ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 674 อู่เซิง
ตอนที่ 674 อู่เซิง
ที่โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล คนที่เป็นมือสังหารซึ่งถูกไป๋เฮ่อและคนอื่นๆ ไล่ล่า
คนที่แอบอยู่ใต้เตียงของนาง ทำให้นางนอนไม่หลับทั้งคืน!
ตอนนั้นนางไม่อยากสร้างเรื่องเพิ่มจึงไม่ได้ดึงคนออกมาจากใต้เตียง แต่เปิดประตูหน้าต่าง ปล่อยเขาไป
ตอนที่คนผู้นั้นจากไป นางเคยเห็นแผ่นหลังของเขา
มิน่าเล่าถึงรู้สึกว่ารูปร่างของคนที่นอนอยู่บนพื้นคนนี้คุ้นตานัก
แต่ไป๋เฮ่อไม่ได้พูดต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ว่าเขาจับมือสังหารได้แล้วหรอกหรือ
“น่าสนใจ”
ฉินเหยากลับไปนั่งบนเก้าอี้ เงยหน้ามองพวกต้าหลางสี่พี่น้องที่อยากรู้อยากเห็นพลางโบกมือ
“ฟ้ามืดแล้ว กลับห้องไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าตรู่ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลาง ยังต้องไปที่สำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่านเพื่อพบท่านอาจารย์”
สี่พี่น้องก็รับคำอย่างรู้ความ สิ่งที่ไม่ควรถามก็ไม่ถาม สิ่งที่ไม่ควรดูก็ไม่ดู พวกเขาล้วนเป็นเด็กดี
เมื่อไล่เด็กๆ ไปแล้ว สีหน้าของฉินเหยาก็พลันเคร่งขรึมลง มองไปทางอาวั่ง พยักพเยิดคางไปทางคนที่สลบไสลไม่ได้สติอยู่บนพื้น
อาวั่งเข้าใจความหมาย ยกถังน้ำที่เดิมทีเตรียมไว้ใช้ล้างพื้นในลานบ้านขึ้นมา ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องโถงแล้วสาดน้ำเย็นถังหนึ่งราดศีรษะของคนผู้นั้น
“ซ่า!” น้ำหนึ่งถังชะล้างคราบดินโคลนบนตัวของคนคนนั้นออกไป ยังปนเปื้อนไปด้วยรอยเลือดสองสามสายที่ละลายไปกับน้ำ ภาพที่เห็นนี้จะว่าดูไม่ดีก็คงไม่ได้ คงต้องบอกว่าน่าสังเวชจนทนดูไม่ได้เลยต่างหาก
หลิวจี้สูดปากเสียงดัง “ซี๊ด” ถอยไปอยู่ด้านหลังเมียจ๋าเงียบๆ มองดูคนที่กำลังครวญครางดิ้นรนและค่อยๆ ฟื้นคืนสติบนพื้นอย่างระแวดระวัง
ได้รับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้แล้วยังไม่ตาย ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ หากจู่ๆ ลุกขึ้นมาสังหารโหด มีเมียจ๋าต้านไว้ เขาก็ยังไม่ถึงกับต้องไปพบพญายมเป็นคนแรก
ส่วนอินเยว่และอาวั่ง หลิวจี้รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงคนธรรมดา ยังไม่มีคุณสมบัติไปกังวลแทนผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งสอง
เป็นจริงดังที่เขาคาดไว้ไม่ผิดเพี้ยน คนผู้นั้นดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบๆ หนึ่งรอบ อาจจะเข้าใจอะไรผิดพลาดไป คิดว่าตนเองอาจจะถูกศัตรูจับตัวไว้ได้แล้ว ทันใดนั้นก็พลันดุร้ายขึ้นมา ห้านิ้วกางออกเป็นกรงเล็บตะปบไปทางอาวั่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
การโต้กลับของสัตว์ร้ายก่อนตายนั้นดุร้ายที่สุด คนคนนั้นเร็วถึงขนาดที่หลิวจี้ยังมองไม่ชัดเจน คนก็พุ่งเข้าไปอยู่ตรงหน้าอาวั่งในระยะไม่ถึงครึ่งเมตรแล้ว ยื่นนิ้วทั้งห้าออกไป คว้าไปที่คอของเขาอย่างโหดเหี้ยม
ได้ยินเพียงเสียงแค่นหัวเราะอย่างดูแคลนดังออกมาจากปากของอาวั่ง วินาทีต่อมา สถานการณ์ก็พลิกผัน อาวั่งจับคนผู้นั้นล็อกไว้ในอ้อมแขน มือหนึ่งจับมือของคนผู้นั้น อีกมือหนึ่งก็บีบลำคอของเขาไว้
“ฮูหยิน ฆ่าเลยหรือไม่” อาวั่งถามอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
ฉินเหยาส่ายหน้า ที่นี่ไม่ใช่ชนบท จะฝังศพก็ทำได้แค่ฝังในลานบ้านของตนเอง นางไม่อยากทำให้เรือนใหม่ของตนต้องสกปรก
อีกอย่าง…
“ถามเขาก่อนว่าตกลงก่อเรื่องอะไรไว้ พรุ่งนี้เช้าค่อยส่งตัวไปยังที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวง” ฉินเหยาส่งสัญญาณให้อาวั่งปล่อยคนก่อน
คนผู้นั้นผ่อนคลายลงชั่วครู่ ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าตนเข้าใจสถานการณ์ผิดไป หลังจากถูกอาวั่งปล่อยตัวก็ไม่ได้บุกโจมตีอีก
เพียงแต่ถอยไปอยู่ริมประตูเพียงลำพัง มือวางอยู่ที่ตำแหน่งอาวุธลับตรงเอวแล้วมองดูพวกเขาอย่างระแวดระวัง
แต่เมื่อสายตาจับจ้องไปที่ร่างของฉินเหยา เขาก็เผยสีหน้างุนงง รู้สึกอยู่เสมอว่าคนผู้นี้คุ้นตาอยู่บ้าง เสียงก็คุ้น กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นนี้ก็คุ้นเคย
“เจ้า… เจ้าคือ?” เขาพยายามเอ่ยถาม
ฉินเหยาแค่นเสียงหัวเราะ “ข้าไม่ใช่ใครทั้งนั้น กลับเป็นเจ้าเสียอีก ดูท่าทางไม่เหมือนคนดีบุกรุกเข้าเรือนคนอื่น มีจุดประสงค์ใด ยังไม่รีบสารภาพมาตามตรงอีก!”
คนผู้นั้นกวาดสายตาดูตำแหน่งการยืนของคนไม่กี่คนในห้องโถงอย่างรวดเร็ว
มีทั้งหมดสี่คน เด็กสาวหน้าแผลเป็นยืนอยู่ทางด้านหลังเขา บุรุษหน้าเย็นชายืนอยู่ทางซ้ายของเขา บุรุษหน้าตาหล่อเหลาเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอไม่มีพิษสงอะไร
ทว่าเพียงสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้คนเดียวก็สามารถกักขังเขาไว้ในลานบ้านนี้จนหนีออกไปไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเพียงสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรงมานานแล้ว
ภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
เมื่อครู่ฮูหยินเจ้าของเรือนนี้บอกว่าพอฟ้าสางก็จะส่งเขาไปให้ผู้ว่าการเมืองหลวง หากสามารถไปถึงที่ว่าการอำเภอได้จริงๆ บางทีเขาอาจจะยังมีความหวังริบหรี่อยู่บ้าง
ฝืนยืนต่อไปเหนื่อยมาก เขาจึงนั่งขัดสมาธิลงบนพรม เอ่ยปากว่า
“ข้าไม่มีชื่อไม่มีแซ่ เดิมทีเป็นเพียงตัวแสดงบทบู๊เล็กๆ ในคณะงิ้วของตำหนักบูรพา ทุกคนเรียกข้าว่าอู่เซิง”
มุมปากของอู่เซิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “เดิมทีข้าไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุกเข้าเรือนของท่าน เพียงเพราะได้ยินความลับบางอย่างที่ไม่ควรได้ยินจึงถูกเบื้องบนออกคำสั่งให้จับกุม ข้ารู้ดีว่าหากตกไปอยู่ในมือของพวกเขาก็มีเพียงแต่ความตายเท่านั้น ถึงได้หลบหนีออกมา คืนนี้เป็นอุบัติเหตุจริงๆ หากพวกท่านจะส่งข้าไปที่ว่าการอำเภอเมืองหลวง บัดนี้ข้าบาดเจ็บสาหัส หนีไม่ไหวแล้ว ข้ายินดีไปกับพวกท่าน”
คนที่ร้องงิ้วนั้นหูตาไว เขาฟังออกว่าสำเนียงพูดของพวกเขาไม่ใช่คนเมืองหลวง ทั้งยังมองออกด้วยว่าครอบครัวนี้แม้จะซ่อนเร้นความสามารถ แต่ก็เป็นคนที่ไม่ทำตัวโอ้อวด
ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้ว การมีเรื่องเพิ่มเข้ามาหนึ่งเรื่องมิสู้ลดน้อยลงไปหนึ่งเรื่อง
การส่งเขาไปที่ว่าการอำเภอเมืองหลวง เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกนาง
“วันนี้ที่เรือนจัดงานเลี้ยงหรือขอรับ?”
เขามองไปยังอาหารที่ยังเก็บกวาดไม่เรียบร้อยนอกลานบ้าน เผยรอยยิ้มประจบสอพลอที่เคยใช้เอาใจขุนนางและผู้สูงศักดิ์ในวันวาน ประสานมือคารวะ
“ขอฮูหยินโปรดมอบอาหารให้ข้าสักชาม ข้าหลบหนีมาหลายวัน ท้องก็หิวโหยมานานแล้ว”
อินเยว่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ คนผู้นี้ช่างใจเย็นนัก เรื่องเป็นเรื่องตายอยู่ตรงหน้า ยังมีอารมณ์มาขออาหารกิน
แต่ท่านอาจารย์ก็มักจะพูดว่า ฟ้าดินกว้างใหญ่ เรื่องกินข้าวใหญ่ที่สุด สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาต้องการก็มิใช่อาหารแต่ละมื้อหรอกหรือ
“ไปรวบรวมข้าวกับกับข้าวที่เหลือมา” ฉินเหยาสั่ง
อินเยว่พยักหน้ารับคำ หันหลังไปหยิบชาม
ดวงตาของอู่เซิงพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที ขณะกำลังจะยกมือขึ้นแสดงความขอบคุณพลันก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากเบื้องบนว่า
“บอกความลับของเจ้ามาให้ข้ารู้ เจ้าอยากกินข้าวมากเท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น”
หลิวจี้ที่ยืนอยู่ข้างฉินเหยาตื่นเต้นขึ้นมา เรื่องซุบซิบของตำหนักบูรพาเชียวนะ ใครบ้างจะไม่ชอบฟัง
“เมียจ๋าของข้าพูดคำไหนคำนั้น พูดจริงทำจริง เจ้ารีบเล่าความลับนั่นออกมาเถอะ ข้าจะไปยกของอร่อยในห้องครัวมาให้เจ้าด้วยตัวเองเดี๋ยวนี้”
หลิวจี้ไม่กลัวแล้ว เดินมาอยู่หน้าอู่เซิง ย่อตัวลงแล้วเล่าให้เขาฟังว่ากุ้งแช่เหล้าของเหลาเทียนเซียงโหลวนั้นสดใหม่จัดจ้านเพียงใด เค้กไข่หอมนุ่มเพียงใดและน้ำแกงเต่าตุ๋นแปดเซียนรสชาติกลมกล่อมเพียงใด
สำหรับคนที่กำลังหิวโหย การยั่วยวนเช่นนี้ย่อมร้ายแรงถึงชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัยเลย อู่เซิงกลืนน้ำลายลงคอไปหลายครั้งอย่างอดไม่ได้ ดวงตาถึงกับแดงก่ำไปด้วยความอยาก
พอดีกับที่อินเยว่ยกอาหารเข้ามา หลิวจี้คว้ามาถือไว้แล้วถือไปวนรอบจมูกของอีกฝ่ายอย่างน่าหมั่นไส้ แต่ก็ไม่ยอมป้อนให้ถึงปากเขา
เมื่อมีอาวั่งและคนอื่นๆ คอยคุมเชิงอยู่ในห้อง อู่เซิงจึงไม่กล้าลงมือแย่งอาหารจากในมือของเขาจริงๆ และไม่อยากจะทนหิวด้วยจึงยอมประนีประนอม
“เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก อาจส่งผลกระทบร้ายแรง ข้าสามารถพูดกับฮูหยินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น” ขณะที่พูด สายตากลับจับจ้องไปที่ชามในมือของหลิวจี้พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
ฉินเหยารีบกวักมือเรียก “มาพูดตรงนี้”
อู่เซิงยิ้มอย่างน่าเวทนา “เกรงว่าคงต้องรบกวนฮูหยินก้าวเข้ามาเอง” เขาหิวเสียจนไม่อาจละสายตาจากชามข้าวนี้ได้จริงๆ
หลิวจี้จิ๊ปากสองที น่าสงสารก็น่าสงสารจริงๆ ทันใดนั้นจิตสำนึกดีงามก็พลันบังเกิด เขาหยิบไก่ต้มชิ้นหนึ่งป้อนให้เขา
“กินก่อนชิ้นหนึ่ง ให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติของเหลาเทียนเซียงโหลวนี้ดู ข้านายท่านผู้นี้ไม่ได้หลอกเจ้า รสชาติเยี่ยมไปเลยใช่หรือไม่”
อู่เซิงพยักหน้าหงึกๆ “อร่อย ข้าไม่เคยกินเนื้อที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน!”
ทว่า อยากจะกินอีกกลับไม่มีแล้ว
สำหรับคนที่หลบหนีการจับกุมจนหิวจนแทบจะกินคนได้อยู่แล้วนั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่าความหิวโหยก็คือการได้ลิ้มรสชาติความอร่อยของอาหารเพียงเล็กน้อย
ในกระเพาะของอู่เซิงราวกับมีมดนับพันนับหมื่นตัวกำลังกัดกิน ฉินเหยาเพิ่งจะย่อตัวลง เขาก็รีบเล่าความลับที่ตนได้ยินมาทั้งหมดจนหมดเปลือก