ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 668 ส่งเทียบเชิญ
ตอนที่ 668 ส่งเทียบเชิญ
“เป็นอะไรไป”
เห็นอินเยว่ยกโต๊ะเก้าอี้กลับมาอย่างห่อเหี่ยว ฉินเหยาและทุกคนที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดสัมภาระในห้องโถงก็เอ่ยถามอย่างสงสัย
พอได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจก็ยิ่งทนไม่ได้ที่จะถูกคนอื่นถาม ไม่มีคนถามก็ยังดี พอมีคนห่วงใย ความน้อยใจก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
“ก็พ่อบ้านของตระกูลฉีข้างเรือนนั่นแหละเจ้าค่ะ” อินเยว่เก็บโต๊ะเก้าอี้เข้าไปในห้องเก็บของจิปาถะทางปีกตะวันออก โบกมือให้ทุกคนที่เป็นห่วงตนเอง “ความจริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกก็แค่ยิ้มสู้แต่เขาไม่ยิ้มตอบก็เท่านั้น”
ครึ่งค่อนเดือนมานี้ นางกับอาวั่งมักจะมาจัดแจงเรือนใหม่กับฉินเหยาบ่อยๆ สถานการณ์ของเพื่อนบ้านซ้ายขวานี้ก็พอจะรู้มาบ้าง
ตระกูลชิวมักจะปีนกำแพงแอบดู เป็นพวกช่างซุบซิบขี้สงสัย แต่ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัย
ตระกูลฉีแทบจะไม่เคยปรากฏตัวเลย มีเพียงนานๆ ครั้งที่จะเห็นรถม้าของนายท่านพวกเขากลับจากราชสำนัก ผ่านตาไปอย่างเร่งรีบครั้งสองครั้ง
ครั้งแรก อินเยว่กำลังยืนคุมช่างปูกระเบื้องที่จ้างมาให้ก่อกระถางดอกไม้สองกระถางไว้หน้าประตูใหญ่เพื่อปลูกดอกไม้ ช่างปูกระเบื้องสองคนพูดคุยกันเสียงดังไปหน่อย คนในประตูข้างของตระกูลฉีจึงโผล่ออกมาดุด่าพวกเขาไปชุดหนึ่ง
แต่ก็เป็นเพราะช่างปูกระเบื้องพูดเสียงดังก่อน อินเยว่จึงรีบกล่าวขอโทษ
ครั้งที่สอง นายท่านตระกูลฉีกลับจากว่าราชการ วัสดุก่อสร้างของเรือนจำพวกอิฐและกระเบื้องยังไม่ทันได้ขนเข้าลานบ้านเลยวางกองอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ขวางทางของเขา พ่อบ้านคนนั้นก็ออกมาวางอำนาจใหญ่โตอีกครั้ง
ตอนนั้นฉินเหยากับอาวั่งออกไปเลือกวัสดุข้างนอก ที่เรือนมีอินเยว่อยู่เพียงคนเดียว โชคดีที่นางมีเรี่ยวแรงอยู่บ้างจึงรีบเก็บกวาดเส้นทางหน้าประตูให้โล่งเสียในตอนนั้น
ตอนนั้นสะใภ้ของตระกูลชิวเห็นนางเหงื่อท่วมตัว ยังยกน้ำแกงถั่วเขียวมาให้นางถ้วยหนึ่งด้วย
ความจริงแล้ววัสดุก่อสร้างเหล่านั้นยื่นออกมาจากหน้าประตูใหญ่ไม่ถึงครึ่งเมตรด้วยซ้ำ ถนนที่เหลือรถม้าก็ยังสัญจรผ่านไปมาได้
อินเยว่ไม่ได้โง่ นางมองออกว่า ตระกูลฉีนี่จงใจหาเรื่องกันชัดๆ
แต่เรือนของพวกนางเพิ่งจะย้ายมา ยังไม่มีโอกาสไปล่วงเกินตระกูลฉีเลยนี่นา
อินเยว่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก พวกตนไปทำอะไรให้ตระกูลฉีไม่พอใจกัน?
เรื่องนี้ฉินเหยาเพิ่งจะเคยได้ยินอินเยว่เล่าเป็นครั้งแรก สีหน้าก็เคร่งขรึมลงทันที “เหตุใดตอนนั้นเจ้าไม่บอกข้า”
อาวั่งก็มองมาอย่างตำหนิเช่นกัน ฮูหยินให้พวกเขาเก็บตัวเงียบๆ แต่ไม่ได้บอกว่าให้พวกเขายอมทนถูกคนไม่เกี่ยวข้องรังแก
พออินเยว่ถูกพวกเขาสองคนมองเช่นนี้ ปลายจมูกก็ร้อนผ่าวขึ้นมา รีบสูดหายใจเข้าสองครั้งเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“ความจริงก็เป็นข้าที่ไม่ดีเอง ทำงานไม่เรียบร้อยเลยปล่อยให้คนอื่นจับจุดอ่อนได้”
คำพูดนี้หลิวจี้ไม่ชอบฟังเอาเสียเลย เขาวางโต๊ะหนังสือที่กำลังจัดอยู่ลงทันทีแล้วโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่าง ตวาดเสียงดัง
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่ามัวแต่โทษตัวเอง เหตุใดตระกูลชิวข้างๆ ไม่บอกว่าพวกเราเสียงดัง ไม่บอกว่าพวกเราขวางทางเล่า เรือนฝั่งตรงข้ามหลายหลังนั้นก็ไม่เห็นพูดอะไร ไฉนมีเพียงตระกูลฉีที่พูดเล่า”
เขาไม่ต้องการคำตอบจากผู้ใดพลางพูดต่ออย่างมั่นอกมั่นใจในเหตุผลของตน
“ก็เพราะว่าเรือนพวกเขามันเรื่องเยอะ!”
“เมียจ๋า ข้าว่างานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของพวกเราอย่าเชิญตระกูลฉีเลย คนเขาเป็นพระใหญ่ย่อมรังเกียจวัดเล็กๆ ของพวกเรา เดี๋ยวจะทำให้เขาลำบากใจเปล่าๆ เจ้าว่าจริงหรือไม่”
ตระกูลฉีมาทั้งครอบครัว อย่างน้อยก็ต้องจัดโต๊ะหนึ่งโต๊ะ หายไปโต๊ะนี้ก็ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย เก็บไว้กินไว้ใช้เองไม่ดีกว่าหรือ
เขาไม่อยากให้คนประเภทนี้มาเอาเปรียบตนแม้แต่ครึ่งเหวิน
หลิวจี้หันหน้าไปทางกำแพงทิศตะวันออก “ถุย! อะไรกัน อัปมงคลชะมัด!”
เสียงนี้ไม่เบาเลย อินเยว่สะดุ้งเฮือก รีบยกนิ้วขึ้นจุ๊ๆ “สามีท่านอาจารย์ ท่านเบาเสียงหน่อย หากพวกเขาได้ยินจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
“นั่นคือใต้เท้าผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการเชียวนะ…”
เสียงเตือนของอินเยว่ยังไม่ทันขาดคำ หลิวจี้ก็ชี้หน้านาง “หุบปาก! ห้ามยกยอผู้อื่น ทำลายขวัญกำลังใจของตนเอง”
“ผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการแล้วจะอย่างไรเล่า เป็นผู้ตรวจการแล้วจะรังแกเด็กสาวตัวน้อยผู้บริสุทธิ์เช่นเจ้าได้หรือ”
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงที่ถูกท่านพ่อเกณฑ์มาช่วยจัดห้องหนังสือในห้องก็พยักหน้าเห็นพ้องอย่างหาได้ยาก “นั่นสิ นั่นสิ”
ใครก็รังแกศิษย์พี่เยว่ของพวกเขาไม่ได้
“ก็ไม่ต้องเชิญพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาอยากกินไป!” ซานหลางเท้าสะเอวแล้วกล่าวเสียงขึ้นจมูก
ท่านแม่บอกว่าจะให้ท่านอาอาวั่งทำขนมเค้กออกมาเยอะๆ เพื่อต้อนรับเพื่อนบ้าน ยังกำชับว่าทำขนมเค้กมันเมื่อยมือ ต่อให้เป็นท่านอาอาวั่งก็ทำออกมาได้ไม่มาก ให้เขากินน้อยๆ ลงหน่อย
คราวนี้มาน้อยลงไปบ้านหนึ่ง เขาก็จะได้กินเพิ่มขึ้นอีกนิด ซานหลางสูดน้ำลาย ดีใจจะตายอยู่แล้ว
อินเยว่มองห้าพ่อลูกในห้อง หากบอกว่าในใจไม่ซาบซึ้งก็คงจะเป็นเรื่องโกหก แต่เหตุผลของนางบอกนางว่า ทำเช่นนี้ไม่ดี
“ท่านอาจารย์” อินเยว่จำต้องหันไปมองฉินเหยา “พวกเราเพิ่งย้ายมาใหม่ นี่…”
ฉินเหยายกมือขึ้นทำท่าห้ามพลางเงยหน้ามองกำแพงทิศตะวันออกที่สูงตระหง่าน “ได้ยินก็ช่างสิ กลัวอะไร!”
ก้าวเท้าเดินไปถึงประตูห้องหนังสือแล้วพูดกับหลิวจี้ที่กำลังได้ใจ “เทียบเชิญที่ให้เจ้าเขียน เขียนเสร็จหมดแล้วหรือยัง”
นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!
หลิวจี้รีบไปหาหีบหนังสือของตนทันที หยิบเทียบเชิญที่เขียนเสร็จแล้วหนึ่งปึกออกมา ทั้งยังเตรียมตะกร้าผลไม้สดหนึ่งใบ มอบทั้งหมดให้แก่อินเยว่
“เจ้าไปหาฮูหยินผู้เฒ่าชิวข้างเรือน ถามดูว่าเรือนรอบๆ แต่ละหลังแซ่อะไรชื่ออะไรกันบ้าง กรอกเทียบเชิญให้เรียบร้อยแล้วค่อยส่งออกไป”
ยังกำชับเป็นพิเศษ “ของตระกูลฉีก็เขียนไปด้วย พวกเขาจะมาหรือไม่มาก็ช่าง”
ปากพูดระบายอารมณ์ก็ส่วนระบายอารมณ์ เรื่องที่ควรทำก็ละเลยไม่ได้ เดี๋ยวจะทิ้งช่องโหว่ให้คนอื่นเอาไปพูดได้
ฉินเหยาไม่กลัวเรื่องเดือดร้อนก็จริงอยู่ แต่ย่อมหวังให้มีเรื่องน้อยลงหน่อย
“ถึงตอนนั้นให้อาวั่งไปส่งเทียบของตระกูลฉี เจ้าไม่ต้องไปแล้ว”
แล้วก็กำชับอาวั่ง “เจ้าก็ออกไปด้วยเถอะ ที่เรือนไม่มีอะไรต้องจัดแล้ว เทียบของตระกูลติง เจ้าต้องไปส่งด้วยตัวเอง”
อินเยว่กับอาวั่งพยักหน้า รับคำสั่งแล้วออกไปทำธุระของตน
หลิวจี้ยังคงอารมณ์ไม่ดี พึมพำเสียงเบา “ถ้าเป็นข้า ข้าจะไม่ส่งเทียบให้ตระกูลฉี”
ที่เรือนไม่มีอะไรต้องจัดเก็บแล้วจริงๆ ของชิ้นใหญ่ๆ ล้วนจัดการเสร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ก็แค่จัดสัมภาระส่วนตัวที่ย้ายมาจากฝั่งเรือนฉินเฟิงเท่านั้น
อาวั่งสั่งผักไว้เมื่อเช้า ตอนนี้คนปลูกผักนำผักมาส่งแล้ว ฉินเหยาจ่ายเงินและให้คนช่วยนำผักไปส่งที่ห้องครัว
ห้องครัวที่เรือนถูกนางทุบทะลุจนเป็นห้องใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นครัวจีน อีกด้านหนึ่งใช้สำหรับอบขนม ต่อไปจะทำขนม ชา หรืออะไรก็มีสถานที่เฉพาะแล้ว ทั้งสะอาดและสะดวกสบาย
คนปลูกผักวางผักลงก็เดินออกไปทางประตูเล็กข้างห้องครัว ฉินเหยาส่งคนเดินออกไปแล้วก็ปิดประตู มองดูแปลงผักขนาดสามส่วนที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แบ่งเป็นช่องๆ สลับไขว้กัน เมื่อนึกถึงความเขียวชอุ่มในอีกสามเดือนข้างหน้า อารมณ์ก็ดีขึ้นมา
พรุ่งนี้เป็นเทศกาลแข่งเรือมังกร งานทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกัน แต่ฉินเหยาก็ยังยืนยันที่จะฉลองเทศกาล
หลิวจี้โยนงานปัดเป่าภัยขับไล่สัตว์มีพิษทั้งห้าให้ลูกทั้งสี่คนไปแล้วถือสมุดบัญชีวิ่งไปหาฉินเหยาที่สวนหลังบ้าน
เมื่อไม่เห็นเงาของนางทั้งในห้องครัวและแปลงผัก หลังจากตามหาอยู่หนึ่งรอบ ถึงมาเจอตัวคนในห้องอาบน้ำที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่
“เช็ดหน้าต่างเสร็จหมดแล้วหรือ” ฉินเหยาถาม
หลิวจี้ตอบรับงึมงำไปอย่างส่งๆ บอกว่ามีธุระกับนาง
ฉินเหยาชี้บอกให้เขาไปรอข้างนอก
ห้องอาบน้ำที่สร้างใหม่กว้างขวางและสว่างกว่าที่เรือนเดิมมาก ในมือมีเงินก็กล้าที่จะใช้วัสดุดีๆ พื้นปูด้วยแผ่นหินชิงสือแกะสลักทั้งหมด ทั้งกันลื่นและสวยงาม
ผนังทั้งสี่ด้านก็ก่อด้วยอิฐเขียวอย่างดี ด้านบนติดชั้นไม้ไว้มากมายใช้สำหรับวางของ
บนพื้นทำร่องระบายน้ำ น้ำจะไหลเข้าสู่ร่องน้ำในเรือนและไหลออกไปนอกลานบ้านและสุดท้ายก็จะไหลลงสู่ท่อระบายน้ำใต้ถนน
เพียงแต่วิธีอาบน้ำยังคงเหมือนเดิม คือหิ้วน้ำร้อนเข้ามาอาบ
ฉินเหยาก็อยากจะทำฝักบัวอาบน้ำออกมาสักชุดเหมือนกัน ผลคือพอไปถามร้านช่างตีเหล็ก การใช้ทองเหลืองทำขึ้นมาชุดหนึ่งนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าใช้เวลานาน แค่ค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อยเลย นางจึงล้มเลิกความคิดไป