาลูบหัวพวกเขาพลางยิ้ม อารมณ์ของสองพี่น้องจึงค่อยดีขึ้น
หลิวจี้หันกลับไปมอง เห็นเมียจ๋าออกมาแล้วก็รีบประสานมือคารวะเหล่าเพื่อนบ้านที่กระตือรือร้นเหล่านี้
“เหล่าพี่สะใภ้ทั้งหลาย ไว้พวกเราค่อยคุยกันใหม่ ขอตัวก่อน”
ทุกคนต่างกล่าวรั้งไว้ตามมารยาทสองสามประโยคพลางพยักหน้าให้ฉินเหยาอย่างเป็นมิตร
มีสามีที่น่าสนใจเช่นนี้ ภรรยาของบ้านนี้ก็น่าจะเป็นคนนิสัยดี พวกนางต่างตั้งตารอการมาถึงของนางมาก
ฉินเหยายิ้มพลางพยักหน้า ตอบรับความกระตือรือร้นของทุกคน หลังจากตกลงกับลูกจ้างเรียบร้อยแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปพบเจ้าของเรือนเพื่อต่อรองราคาก็พาครอบครัวจากไป
ยามโพล้เพล้แล้ว สำนักศึกษาเอกชนในตรอกควานเจิ้งเลิกเรียนแล้ว เหล่านักเรียนต่างจับกลุ่มกันสองสามคนวิ่งออกมาจากสำนักศึกษา หัวเราะคิกคักหยอกล้อกันระหว่างทางกลับบ้าน ช่างเป็นบรรยากาศที่คึกคักเสียจริง
บรรยากาศเช่นนี้ที่ห่างหายไปนาน ทำให้พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่เกาะหน้าต่างรถม้ามองดูด้วยความอิจฉา
พลางแอบคาดหวังว่า หากได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ จะมีเรื่องราวน่าสนใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ระหว่างทางกลับเรือน หลิวจี้ซื้อพริกมาได้ หม้อไฟหม่าล่าจึงถูกจัดเตรียมขึ้นทันที
ใส่น้ำมันร้อนลงในกระทะ ผัดเครื่องเทศให้หอม จากนั้นใส่พริกลงไปผัด กลิ่นหอมยั่วยวนที่ยากจะบรรยายก็ลอยอบอวลออกมา อาวั่งและอินเยว่ที่ช่วยงานอยู่ข้างๆ ต่างจามไปพลางแอบกลืนน้ำลายไปพลาง
เนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ ถูกอาวั่งแล่เป็นชิ้นบางๆ หมักด้วยเหล้าปรุงอาหารและซีอิ๊วให้เข้าเนื้อเสียก่อน จากนั้นจัดเรียงลงในจานกระเบื้องสีขาว เนื้อสีแดงสดเบ่งบานในจานกระเบื้องสีขาวราวกับดอกไม้
ที่บ้านคนเยอะจึงแล่เนื้อหมูไว้ห้าจานใหญ่
นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีกหลายอย่างที่อินเยว่ล้างเตรียมไว้ จัดวางไว้เต็มโต๊ะตัวใหญ่
ฉินเหยาและฉินเฟิงก็ไม่ได้อยู่เฉย ก่อเตาถ่านจนไฟลุกโชน
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โต๊ะไม้เสียหายจึงวางอิฐสามก้อนไว้บนโต๊ะแล้วจึงวางเตาถ่านที่ไฟลุกโชนไว้ด้านบน
“หลีกทางๆ! น้ำแกงหม้อไฟมาแล้ว!”
หลิวจี้ตะโกนขึ้นหนึ่งเสียง ทุกคนที่ล้อมอยู่หน้าโต๊ะก็รีบหลีกทางให้ น้ำแกงหม้อไฟคือตัวเอกของค่ำคืนนี้
น้ำมันพริกสีแดงฉานหอมกรุ่นหนึ่งหม้อถูกวางลงบนเตาถ่านอย่างมั่นคง ด้านบนโรยด้วยต้นหอมสีขาวเขียวสองสามท่อนที่ช่วยเพิ่มความหอมและยังมีพุทราแดง ดูแล้วช่างน่ากินนัก
พวกต้าหลางสี่พี่น้องตักข้าวสวยที่หุงเสร็จแล้วยกขึ้นโต๊ะ วางตะเกียบเรียบร้อย อินเยว่ก็นำเหล้าที่ซื้อมาเมื่อวานแต่ยังไม่ทันได้ดื่มออกมาจากบ่อน้ำ ครบองค์!
ม่านราตรีโรยตัวลงมา ภายในห้องโถงใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงเทียน ทั้งครอบครัวต่างก็นั่งล้อมวงอยู่หน้าโต๊ะหม้อไฟ
เด็กๆ กินเนื้อคำหนึ่ง ซดน้ำแกงไปคำหนึ่ง กระซิบกระซาบ พูดคุยกันด้วยภาษาที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
ส่วนผู้ใหญ่ก็ดื่มสุราหนึ่งคำ กินเนื้อหนึ่งคำ พูดคุยถึงความคาดหวังต่ออนาคตอย่างออกรส
กระแสธารแห่งความอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในหัวใจของทุกคน อบอวลจนทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัวราวกับกำลังแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนแห่งความสุข
ฉินเฟิงมองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบานตรงหน้าเหล่านี้ เขาไม่อยากจากไปเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่อยากให้น้องสาวและครอบครัวย้ายออกไป
“ถ้าอย่างไรพวกเราทั้งครอบครัวก็อยู่ที่นี่กันเลยเถอะ” ฉินเฟิงดื่มเหล้าไปสองจอก น้ำเสียงของเขาฟังดูแหบพร่าเล็กน้อย
ฉินเหยาเพียงแค่ยิ้ม ฉินเฟิงก็รู้ว่าสิ่งที่ตนเองพูดนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เขาถอนหายใจเบาๆ ในใจยิ่งรู้สึกขมขื่น
“พี่เขย กินเนื้อ” หลิวจี้คีบเนื้อหมูสามชั้นที่เพิ่งลวกสุกขึ้นมาใส่ลงในถ้วยของฉินเฟิง ทำท่าสนิทสนมราวพี่น้อง โอบไหล่อีกฝ่ายไว้พลางยิ้มเผล่กล่าวว่า
“ต่อไปที่บ้านจะเก็บห้องไว้ให้พี่เขยห้องหนึ่งเสมอ ท่านอยากจะมาเมื่อไรก็มาเมื่อนั้น จะอยู่ไปชั่วชีวิตไม่ไปไหนเลยก็ได้ ขอเพียงท่านมีความสุข!”
เขาช่างรู้จักยืมดอกไม้ไหว้พระเสียจริง ไม่ต้องเสียเงินสักเหวิน ยังได้ความดีความชอบไปอีกด้วย
แถมความดีความชอบนี้ เขายังขายมันได้ถูกจุดโดนใจคนพอดี ฉินเฟิงพลันยินดีเป็นล้นพ้น ตบหลังของหลิวจี้แรงๆ แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น “ดี น้องเขย พี่มองเจ้าไม่ผิดจริงๆ!”
หลิวจี้ยกจอกที่เต็มไปด้วยเหล้าขึ้น ลุกพรวดขึ้นยืน “พี่เขย น้องเขยขอคารวะท่านหนึ่งจอก!”
“ดี!” ฉินเฟิงก็ถูกกระตุ้นจนฮึกเหิมขึ้นมา ไม่ต้องใช้จอกสุราแล้ว คว้ากาเหล้าขึ้นมาจะดื่มกับเขาเลย
ฉินเหยามองบุรุษสองคนที่กำลังประลองเหล้ากันตรงหน้าอย่างพูดไม่ออก เป็นไปตามคาด เสียง “ตุบ ตุบ” สองเสียงหนักๆ ดังขึ้น ทั้งคู่ก็ล้มฟุบลงบนโต๊ะอาหารพร้อมกัน
นางค่อยๆ ยกกาเหล้าที่ยังเหลืออยู่ครึ่งกาขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด เช็ดปากแล้วเรอออกมาอย่างพึงพอใจหนึ่งทีจึงค่อยเรียกอาวั่งให้มาพยุงไก่อ่อนสองคนบนโต๊ะนี้กลับไปส่งที่ห้องของแต่ละคน
ฉินเฟิงคอแข็งพอสมควร ไม่ได้เมาจนไม่รู้เรื่องรู้ราว ฉินเหยาเพิ่งจะพยุงเขาขึ้นมา เขาก็ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย ปากแข็งยิ่งกว่าเหล็กเส้น “ข้าไม่เมา น้องสาวเจ้าปล่อยข้า ข้าเดินเองได้”
แต่ความจริงแล้วเท้าของเขากลับพันกันแล้ว เดินเป๋ไปเป๋มา เริ่มใช้ฝีเท้าท่องคลื่นเสียแล้ว
ถึงกระนั้น ความอยากเอาชนะก็ยังไม่ลดลง หันกลับไปมองหาร่างของน้องเขยสุดที่รักของเขา พอเห็นหลิวจี้ที่ถูกอาวั่งแบกขึ้นบ่านอนตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนเส้นบะหมี่ หลับครอกฟี้ไปแล้วก็หัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า” ออกมาอย่างลำพอง
ฉินเหยาแอบบ่นในใจ เด็กน้อยจริงเชียว
แต่สีหน้ากลับเรียบเฉย ยกมือขึ้นปิดปากฉินเฟิงที่กำลังหัวเราะไม่หยุด เสียงเขาดังจนนางปวดหูไปหมด
หลิวจี้เจ้าไก่อ่อนนั่น เช้าวันต่อมาก็ลุกจากเตียงไม่ขึ้นเลย
ฉินเฟิงกลับฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี เพียงแต่เมื่อนึกถึงพฤติกรรมโง่ๆ ของตนเองเมื่อคืนนี้ พอสบเข้ากับสายตาล้อเลียนของฉินเหยา ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเป็นพักๆ
สองพี่น้องออกไปข้างนอกด้วยกัน ไปพบเจ้าของเรือนที่ฝั่งตะวันตก ทั้งสองฝ่ายต่อรองราคากันอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ตกลงซื้อขายกันที่ราคาห้าพันแปดร้อยตำลึง
จ่ายเงินและรับมอบโฉนดกัน ณ ที่นั้น ฉินเฟิงเป็นคนจ่ายเงิน เจ้าของเรือนเขียนชื่อของฉินเหยา โฉนดบ้านก็มอบให้นางเก็บรักษาไว้
ครั้งนี้ฉินเหยาไม่ได้พูดอะไร ถือเสียว่าช่วยพี่ชายดูแลเรือนหลังนี้ไว้ เผื่อวันใดฉินเฟิงตกอับ อย่างน้อยเรือนหลังนี้ก็ยังพอมีค่าหลายพันตำลึง
ต่อมาฉินเฟิงก็ใช้เงินอีกแปดพันตำลึงซื้อร้านค้าทำเลดีติดถนนในเมืองทิศใต้อีกสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นตึกเล็กสองชั้น อีกห้องหนึ่งเป็นร้านค้าชั้นเดียวขนาดกลาง
ร้านค้าทั้งสองห้องนี้มีผู้เช่าอยู่แล้ว ซื้อปุ๊บก็สามารถเก็บค่าเช่าได้ปั๊บ
เดิมทีเขายังอยากจะซื้อไร่นาอีก แต่ว่าไม่ทันเสียแล้ว ฉินเฟิงอยู่ที่เมืองหลวงนานหลายวันขนาดนี้ หากยังไม่ไปอีกก็จะไม่ทันเรือที่จะไปเมืองซูแล้ว
วันที่ฉินเฟิงจากไป สองสามีภรรยาฉินเหยาพาลูกๆ ไปส่งเขาถึงท่าเรือด้วยตนเอง มองดูเขาขึ้นเรือจนกระทั่งเรือแล่นจากไปแล้วจึงค่อยกลับ
สองพี่น้องนัดกันไว้ว่าปีนี้จะฉลองปีใหม่ด้วยกันที่เมืองหลวง คิดว่าปลายปีจะได้กลับมาพบกันอีก ความเศร้าโศกจากการจากลาก็จางลงไปมาก
ฉินเฟิงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ครั้งนี้พอถึงเมืองซูก็จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเยียนหงทันที
หลังจากเดินทางค้าขายกับท่านลุงเจ็ดเที่ยวนี้เสร็จสิ้น เมื่อกลับถึงเมืองวั่งเฉิง เขาจะต้องใจแข็งกำจัดศัตรูที่คอยจ้องเหมืองเกลือของตนเองทางฝั่งเมืองวั่งเฉิงให้สิ้นซาก
จะได้เข้าเมืองหลวงมาฉลองปีใหม่กับครอบครัวของน้องสาวอย่างสบายใจ
ทอดสายตามองออกไปไกล เมืองหลวงถูกหมอกหนาที่ลอยขึ้นมาจากทะเลบดบังไว้แล้ว ร่างของคนที่เขามองหาได้กลายเป็นจุดดำเล็กๆ ที่เล็กยิ่งกว่ามด พอเผลอไผลไปชั่วขณะก็คลาดสายตาไป ปะปนอยู่ในกลุ่มจุดดำเล็กๆ จนไม่อาจแยกแยะได้อีก