ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 673 คนน่าสงสัยที่ตรอกหลังเรือน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 673 คนน่าสงสัยที่ตรอกหลังเรือน
ตอนที่ 673 คนน่าสงสัยที่ตรอกหลังเรือน
อินเยว่มองดวงตาที่อยากรู้อยากเห็นของหวังเฉิงหยางก็ค่อยๆ ย่อตัวลง “แฮ่!” พลางถอดหน้ากากโฉมงามครึ่งซีกบนใบหน้าออก
ไม่ผิดคาด เด็กน้อยร้อง “อ๊าก” แล้ววิ่งหนีไปอยู่ข้างกายท่านย่าด้วยความตกใจ
แต่กลับไม่ลืมที่จะกำห่อกระดาษเคลือบน้ำมันในมือไว้แน่น
เค้กไข่ในวันนี้เขากินไปแล้วสามชิ้น แต่ก็ยังอยากจะกินอีก
“อินเยว่!”
ฉินเหยาที่กำลังส่งแขกอยู่ที่หน้าประตูตะโกนเสียงเข้ม นางรีบหันกลับไปอธิบายกับเด็กน้อย “นางล้อเจ้าเล่นน่ะ”
พลางหัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วนให้กับฮูหยินผู้เฒ่าหวัง “คนหนุ่มสาว ซุกซนไปหน่อย หยอกเด็กเล่นน่ะเจ้าค่ะ ท่านอย่าได้ถือสาเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเงยหน้ามองไปทางใต้ชายคา เด็กสาวที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ากำลังถือหน้ากากอยู่ในมือ ยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยม
แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นช่างกลั้นไว้ได้ยากเต็มที หากไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ดุไว้ เกรงว่าบัดนี้คงได้หัวเราะฮ่าๆ ออกมาแล้ว
ผู้คนในโลกล้วนรักสวยรักงาม ไม่ว่าชายหรือหญิง หากมีรอยแผลเป็นบนใบหน้า เกรงว่าจะยิ้มไม่ออกอีก
แต่นางกลับแปลกนัก ถึงกับใช้สิ่งนี้มาแกล้งขู่เด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็น
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ได้โกรธเคือง เพียงแค่รู้สึกว่าปฏิกิริยาของหลานชายน่าขัน
ที่บ้านตลอดทั้งปีมีเพียงย่าหลานสองคน จิ่นเอ๋อร์ที่เป็นถึงผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นก็ช่างลำบาก ในหนึ่งปีมีสิบเดือนที่อยู่ข้างนอก นานๆ จะได้กลับมาสักครั้ง สองอาหลานยังไม่ทันได้สนิทสนมกันก็ต้องแยกจากกันอีกแล้ว
เด็กชายค่อยๆ เติบโต รู้จักอาย ไม่มาออเซาะออดอ้อนในอ้อมกอดของท่านย่าอีกแล้วค่อยๆ กลายเป็นคนเงียบขรึมเช่นนี้ไปได้อย่างไรก็ไม่ทราบ
การที่ถูกคนอื่นแกล้งจนตกใจวิ่งร้องตะโกนเช่นนี้ นางก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังดึงหลานชายออกมาจากข้างกาย จิ้มหน้าผากเขา “ใครใช้ให้เจ้าไปล่วงเกินเขากันเล่า สมควรแล้วที่โดนแกล้งจนตกใจ”
“ท่านย่า เป็นนาง เป็นนาง…” หวังเฉิงหยางอ้ำอึ้งอยู่ครึ่งค่อนวันก็พูดไม่ออก สองมือกอดห่อกระดาษเคลือบน้ำมันไว้แน่นอย่างขวัญเสีย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปทางใต้ชายคาอีกครั้ง
อินเยว่ผายมืออย่างขอโทษแล้วยิ้มบางๆ
เด็กน้อยค้นพบว่า ใบหน้าของนางดูเหมือนจะไม่ได้น่ากลัวถึงเพียงนั้นอีกแล้ว ใบหน้าครึ่งซีกที่ไม่ได้รับบาดเจ็บยังนับว่าน่ามองทีเดียว
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตบไหล่หลานชายเบาๆ หวังเฉิงหยางก็สูดหายใจเข้าลึก ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ประสานมือคารวะ
“เฉิงหยางเสียมารยาทแล้ว ขออภัยท่านอาด้วย”
อินเยว่เพียงแค่อยากหยอกเล่น ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะมาขอโทษตนจึงรีบเดินเข้าไปประคองเด็กน้อยให้ลุกขึ้น พลางยิ้มแหยๆ ให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวัง
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพยักหน้า เรียกหลานชายที่กอดห่อกระดาษเคลือบน้ำมันไม่ยอมปล่อยแล้วเดินจากไปอย่างนึกขำ
ฉินเหยาเดินไปส่งคนจนถึงถนนฝั่งตรงข้าม เห็นว่ามีสาวใช้ถือโคมไฟมารับ ถึงได้เดินกลับมา
พอมาถึงหน้าประตู เห็นอินเยว่ยังยืนกลั้นหัวเราะอยู่ก็จิ้มหน้าผากนางอย่างอารมณ์ไม่ดี “กลางค่ำกลางคืนอย่าไปแกล้งขู่เด็ก หากตกใจจนเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ จะเอาหลานชายสุดที่รักที่ไหนไปคืนเขาเล่า”
อินเยว่หุบยิ้ม พยักหน้าอืออาแล้วมองซ้ายมองขวา “เอ๊ะ? ซื่อเหนียงกับหลานสาวคนเล็กของตระกูลชิวเล่าเจ้าคะ เมื่อครู่ยังเห็นทั้งสองคนเล่นกันอยู่ที่หน้าประตูอยู่เลย หลานสาวตระกูลชิวกลับไปแล้วหรือ”
พอนางทักขึ้นมา พวกฉินเหยาที่กำลังเก็บกวาดลานบ้านอยู่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ไม่เห็นเงาของซื่อเหนียงมาสักพักหนึ่งแล้ว
“ต้าหลาง ซื่อเหนียงเล่า” หลิวจี้ถาม
ต้าหลางวิ่งออกไปหาข้างนอกหนึ่งรอบ “ไม่อยู่ข้างนอกขอรับ เมื่อครู่ตอนที่ส่งคุณหนูติง นางยังอยู่กับน้องสาวตระกูลชิวอยู่เลย!”
อินเยว่ก็วิ่งออกมาจากสวนหลังบ้าน ส่ายหน้าให้ฉินเหยา “ท่านอาจารย์ ในสวนหลังบ้านก็ไม่มีคนเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาโยนผ้าขี้ริ้วทิ้ง ตะโกนออกไปด้านนอกเสียงดัง “ซื่อเหนียง!”
หลิวจี้รีบตรวจนับเด็กๆ ในเรือน ต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง อยู่กันครบ ขาดก็แต่ซื่อเหนียง
พลันกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเด็กตัวแสบนี่ บอกแล้วว่าให้เล่นอยู่แค่หน้าบ้าน ไฉนถึงวิ่งไปไกลเช่นนี้”
เสียงเรียกของฉินเหยาไม่มีการตอบรับ ทั้งครอบครัวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ขณะที่กำลังเตรียมจะออกไปถามที่ตระกูลชิว ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เกาะขอบประตูหอบพลางตะโกน
“ทะ ท่านแม่! ในตรอกด้านหลังบ้านมีคน…”
“คนอะไรกัน เจ้าเด็กนี่ วิ่งไปไหนมาหา!” หลิวจี้พุ่งตัวเข้าไป คว้าไหล่ของเด็กหญิงตัวน้อยไว้ได้ก็ยกมือขึ้นคิดจะฟาดก้นนางสักสองที
แต่ฝ่ามือยังไม่ทันได้ฟาดลงไปก็ถูกฉินเหยาคว้าไว้แล้วผลักไปด้านข้าง
“ซื่อเหนียง เจ้าหายใจให้ทันก่อนค่อยพูด” ฉินเหยานั่งยองๆ ลงตรงหน้าบุตรสาวแล้วช่วยลูบหลังให้นาง
ซื่อเหนียงสูดหายใจเข้าลึกๆ สองเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็หายใจทั่วท้องแล้วชี้ไปทางตรอกหลังเรือนอย่างตื่นเต้น “ท่านแม่ ที่ตรอกหลังเรือนมีคนนอนอยู่ ทำเอาข้ากับน้องสาวชิวตกใจแทบแย่”
หลิวจี้ร้อง “โย่ว” เสียงหนึ่ง “คงไม่ใช่ขี้เมาบ้านไหนหรอกกระมัง”
“แล้วเด็กน้อยตระกูลชิวเล่า” ฉินเหยาถามอย่างมีสติ
เมื่อเห็นซื่อเหนียงบอกว่าคนยังอยู่ที่ตรอกหลังบ้านช่วยนางเฝ้าคนก็รีบเรียกหลิวจี้ให้ตามไปด้วยกันทันที
ระหว่างทางที่ไป ซื่อเหนียงเล่าว่า “ข้ากับน้องสาวชิวกำลังเก็บก้อนหินเล่นอยู่ที่ตรอกหลังเรือนแล้วก็ได้ยินเสียงดังตุบอยู่ข้างหลัง หันกลับไปดูก็ทำเอาข้ากับน้องสาวชิวตกใจไปตามๆ กัน ที่แท้ก็เป็นคน ตกลงมาจากกำแพง…”
ตอนนั้นน้องสาวชิวยังคิดจะเข้าไปดู แต่นางรั้งไว้
“ไม่ได้ ท่านแม่ของข้าเคยบอกว่า คนที่อยู่ริมถนนห้ามเก็บ! พวกเราต้องไปเรียกผู้ใหญ่!”
ซื่อเหนียงแอบมองท่านแม่แวบหนึ่ง บทเรียนจากหมู่บ้านแมวป่าครั้งที่แล้วนางยังจำได้ดี
ฉินเหยาลูบหัวลูกสาว “จำได้ก็ดีแล้ว”
ซื่อเหนียงยิ้มแฮ่ๆ ให้ท่านแม่แล้วพูดต่อ “ข้าเก็บก้อนหินขว้างใส่เขา คนคนนั้นไม่ขยับเลย น่าจะสลบไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร หากเป็นโจรเล่า จะปล่อยให้เขาจากไปง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด”
ดังนั้นนางจึงให้น้องสาวตระกูลชิวเฝ้าดูอยู่ไกลๆ ที่ปากตรอกหลังเรือน ไม่ให้คนอื่นเข้าไป
เพิ่งพูดจบก็มาถึงตรอกหลังเรือนพอดี
หลานสาวตระกูลชิวรีบวิ่งเข้ามา “ซื่อเหนียง~” พลางจับแขนซื่อเหนียงไว้แน่น
แต่พอเห็นท่านพ่อท่านแม่ของซื่อเหนียงมาด้วยก็พลันผ่อนคลายลงไปมาก
ฉินเหยาส่งสายตาให้หลิวจี้ หลิวจี้ก็จำใจต้องละความอยากรู้อยากเห็น กล่อมหลานสาวตระกูลชิวให้ตามตนไปแล้วส่งนางกลับไปที่เรือน
เสร็จธุระแล้วก็ไม่ลืมที่จะพูดว่า “มีคนเมานอนสลบอยู่ที่ตรอกด้านหลัง คนบ้านข้าไปดูแล้ว ไม่มีอะไร”
เรื่องยุ่งยากเช่นนี้ คนตระกูลชิวไม่ชอบเข้าไปยุ่งอยู่แล้ว รับหลานสาวกลับเข้าเรือน ขอบคุณหลิวจี้คำหนึ่งแล้วก็ปิดประตู
พอหลิวจี้วิ่งกลับไปยังที่เกิดเหตุ ฉินเหยาก็สั่งให้อาวั่งและคนอื่นๆ ในลานบ้านเปิดประตูหลัง แบกคนน่าสงสัยนั่นเข้าเรือนไปแล้ว
สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำไมถึงยังพาคนเข้าเรือนอีกเล่า
ประตูหน้าและประตูหลังเรือนถูกปิดลงทั้งหมด ในห้องเหลือเพียงครอบครัวทั้งแปดชีวิตและชายหนุ่มแปลกหน้าที่ถูกฉินเหยาโยนลงบนพรมในห้องโถงด้านข้าง
หลิวจี้ชี้ไปที่คนหนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนคนนั้นแล้วมองฉินเหยาอย่างตกตะลึง “เมียจ๋า เจ้ารู้จักเขาหรือ”
อินเยว่และเด็กๆ ทั้งสี่คนส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่เคยเห็น”
อาวั่งจ้องมองเสื้อผ้าของคนผู้นั้นพลางขยับจมูกฟุดฟิด ราวกับค้นพบบางอย่าง ทันใดนั้นเขาก็นั่งยองๆ ลง กระชากเสื้อผ้าเก่าขาดที่เปื้อนโคลนบนร่างของคนผู้นั้นออก
ทันใดนั้น ร่างกายผ่ายผอมที่ถูกพันด้วยผ้าขาวหลายทบซึ่งมีคราบเลือดซึมออกมาก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน
ห้าพ่อลูกตระกูลหลิวตกใจจนถอยกรูดไปห้าก้าว คนผู้นี้เหตุใดจึงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้!
ฉินเหยาหมุนข้อมือของตนเอง เดินวนรอบชายผู้นั้นสองรอบ “ข้ามั่นใจว่าข้าไม่เคยเห็นใบหน้านี้ แต่รูปร่างของคนผู้นี้…”
ทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เดี๋ยวก่อน!
นางนึกออกแล้ว!