ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 667 เพื่อนบ้านใหม่
ตอนที่ 667 เพื่อนบ้านใหม่
หลังจากส่งฉินเฟิงไปแล้ว คนที่บ้านก็เซื่องซึมไปสองวัน
แต่ไม่นานทั้งแปดชีวิตในครอบครัวก็ทุ่มเทให้กับการจัดบ้านใหม่แทน
รางระบายน้ำที่อุดตันต้องทะลวง คอกม้าที่พังก็ต้องซ่อมแซมใหม่และบ่อน้ำในลานบ้านก็ต้องก่ออิฐล้อมรอบ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแบ่งพื้นที่ต่างๆ ภายในเรือน
เรือนหลังนี้ไม่ใช่การอยู่อาศัยเพียงชั่วคราว ทุกคนในครอบครัวต่างก็มีความเห็นตรงกันว่าจะตั้งรกรากในระยะยาว สามถึงห้าปีเป็นอย่างต่ำ
ดังนั้นฉินเหยาจึงไม่ทำแบบขอไปทีแม้แต่น้อย
พื้นที่ใช้งานส่วนต่างๆ ของบ้านต้องได้รับการตกแต่งใหม่ตามความเคยชินในการใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว
สองสามีภรรยาแบ่งงานกัน ฉินเหยาพาอาวั่งและอินเยว่เริ่มเดินทางไปกลับระหว่างเรือนใหม่กับเรือนของฉินเฟิงทุกวัน
ส่วนหลิวจี้ก็พาลูกทั้งสี่คนทบทวนการบ้านอยู่ที่บ้าน รับผิดชอบอาหารสามมื้อของครอบครัว ถือโอกาสสืบข่าวเรื่องสำนักศึกษาเอกชนไปด้วย
ตลอดทั้งเดือนสี่ ทั้งแปดชีวิตในครอบครัวใช้ชีวิตอย่างยุ่งวุ่นวายแต่ก็เติมเต็ม
เมื่อบ้านช่องถูกจัดแจงจนสามารถเข้าอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ เวลาก็ล่วงเข้าสู่เดือนห้าแล้ว
วันที่ครอบครัวฉินเหยาย้ายเข้าบ้านใหม่ ราชครูก็ประกอบพิธีสวดขอพรเสร็จสิ้นเช่นกัน
ทั่วทั้งเมืองหลวงเต็มไปด้วยความยินดี ทุกคนต่างดื่มด่ำอยู่ในทะเลแห่งความสุขราวกับว่าตนเองได้รับพรเพิ่มพูนแล้ว อีกไม่นานก็จะร่ำรวยขึ้นมา
ภายในตรอกควานเจิ้งก็คึกคักมากเช่นกัน เรือนที่วุ่นวายมานานกว่าครึ่งเดือนในที่สุดก็มีคนย้ายเข้ามา เพื่อนบ้านต่างก็มามุงดูอย่างใคร่รู้
หน้าประตูใหญ่ของเรือนสามลานที่แขวนป้าย ‘เรือนตระกูลหลิว’ เหล่าเพื่อนบ้านต่างยืนจับกลุ่มกันสองสามคน พูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
ท่านป้าอวี๋กล่าวอย่างงุนงง “เรือนนี้วุ่นวายมากว่าครึ่งเดือน นี่ก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรแตกต่างไปนี่นา หลังคาก็ยังเป็นหลังคา ประตูใหญ่ก็ยังเป็นประตูใหญ่ไม่ใช่หรือ”
“นี่เจ้าไม่รู้เสียแล้ว ข้างนอกดูคล้ายๆ กัน แต่ข้างในเปลี่ยนไปราวกับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย”
เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าชิวอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับเรือนตระกูลหลิว พอนางเอ่ยปาก คนข้างๆ ก็รีบหันมามองนางทันที
“ข้าได้ยินช่างปูกระเบื้องที่เข้าไปทำงานข้างในบอกว่า เรือนนี้ถอนดอกไม้ต้นหญ้าในสวนหลังบ้านออกหมดแล้วสร้างเพิงขึ้นมา ปลูกผักแทน…”
“ห้องครัวเดิมกับห้องข้างๆ ที่อยู่ติดกันก็ทุบทะลุถึงกันหมด ยังทุบกำแพงที่ติดกับลานบ้านไปครึ่งหนึ่งทำให้ห้องครัวทั้งหมดทั้งใหญ่ทั้งสว่างโล่ง ยังก่อเตาอบขึ้นมาในห้องเลยด้วย ทั้งซื้อแผ่นหินชิงสือแผ่นใหญ่มาสามแผ่น ทำโต๊ะที่เรียกว่าอะไรนะ โต๊ะกลางนั่นแหละ”
“ยังไม่หมดนะ บ่อปลาขนาดใหญ่ในเรือนส่วนหน้าก็ถมจนเรียบหมด ทำเป็นสนามฝึกยุทธ์”
พี่สะใภ้วัยสาวคนหนึ่งตบมือร้อง “อันนี้ข้ารู้!”
“ต้าหลางบ้านนายท่านหลิวเป็นเด็กน้อยที่ฝึกวรยุทธ์ ตอนที่พวกเขามาดูเรือนหลังนี้ครั้งแรกพวกเรายังได้คุยกันอยู่เลย ต่อไปเจ้าเด็กบ้านข้าก็จะมีสหายฝึกวรยุทธ์แล้ว”
“จริงสิ พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ คนที่เป็นใหญ่ของเรือนนี้ดูเหมือนจะเป็นหลิวเหนียงจื่อ ครึ่งเดือนมานี้ คนที่เข้าๆ ออกๆ ยุ่งวุ่นวายก็คือนางทั้งนั้น แผ่นหินชิงสือแผ่นใหญ่ขนาดนั้น นางก็แบกเข้าไปคนเดียว พวกเจ้าเห็นหรือไม่”
ท่านป้าอวี๋ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “จริงหรือหลอกกัน? กุ้ยจือเจ้าอย่ามาหลอกข้านะ แผ่นหินหนาๆ หนักๆ ขนาดนั้น ชายฉกรรจ์ไม่กี่คนยังยกไม่ขึ้นเลย”
จางกุ้ยจือกลอกตาใส่นาง “ไม่เชื่อเจ้าก็ถามฮูหยินผู้เฒ่าชิวสิ เรือนของพวกนางอยู่ใกล้กันขนาดนี้ แค่พาดบันไดไว้ข้างกำแพงก็มองเห็นลานบ้านข้างๆ แล้ว นางต้องเห็นแน่นอน”
คำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าชิวไหนเลยจะกล้ารับ นางรีบโบกมือปฏิเสธ “สะใภ้น้อยอย่างเจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล ใครปีนกำแพงกัน? ข้าผู้เฒ่าเป็นคนแบบนั้นหรือ”
ทุกคนที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นต่างหัวเราะฮ่าฮ่าออกมา
“อ๊ะๆ มีคนออกมาแล้ว”
กลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวรีบมองไปทางหน้าประตูใหญ่ตระกูลหลิวทันที
แม่นางคนหนึ่งที่บนใบหน้าสวมหน้ากากโฉมงามครึ่งซีก ในมือกำลังถือถาดใหญ่ที่ใส่ลูกกวาด เมล็ดแตงและถั่วลิสงเดินยิ้มแย้มมาทางพวกนาง
“บ้านข้าเพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้ มัวแต่วุ่นวายจัดแจงข้าวของจนไม่ทันได้ต้อนรับทุกท่าน โปรดอย่าได้ถือสา!”
“ยืนตากแดดอยู่ข้างนอกก็ร้อน ทุกท่านมานั่งตรงใต้ต้นไม้หน้าประตูเถอะ มากินเมล็ดแตงกับลูกกวาดกันก่อน” อินเยว่เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น
อาวั่งกับต้าหลางและเอ้อร์หลางก็ยกม้านั่งยาวออกมา วางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าประตูแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปจัดของในลานบ้านต่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวและคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันไปมาแล้วพยักหน้าให้กันเงียบๆ ยิ้มแล้วเดินตามอินเยว่ไปที่ใต้ต้นไม้ หยิบเมล็ดแตงโมลูกกวาดไปอย่างเกรงใจคนละนิดหน่อยพร้อมเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้นว่า
“ของเยอะหรือไม่ ให้ช่วยหรือไม่ พวกเราจะมากินของบ้านเจ้าเปล่าๆ ไม่ได้หรอกนะ หากต้องการแรงงานก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
จางกุ้ยจือก็กล่าวเช่นกัน “เรือนข้าก็อยู่ตรงหัวมุมตรอกนี่เอง หากพวกเจ้ามีธุระอะไรก็มาหาข้าได้เลย สามีข้ากับน้องชายของเขาทำงานอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอ อันธพาลทั่วไปไม่กล้ามาระรานหรอก”
อินเยว่ยิ้มพลางขอบคุณทีละคน “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ไม่ต้อง สัมภาระมีไม่มาก น้ำใจของทุกท่านพวกเราขอรับไว้”
“วันนี้ไม่ทันได้ต้อนรับทุกท่าน มะรืนนี้ที่บ้านจะจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ ขอเชิญทุกท่านพาคนในครอบครัวมาร่วมงานด้วยนะเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวและท่านป้าอวี๋สบตากัน บ้านที่ย้ายมาใหม่นี้ใช้ได้เลยทีเดียว ดูท่าแล้วน่าจะเป็นคนที่คบหาสมาคมได้ง่าย
ทุกคนต่างก็ยิ้มรับปาก ยังมีคนถามอินเยว่ว่าที่บ้านขาดคนหรือไม่ พวกนางมาช่วยได้
เพื่อนบ้านใหม่แสดงความเป็นมิตรต่อพวกเขา ทุกคนก็ยินดีที่จะช่วยสนับสนุนให้งานครึกครื้น
แต่ฉินเหยาคิดไว้ตั้งนานแล้วว่าจะสั่งโต๊ะจัดเลี้ยงจากโรงเตี๊ยมจึงไม่ต้องการลูกมือเพิ่ม
อินเยว่ขอบคุณน้ำใจของทุกคนแล้วยกโต๊ะมาอีกตัวหนึ่ง เตรียมน้ำชาไว้ให้แล้วตามฮูหยินผู้เฒ่าชิวไป ทำความรู้จักกับทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่แถวนี้จนทั่ว
ถึงตอนนั้นต้องเชิญคนเท่าใดก็พอจะนับจำนวนได้แล้ว
ในตรอกควานเจิ้งมีทั้งหมดยี่สิบเก้าครัวเรือน ครึ่งหนึ่งเป็นคนท้องถิ่น อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนต่างถิ่น ทุกคนต่างก็มาตั้งรกรากอยู่ที่เดียวกัน เพื่อนบ้านต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างดี
ครอบครัวที่อาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะรับราชการอยู่ในจวนที่ว่าการต่างๆ ขุนนางขั้นเจ็ดหรือขั้นแปดก็มี เสมียนน้อยที่ยังไม่มีขั้นตำแหน่งก็มี
สองครอบครัวที่อยู่ข้างๆ เรือนฉินเหยา ครอบครัวหนึ่งคือตระกูลชิว ฮูหยินผู้เฒ่าชิวผู้โดดเด่นได้ปรากฏตัวแล้ว ผู้ชายในเรือนนี้ล้วนรับตำแหน่งอยู่ที่กรมควบคุมการค้าชายแดนตลาดทิศตะวันตก ฐานะทางครอบครัวค่อนข้างดี นอกเมืองยังมีคนในตระกูลคอยช่วยเหลือ อาศัยอยู่ในตรอกควานเจิ้งนี้มาหลายสิบปีแล้ว มีบารมีอยู่พอสมควร
แต่ต่อให้ในเรือนมีขุนนางขั้นเล็กๆ ก็ยังไม่ร่ำรวยถึงขั้นมีบ่าวไพร่ล้อมรอบ มีเพียงไม่กี่บ้านที่จะซื้อบ่าวรับใช้ทำงานหยาบๆ สักหนึ่งหรือสองคน
เพราะระดับฐานะค่อนข้างใกล้เคียงกัน การคบหากันระหว่างเพื่อนบ้านจึงค่อนข้างกลมเกลียวและเป็นกันเอง
แต่พอพูดถึงเรือนทางฝั่งทิศตะวันออกของเรือนฉินเหยา ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้าที่ยากจะบรรยายออกมา
“วางอำนาจบาตรใหญ่นัก”
“วันปกติก็ไม่เคยเห็นเปิดประตูใหญ่ ไม่เคยทักทายเพื่อนบ้านอย่างพวกเราเลย”
“นั่นคือผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการเชียวนะ พวกเจ้าพูดจาระวังหน่อย เดี๋ยวเขาก็ยื่นฎีการ้องเรียนพวกเจ้าหรอก”
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวหัวเราะ “ไม่รู้ก็อย่าพูดมั่วซั่ว พวกเราตาสีตาสาตัวเล็กๆ เขามีอะไรให้ร้องเรียนกัน ไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมเสียหน่อย ไยต้องกลัวผีมาเคาะประตูด้วย”
ท่านป้าอวี๋ถอนหายใจ “เป็นคนของกองผู้ตรวจการเหมือนกันแท้ๆ ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจากตระกูลหวังที่อยู่บ้านตรงข้ามข้ากลับดีมาก วันธรรมดาแม้จะไม่ค่อยพบปะแขกเหรื่อ แต่ทุกเทศกาลก็จะส่งของขวัญเทศกาลมาให้บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างพวกเรา สาวใช้ข้างกายก็สุภาพอ่อนน้อม”
กำลังคุยกันอยู่พอดี ประตูข้างของเรือนทางทิศตะวันออกก็เปิดออก ท่านป้าอวี๋รีบสะกิดแขนอินเยว่ “สงสัยจะได้ยินเสียงทางฝั่งเราแล้ว”
อินเยว่ปลีกตัวจากทุกคน มาที่ตระกูลฉีที่อยู่ข้างๆ แจ้งว่ามะรืนนี้จัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่จึงมาเชิญใต้เท้าเรือนพวกเขาไปร่วมงานอย่างสุภาพ
ผลคืออีกฝ่ายถามกลับมาอย่างเย็นชาสามประโยคว่า “เรือนไหน ทำงานอยู่ที่ใด ไม่รู้หรือว่าใต้เท้าบ้านข้าต้องหลีกเลี่ยงข้อครหา?”
หัวใจของอินเยว่พลันหนักอึ้ง ฝืนยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วนแต่ก็ยังไม่ขาดความสุภาพแล้วหันหลังเดินจากไป
คนที่แต่งกายเหมือนพ่อบ้านมองไปทางใต้ต้นไม้ใหญ่ ขมวดคิ้วพลางตวาด
“คนกลุ่มหนึ่งมาขวางอยู่กลางถนน ก่อความไม่สงบ รถม้าก็ผ่านไปมาไม่ได้ ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย! ทำเอาเกอเอ๋อร์ของพวกเราอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว!”
พูดจบ เขาก็ชี้ไปยังโต๊ะและม้านั่งใต้ต้นไม้นั้นพลางจ้องอินเยว่เขม็งอย่างคาดโทษ
จนกระทั่งประตูข้างบานนั้นปิดลงอีกครั้ง ทุกคนก็ทำได้เพียงเบ้ปากอย่างไม่พอใจ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำใดออกมาแม้ครึ่งคำ
ก็ใครใช้ให้เขาเป็นผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการเล่าก็ได้แต่พูดลับหลังเท่านั้นแหละ เรือนที่มีคนทำงานรับราชการ ใครจะกล้าไปล่วงเกินจริงๆ
พี่สะใภ้สูงวัยสองสามคนตบไหล่ของอินเยว่เบาๆ เป็นการปลอบใจแล้วแยกย้ายกันไปอย่างเจื่อนๆ