ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 672 ครอบครัวทหารที่พลีชีพ
ตอนที่ 672 ครอบครัวทหารที่พลีชีพ
เหลาเทียนเซียงโหลวตั้งอยู่ริมถนนสายหลัก ห่างจากเรือนของฉินเหยาไม่ไกล เดินไม่ถึงสามนาทีก็ถึง
เมื่อเห็นว่าคนใกล้จะมาครบแล้ว เหล่าลูกจ้างของโรงเตี๊ยมก็เริ่มยกอาหารขึ้นโต๊ะ
ทุกคนต่างทยอยนั่งประจำที่ ผู้ชายนั่งอยู่ด้านนอก ส่วนญาติฝ่ายหญิงนั่งอยู่ในห้องโถง ทุกคนกินดื่มพลาง เอ่ยชมโต๊ะจัดเลี้ยงที่บ้านฉินเหยาจัดไม่ขาดปาก
เฉพาะกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์ก็มีถึงแปดอย่างแล้ว ยังเป็นโต๊ะที่สั่งมาจากเหลาเทียนเซียงโหลว มองปราดเดียวก็รู้ว่าใช้เงินไปไม่น้อย
นี่ขนาดเป็นแค่งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่นะ เจ้าบ้านไม่รับเงินและของขวัญ ยังสามารถเลี้ยงอาหารทุกคนอย่างใจกว้างขนาดนี้ได้อีก
บวกกับเค้กไข่และของว่างเมื่อตอนกลางวัน งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่มื้อนี้ทำให้ครอบครัวฉินเหยาได้ทิ้งภาพลักษณ์ที่ดีงามไว้ในใจของเหล่าเพื่อนบ้านว่าเป็นคนใจกว้าง มีอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่ายและมีฐานะมั่งคั่ง
ระหว่างงานเลี้ยง ฮูหยินผู้เฒ่าชิวมองออกไปข้างนอกหลายครั้ง มองอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นวี่แววของคนตระกูลฉีจึงหันไปกระซิบกระซาบกับฮูหยินผู้เฒ่าหวังและคนอื่นๆ ทุกคนต่างก็จิ๊ปากส่ายหน้า
ช่างวางอำนาจบาตรใหญ่โดยแท้ ขนาดฮูหยินผู้เฒ่าหวังยังพาหลานชายมาร่วมงานเลี้ยงด้วย แต่ตระกูลฉีกลับไม่ส่งแม้แต่พ่อบ้านคนหนึ่งมาแสดงความยินดี
ฉินเหยาและหลิวจี้ในฐานะเจ้าบ้าน คอยต้อนรับแขกทั้งด้านในและด้านนอก บัดนี้เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว สองสามีภรรยาจึงมีโอกาสได้พบหน้ากัน
ฉินเหยาก็สังเกตเห็นการซุบซิบของฮูหยินผู้เฒ่าชิวและคนอื่นๆ เช่นกันจึงถามหลิวจี้ “เจ้าไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้เรือนข้างๆ หรือ”
หลิวจี้ไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้เด็ดขาด เขารีบอธิบาย “ส่งแล้ว อาวั่งไปส่งด้วยตัวเองเมื่อบ่ายวานนี้”
แม้ว่าเมื่อวันก่อนเขาจะพูดว่าจะไม่เชิญตระกูลฉี แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดประชดประชันเท่านั้น
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกเขาไม่ส่งคนมาสักคนเลยหรือ แม้แต่คำอวยพรก็ไม่มี?”
หลิวจี้พยักหน้า เขายืนอยู่ที่หน้าประตูทั้งวัน ใครมาใครไม่มาเขารู้ดีอยู่แก่ใจ “คนทั้งย่านนี้ นอกจากตระกูลฉีแล้ว บ้านอื่นก็ล้วนส่งคนมาแสดงความยินดีไม่มากก็น้อย”
“เมียจ๋า ตกลงตระกูลฉีเป็นอะไรกันแน่ พวกเราไม่ได้ล่วงเกินพวกเขาใช่หรือไม่” ขนาดหลิวจี้ที่ปกติเป็นคนหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้เสมอก็ยังคิดไม่ตก
ระหว่างเพื่อนบ้าน ต่อให้มีความแค้นใหญ่หลวงเพียงใด แต่ก็ยังต้องพบหน้ากันทุกวัน ไม่จำเป็นต้องทำให้มันตึงเครียดถึงเพียงนี้กระมัง
“ช่างเถอะ อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ช่าง ต่อไปเจอคนตระกูลฉีก็อยู่ให้ห่างหน่อย” ฉินเหยาโบกมือ ส่งสัญญาณให้หลิวจี้ข้ามหัวข้อนี้ไป นางหิวจะตายอยู่แล้ว อาหารดีๆ เต็มโต๊ะนี่ยังไม่มีโอกาสได้ชิมสักคำ
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ โยนเรื่องของตระกูลฉีทิ้งไปหลังสมองทันที คีบกุ้งแช่เหล้าที่ตนเองรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษใส่ลงในชามของฉินเหยา “เมียจ๋าเจ้ากินนี่สิ นี่อร่อยมาก”
พูดจบก็มองหาอาหารที่นางน่าจะชอบต่อไป คีบใส่ชามของฉินเหยาจนพูนเป็นภูเขาลูกเล็กๆ ถึงได้หยุด
อย่างไรเสีย โต๊ะที่พวกเขานั่งก็มีแค่นายท่านติงสองสามีภรรยา หรือไม่ก็หลิวเฝยกับเหล่าผู้จัดการจากห้างการค้าฟู่หลงล้วนเป็นคนที่รู้จักกันดีอยู่แล้วจึงไม่กลัวว่าจะขายหน้า
นางเซียวลอบชำเลืองมองหลิวจี้อย่างประหลาดใจหลายครั้ง หันเครื่องประดับศีรษะไปทางนายท่านติงแล้วเตือนอย่างอารมณ์ไม่ดีว่า “ท่านดูคนอื่นเขาบ้างสิ”
นายท่านติงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง “หือ”
“จริงสิ เซียงเอ๋อร์กับซื่อเอ๋อร์เล่า” นายท่านติงไม่เห็นเงาของลูกชายลูกสาวจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
นางเซียวถูกขัดจังหวะจนเสียอารมณ์ มือใต้โต๊ะก็หยิกเนื้ออ่อนที่เอวของนายท่านติงเบาๆ ทีหนึ่งแล้วพยักพเยิดคางไปทางโต๊ะเด็ก “ก็นั่งอยู่กับเด็กๆ ตรงนั้นไม่ใช่หรือไร!”
นายท่านติงเกือบจะอดกลั้นไม่ไหวร้องออกมา แต่เมื่อมองใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้มของภรรยา ถึงได้สะกดกลั้นเอาไว้
เขาบ่นพึมพำประโยคหนึ่ง “หมั้นหมายกันแล้วทั้งนั้น เหตุใดถึงยังไปนั่งโต๊ะเดียวกับเด็กๆ อยู่อีกเล่า”
จากนั้นก็ลอบสูดลมหายใจเข้าเงียบๆ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดพลันปะทุขึ้น รีบคีบกับข้าวให้ฮูหยิน เอาอกเอาใจเป็นการใหญ่
ฉากนี้ บังเอิญผ่านเข้าตาของหลิวจี้พอดีทำให้เขาเกือบจะกลั้นไม่ไหวแล้วหัวเราะออกมา
ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่กลัวเมียจ๋าแล้ว!
“จริงสิเมียจ๋า” หลิวจี้ใช้หัวตะเกียบจิ้มแขนของฉินเหยา “เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกเจ้าพูดถึงหวังจิ่น ใต้เท้าหวังอะไรสักอย่างในห้องโถงด้านใน ใช่หวังจิ่นคนที่พวกเรารู้จักหรือไม่”
ฉินเหยาเหลือบมองเขา “หูเจ้าช่างดียิ่งนัก อยู่ไกลขนาดนี้ยังได้ยิน”
หลิวจี้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ “มันก็ต้องดีหน่อยสิ จะได้สะดวกให้เมียจ๋าเรียกใช้ได้ทุกเมื่ออย่างไรเล่า”
“เหลวไหล!” ฉินเหยาถูกเขายั่วจนขนลุก ถึงได้พยักหน้ากล่าว “เจ้าฟังไม่ผิด ลูกชายของฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็คือหวังจิ่นคนที่พวกเรารู้จักนั่นแหละ”
หลิวจี้ตกใจ ชี้นิ้วไปทางหวังเฉิงหยางที่โต๊ะเด็กซึ่งถูกต้าหลางและเอ้อร์หลางขนาบข้างโดยไม่รู้ตัว “ลูกชายเขาโตปานนี้แล้วหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “เป็นหลานชายของเขา ไม่ใช่ลูกชาย เป็นลูกของพี่ใหญ่เขา การดูตัวหลายครั้งของหวังจิ่นก็ล่มไม่เป็นท่าไปเพราะเด็กคนนี้เพราะเด็กคนนี้ถูกบันทึกไว้ในชื่อของหวังจิ่น ใครแต่งให้เขาก็ต้องไปเป็นอาสะใภ้ให้เด็กที่โตปานนี้”
ไม่สิ ในเมื่อเด็กถูกบันทึกไว้ในชื่อของหวังจิ่น งั้นก็ต้องเป็นแม่
“เป็นอะไรไป พ่อแม่ของเจ้าหนูนั่นไม่อยู่แล้วหรือ” จิตวิญญาณแห่งการซุบซิบของหลิวจี้พลันลุกโชนขึ้นมา
หากพ่อแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ เด็กย่อมไม่มาอยู่กับผู้เป็นอา
ฉินเหยา “บิดาเขาตายในสนามรบ มารดาพอคลอดลูกออกมาก็กระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย”
หลิวจี้ยิ่งตกใจ “ลูกกำพร้าพ่อตั้งแต่อยู่ในท้องหรือ”
ฉินเหยาเตือนให้เขาเบาเสียงลง กระซิบว่า “นายท่านตระกูลหวังและคุณชายใหญ่หวังล้วนตายในสนามรบ ตายในยามรุ่งสางก่อนฟ้าสว่าง”
หลิวจี้นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลหวัง สองคนย่าหลานจะเป็นครอบครัวของทหารที่พลีชีพ สำหรับคนเหล่านี้ที่กล้าต่อสู้ในสนามรบ เขานับถือจากใจจริง
แต่ว่า!
ยกเว้นหวังจิ่น!
แม้ว่าต่อมาหวังจิ่นจะทำให้ฉินเหยาได้เงินมาไม่น้อย แต่หลิวจี้ก็ยังคงจำฝังใจ
เรื่องที่วันนั้นเขาทิ้งพวกตนไว้กับนักฆ่าพลีชีพสามสิบคน เขายังไม่ลืมแม้แต่น้อย
ช่างบังเอิญเสียจริง พบศัตรูคู่แค้นบนเส้นทางคับแคบ!
ฉินเหยามองทะลุความคิดในใจของเขา เตือนว่า “เจ้าอย่าไปก่อเรื่องอะไรให้ข้าเชียวนะ ชีวิตแม่ม่ายลูกกำพร้าของพวกเขาก็ไม่ง่ายเลย”
หลิวจี้จิ๊ปาก เขาก็ไม่ได้จะรังแกแม่ม่ายลูกกำพร้าเสียหน่อย
อีกอย่าง เขาก็ไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย
ความแค้นมีเจ้าหนี้ ความเดือดร้อนมีเจ้าทุกข์ เขาจะจัดการแค่หวังจิ่นเท่านั้น!
ฟ้าเริ่มมืดลง แขกเหรื่อก็ค่อยๆ ทยอยกลับ
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังถูกฮูหยินผู้เฒ่าชิวและคนอื่นๆ รั้งตัวไว้พูดคุย ไม่ยอมให้กลับ บอกว่าจะหาหญิงสาวขยันขันแข็งให้หวังจิ่น
นี่พูดถูกใจฮูหยินผู้เฒ่าหวังเข้าอย่างจัง นางยิ้มร่ารอให้พวกนางแนะนำ
คุยไปคุยมาก็เลยกลายเป็นแขกกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางกลับ
อินเยว่หยิบเค้กไข่ชิ้นใหญ่ที่ห่อด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันอย่างดีส่งไปในมือของหวังเฉิงหยาง “คุณชายน้อย เอากลับไปกินที่เรือนนะเจ้าคะ”
เมื่อครู่นางก็ได้ยินเรื่องราวความเป็นมาของเด็กคนนี้แล้ว ช่างน่าสงสารนัก
และตัวนาง ที่จริงแล้วการที่นางมีชีวิตเช่นทุกวันนี้ได้ก็ถือว่าได้รับบารมีจากหวังจิ่น
หากเมื่อครั้งกระโน้นใต้เท้าหวังจิ่นไม่ได้ไปสืบคดีที่อำเภอไคหยาง ทำให้นายอำเภอซ่งประหารชีวิตพานเหม่ยเหริน แม่เล้าที่ข่มเหงสตรีผู้บริสุทธิ์ ณ ที่นั้น นางก็คงไม่ได้กลับมาพบกับท่านอาจารย์อีกและคงไม่ได้มีชีวิตที่ดีอย่างเช่นทุกวันนี้
หวังเฉิงหยางมองอินเยว่ที่แสดงเจตนาดีต่อตนอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้รีบรับเค้กที่นางส่งมาให้ในทันที
อินเยว่มองท่าทางระแวดระวังของเด็กน้อยก็ยิ้มพลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “ข้าชื่ออินเยว่ ฉินเหนียงจื่อคือท่านอาจารย์ของข้า ท่านอาของเจ้าเคยมีบุญคุณต่อข้า นี่ถือเป็นของขวัญขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ต่อไปหากที่เรือนเจ้ามีงานอะไรที่ต้องใช้แรงงาน เจ้าก็มาหาข้าได้เลย อย่าให้ท่านย่าของเจ้าต้องเหนื่อย”
“ผ่าฟืนหาบน้ำ ข้าทำได้หมดเลยนะ!”
อินเยว่ยกแขนขึ้นอย่างภาคภูมิใจพลางเบ่งกล้ามแขนของตน
หวังเฉิงหยางถึงได้ยอมรับห่อกระดาษเคลือบน้ำมันที่นางส่งให้แล้วคำนับอย่างสุภาพ “ขอบคุณขอรับ”
“เหตุใดท่านถึงสวมหน้ากาก?” เด็กน้อยย่อมมีความอยากรู้อยากเห็นเสมอ