ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 671 เคยพบกันครั้งหนึ่ง
ตอนที่ 671 เคยพบกันครั้งหนึ่ง
นางเซียวรู้สึกว่าท่าทางเช่นนี้ของฉินเหยาช่างน่าสนใจนักจึงมองดูอยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์
นางจูงมือฮูหยินผู้เฒ่าชิวอย่างกระตือรือร้น ไหว้วานให้นางช่วยดูแลน้องสาวร่วมบ้านเกิดที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงคนนี้ด้วย
ฉินเหยาถึงได้ปลีกตัวออกมาได้ รีบไปยังห้องครัวยกเค้กที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ออกมาให้ทุกคนลิ้มลอง
ส่วนติงเซียง ไม่รู้ว่าแอบไปกินขนมกับซื่อเหนียงที่ไหน ตั้งแต่แขกเริ่มมาถึง ฉินเหยาก็ไม่เห็นเงาของคนทั้งสองอีกเลย
นางเซียวทำท่าทางราวกับคุ้นชินเป็นอย่างดี เอ่ยปลอบโยนนาง “โตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว ไม่หายไปไหนหรอก ปล่อยให้เด็กหญิงตัวน้อยๆ เหล่านั้นไปเล่นซุกซนเถอะ พวกเราก็ยุ่งเรื่องของพวกเราไป ถึงเวลาข้าจะให้สาวใช้ตะโกนเรียกหนึ่งคำ นางก็กลับมาเอง”
ฉินเหยารู้สึกเลื่อมใสในตัวนางเซียวขึ้นมาทันทีจึงยกนิ้วโป้งให้ ความผ่อนคลายเช่นนี้ หาใครเปรียบได้ยากจริงๆ
ของอย่างเค้กนี้ ถือว่ายังค่อนข้างแปลกใหม่ในเมืองหลวง แขกที่มาได้ลิ้มลองต่างก็รู้สึกทึ่ง
เหล่าฮูหยินผู้เฒ่าที่อายุมากแล้วเช่นฮูหยินผู้เฒ่าชิว ฟันฟางไม่ค่อยดี ยิ่งชื่นชมไม่ขาดปาก
ท่านป้าอวี๋กล่าวอย่างประหลาดใจ “นึกไม่ถึงว่าขนมสีเหลืองทองชิ้นนี้ ไม่เพียงแต่กลิ่นหอมน่ากิน เวลากินเข้าไปยังนุ่มฟูหอมหวาน ยิ่งกินคู่กับชานมของบ้านฉินเหนียงจื่อ ยิ่งไม่เลี่ยนเลยสักนิด วิเศษจริงๆ”
ฉินเหยายิ้มกล่าว “หากรู้สึกว่าอร่อยทุกท่านก็กินเยอะๆ หน่อย ที่ห้องครัวยังมีอีก ข้าเตรียมไว้ให้ทุกท่านคนละชุดด้วย ประเดี๋ยวเลิกงานเลี้ยงก็ติดมือกลับไปให้เด็กๆ ที่บ้านได้ลองชิม”
ทุกคนต่างดีใจ อย่างนั้นก็วิเศษไปเลย
กินเค้ก ดื่มชานม พูดคุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเรือนนั้นเรือนนี้ ครึ่งเช้าก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงบ่าย อุณหภูมิสูงขึ้น หลิวจี้ถอดชุดผ้าฝ้ายหนาเตอะออก สวมเสื้อกั๊กหนังงูสีขาวตัวใหม่เอี่ยมแล้วยืนต้อนรับเพื่อนบ้านซ้ายขวาที่มาร่วมงานเลี้ยงอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับนายท่านชิวที่เลิกงานแล้ว
เมื่อมีแขกมาหนึ่งครอบครัว นายท่านชิวก็จะทักทายก่อนแล้วจึงแนะนำให้หลิวจี้รู้จัก
หลิวจี้ก็จะคารวะแขกอีกครั้ง พูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเองสองสามประโยค แอบจดจำไว้ในสมองว่าคนเหล่านี้คือใคร ทำงานอยู่ที่ไหน เป็นพ่อค้าวาณิชหรือเป็นชาวนา
ประเดี๋ยวเขากลับไปรวบรวมทำเป็นเอกสารแล้วส่งให้เมียจ๋า หากเมียจ๋าอารมณ์ดี รับรองว่าต้องมีรางวัลให้อย่างงามแน่!
“ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพร้อมด้วยหลานชายมอบของขวัญ เงินสิบตำลึง!”
หลิวเฝยที่มาช่วยงานพี่ชายพี่สะใภ้ในช่วงบ่าย ตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันใด
สิ้นเสียงนี้ เสียงอึกทึกในลานบ้านก็พลันหยุดชะงักไปสองวินาที ก่อนจะค่อยๆ กลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง
เหล่าฮูหยินที่อยู่รอบๆ ฉินเหยาต่างก็หันมามองนาง
ในเทียบเชิญกำชับไว้เป็นพิเศษแล้วว่า นี่เป็นเพียงการเลี้ยงขอบคุณเพื่อนบ้านที่คอยดูแล งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่รับของขวัญ ไม่นับว่าเป็นการติดค้างบุญคุณกัน
ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้เตรียมของขวัญมา
มีเพียงไม่กี่บ้านที่ใส่ใจเป็นพิเศษ อย่างเช่นเพื่อนบ้านใกล้ชิดเช่นตระกูลชิวที่ได้นำผลไม้แห้ง เนื้อแดดเดียวและอีกหลายอย่างมาแสดงความยินดีด้วย
เงินของขวัญสิบตำลึงของตระกูลหวังนี้ทำให้คนที่ไม่ได้เตรียมของขวัญมาต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
ฉินเหยารีบอธิบายกับทุกคนอีกครั้ง ทั้งยังขอบคุณในน้ำใจของทุกคนที่มาร่วมงาน ทำให้บรรยากาศที่น่าอึดอัดคลี่คลายลงแล้วจึงเดินไปยังเรือนส่วนหน้าเพื่อต้อนรับ
ท่านป้าอวี๋เดินตามไปด้วย บ้านของนางเป็นเพื่อนบ้านกับตระกูลหวัง ทั้งสองครอบครัวค่อนข้างคุ้นเคยกัน ช่วยฉินเหยาพูดคุยสองสามประโยค จะได้ไม่กระอักกระอ่วนเพราะไม่รู้จักคน
ฉินเหยายิ้มขอบคุณท่านป้าอวี๋ที่เดินตามมา ทั้งสองคนเดินมาอยู่ต่อหน้าย่าหลานตระกูลหวังที่หลิวเฝยพาเข้ามา
“ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง!”
หลิวจี้ตะโกนเรียกจากในลานบ้าน บุตรชายทั้งสามที่กำลังเล่นกับเด็กๆ เรือนเพื่อนบ้านที่ลานฝึกวรยุทธ์ก็รีบวิ่งมาทันที
หลิวจี้ชี้ไปที่สองย่าหลานตระกูลหวัง “ไปสิ คุณชายน้อยเรือนใต้เท้าผู้ตรวจการหวัง ดูแลเขาด้วย”
ต้าหลางพยักหน้ารับรู้ สามพี่น้องก็วิ่งเข้าไป ดึงตัวคุณชายน้อยตระกูลหวังออกไปเล่นด้วยกัน
เด็กชายดูไม่ค่อยเต็มใจนัก หวังเฉิงหยางที่ดูอายุใกล้เคียงกับเอ้อร์หลางขมวดคิ้ว ทำหน้าตานิ่งเฉย พูดว่า “ท่านย่า ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ้มอย่างเมตตาแล้วโบกมือ “ย่าไม่ต้องให้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนหรอก ไปเล่นกับพวกเขาเถอะ”
หวังเฉิงหยางมองต้าหลางสามพี่น้องอย่างระแวดระวัง เห็นพวกเขายิ้มร่าเริง ถึงได้ยอมเดินตามออกไปอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก
“ฮูหยินผู้เฒ่าหวัง เชิญด้านในเจ้าค่ะ” ฉินเหยายิ้มอย่างสุภาพ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังถูกเรียกว่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่ความจริงแล้วยังไม่ได้ชราขนาดนั้น ดูมีเรี่ยวแรงกว่าฮูหยินผู้เฒ่าชิวมาก อายุราวสี่สิบห้าโดยประมาณ ยังไม่ถึงขั้นต้องมีคนพยุง
แต่ขาของนางไม่ค่อยดีนัก ต้องใช้ไม้เท้า เดินเข้ามายังห้องโถงโดยมีท่านป้าอวี๋และสาวใช้ที่ติดตามมาช่วยพยุง
ทุกคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสต่างก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับ เพราะอย่างไรเสีย ในตรอกควานเจิ้งนี้ ตระกูลหวังและตระกูลฉีก็คือตระกูลที่มีตำแหน่งขุนนางสูงที่สุด
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ้มพลางส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลง “เพื่อนบ้านเก่าแก่สิบกว่าปี พวกเจ้าจะเกรงใจอะไรข้า เชิญนั่งเถอะ”
แต่ทุกคนก็ยังคงรอนางนั่งลงก่อน ถึงได้กลับไปนั่งที่เดิม
ฉินเหยายกน้ำชาและขนมเข้ามา “เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
นางพูดจาเกรงอกเกรงใจไม่เป็น เพียงแค่ยิ้มอย่างจริงใจทำให้คนมองรู้สึกได้ว่านางยินดีต้อนรับแขกอย่างแท้จริง
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพยักหน้า ส่งสัญญาณให้นางนั่งด้วย
ท่านป้าอวี๋พอเห็นขนมก็อดที่จะชมไม่ได้ “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านรีบชิมขนมของบ้านฉินเหนียงจื่อดู ข้ารับรองว่าท่านยังไม่เคยกินขนมที่หอมนุ่มเช่นนี้มาก่อนแน่!”
ทันทีที่ขนมถูกยกออกมา ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็ได้กลิ่นหอมหวานเข้มข้นลอยมาแล้ว ตอนนี้เห็นทุกคนต่างก็ชื่นชมจึงรู้สึกคาดหวังเล็กน้อย ใช้ช้อนที่ฉินเหยาส่งให้ตักเข้าปากไปหนึ่งคำ
นางยังไม่ทันได้พูดอะไร คนอื่นก็รีบถาม “เป็นอย่างไรบ้าง นุ่มฟูหอมหวาน ละลายในปากเลยใช่หรือไม่”
ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าหวังค่อยๆ เปล่งประกายขึ้น นางพยักหน้าช้าๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากความอร่อยแล้วพยักหน้าติดๆ กันอีกหลายครั้ง
“ไม่เลวจริงๆ ขนมนี่ทำมาจากอะไรหรือ ข้าอยู่เมืองหลวงมานานขนาดนี้ยังไม่เคยลิ้มลองรสชาติแบบนี้มาก่อนเลย ฉินเหนียงจื่อนี่มีฝีมือจริงๆ”
ฉินเหยาไม่กล้ารับคำชมเรื่องฝีมือนี้ อธิบายว่า “ไม่นับว่าข้าทำหรอกเจ้าค่ะ ทั้งหมดเป็นฝีมือของอดีตแม่ครัวของบ้านข้า ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อยไม่กี่ประโยค นึกไม่ถึงว่านางจะทำเค้กไข่นี้ออกมาได้จริงๆ”
“เค้กไข่?” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ้มถาม “ทำมาจากไข่หรือ”
ขณะพูดก็ตักเข้าปากอีกคำ อร่อยจนนางรู้สึกเคลิบเคลิ้ม นางหรี่ตาลงเล็กน้อย กลืนเค้กลงไปจนหมดถึงได้กล่าวอย่างเสียดาย
“น่าเสียดายที่จิ่นเอ๋อร์บ้านข้าไม่มีลาภปากได้ชิม พอดีต้องไปตรวจราชการที่ชิงโจว มิเช่นนั้นวันนี้คงได้มาลิ้มลองของว่างอร่อยๆ ของบ้านฉินเหนียงจื่อด้วยกันแล้ว”
ฉินเหยารู้สึกว่าคำว่า ‘จิ่น’ นี้ค่อนข้างคุ้นหูพลันนึกขึ้นได้ว่าสามีของฮูหยินผู้เฒ่าหวังแซ่หวัง นี่รวมกันก็คือ หวังจิ่น?
คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกกระมัง ฉินเหยาลอบรู้สึกประหลาดใจ
เพื่อเป็นการยืนยันจึงลองหยั่งเชิงถามตามคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าหวัง “คนที่ฮูหยินผู้เฒ่าพูดถึง คงไม่ใช่ใต้เท้าผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่น ใต้เท้าหวังหรอกกระมังเจ้าคะ”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น เพื่อนบ้านในห้องโถงต่างก็หันมามองฉินเหยาอย่างประหลาดใจมาก
ท่านป้าอวี๋ถามอย่างแปลกใจ “ฉินเหนียงจื่อรู้จักใต้เท้าหวังด้วยหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าชิวก็กล่าวเช่นกัน “ใช่แล้ว ก็คือใต้เท้าหวังนั่นแหละ บ้านเจ้ามาจากจังหวัดจื่อจิง เหตุใดถึงรู้จักใต้เท้าหวังได้เล่า”
ปฏิกิริยาของฮูหยินผู้เฒ่าหวังกลับค่อนข้างปกติ เพราะอย่างไรเสียทุกคนก็อาศัยอยู่ในย่านเดียวกัน ฉินเหยาไปสืบข่าวมาเองก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่ดูจากสีหน้าของนางแล้วกลับเหมือนว่าจะรู้จักกัน
“เคยพบกันครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ ตอนที่ใต้เท้าไปตรวจราชการที่จังหวัดจื่อจิง เคยบังเอิญได้พบกันครั้งหนึ่ง” ฉินเหยาโบกมือ แสดงออกว่าพวกเราก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังกลับรู้สึกว่าเรื่องมันไม่น่าจะง่ายดายถึงเพียงนั้น แต่เมื่อเห็นฉินเหยาไม่อยากพูดมากก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นบ้านเราสองคนก็นับว่ามีวาสนาต่อกันจริงๆ”
ในใจแอบคิดไว้ว่า เดี๋ยวรอให้เจ้าลูกชายกลับมาค่อยถามไถ่ให้ละเอียดอีกครั้ง