ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 675 ความลับ
ตอนที่ 675 ความลับ
พูดจบก็คว้าชามข้าวในมือหลิวจี้มา ไม่สนใจจะใช้ตะเกียบด้วยซ้ำก็ใช้มือโกยอาหารเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง
เขาแทบจะไม่เคี้ยวแล้วกลืนลงไปทั้งอย่างนั้นจนกระทั่งอาการแสบร้อนในกระเพาะทุเลาลง ถึงได้ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง
“เอาน้ำแกงให้เขาสักชาม” กลัวว่าคนจะกินจนติดคอตายไปในบ้านของตน ฉินเหยาจึงรีบกำชับ
อินเยว่พยักหน้าแล้วพาเขาไปที่โต๊ะอาหารด้านข้างพร้อมจัดหาอาหาร น้ำแกงและของว่างดีๆ ให้
สองสามีภรรยาฉินเหยากลับไปยังที่นั่งประธาน ฉินเหยานั่ง หลิวจี้ยืน
“เมียจ๋า เขาพูดว่าอะไรหรือ” หลิวจี้ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น เมื่อครู่อู่เซิงพูดเร็วเกินไป เขาฟังไม่ทัน
ได้ยินเพียงแว่วๆ ว่า ‘ใช้อำนาจในทางมิชอบ’ ‘ยึดครองที่ดินและบ้านเรือนจำนวนมากของคนในอาณัติ’ อะไรทำนองนี้
แต่องค์รัชทายาททรงอยู่เหนือคนนับหมื่น อยู่ใต้เพียงคนผู้เดียวแล้ว ยังต้องยึดครองที่ดินและบ้านเรือนของคนในอาณัติอีกหรือ
ตกลงว่า คนผู้นี้คือใครกันแน่! หลิวจี้กระวนกระวายใจจนแทบทนไม่ไหว หากวันนี้ไม่ได้รู้ความลับนี้ เขาคงต้องตาค้างจนถึงเช้าแน่
โชคดีที่เมียจ๋ายังคงรักและเอ็นดูเขาอยู่จึงกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปเงี่ยหูฟัง
ฉินเหยากระซิบกระซาบข้างหูหลิวจี้สองสามประโยค หลิวจี้ก็ฟังจนตาเบิกกว้าง เกือบจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แต่เขาก็ไหวตัวทัน รีบเอามือปิดปากตนเองแล้วเดินไปเดินมาในห้องโถงอย่างตื่นเต้น
เรื่องใหญ่แล้ว ที่แท้ก็คืออ๋องเฟิง
ความลับที่อู่เซิงได้ยิน แท้จริงแล้วคืออ๋องเฟิงใช้อำนาจในทางมิชอบ กว้านซื้อที่ดินบ้านเรือนของเหล่าบริวารขุนนางใต้อาณัติด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมากในที่ดินศักดินาของตน
ว่ากันว่าฝ่ายหนึ่งเต็มใจตี อีกฝ่ายหนึ่งก็เต็มใจทน แต่ความจริงแล้วอีกฝ่ายไม่ได้เต็มใจทนเลยสักนิด เพียงแค่จำใจเพราะอำนาจของอ๋องเฟิงเท่านั้น
พวกลูกหลานในตระกูลของขุนนางผู้น้อยที่ถูกซื้อที่ไปเกิดความไม่พอใจจึงไปพูดจาแสดงความคิดเห็นอยู่กลางถนน ผลสุดท้ายคนก็ถูกเนรเทศ แถมยังตายระหว่างทางอีกด้วย
เดิมทีเรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงในที่ดินศักดินา ด้วยวิธีการของอ๋องเฟิง ขอเพียงปิดข่าวได้ทันท่วงที ย่อมไม่มีทางแพร่งพรายออกมา
ราชครูเป็นผู้กดข่าวนี้ไว้ พลางนำข่าวนี้เข้าวังไปหารือกับองค์รัชทายาท ว่าจะกดฎีกาที่ถูกยื่นมานี้ลงไปหรือไม่
อย่างไรเสีย เบื้องหน้าอ๋องเฟิงก็ยังเป็นผู้ที่สนับสนุนตำหนักบูรพาอย่างเปิดเผย นับเป็นกระบี่คมที่ใช้ต่อกรกับจวนองค์หญิง
อีกทั้งบรรดาอ๋องที่ได้รับแต่งตั้งของสกุลไป๋หลี่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ตายก็ถูกลดตำแหน่ง ในบรรดาอ๋องที่คอยพิทักษ์สายเลือดที่ถูกต้องของราชวงศ์ บัดนี้เหลือเพียงอ๋องเฟิงผู้นี้ผู้เดียวเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งได้
เพื่อแผนการใหญ่ของแผ่นดิน รัชทายาทจึงเลือกที่จะกดข่าวนี้ไว้ชั่วคราว
วันนั้นพระชายารัชทายาทกำลังจัดงานเลี้ยงขึ้นที่ตำหนักบูรพา เชิญคุณหนูตระกูลต่างๆ ในเมืองหลวงมาชมดอกท้อดูงิ้ว
อู่เซิงแสดงงิ้วเสร็จ เดินผ่านตรอกด้านหลังห้องหนังสือขององค์รัชทายาท บังเอิญได้ยินราชครูและรัชทายาทหารือกันเรื่องที่อ๋องเฟิงกว้านซื้อที่ดินและบ้านเรือนของขุนนางและคนใต้อาณัติในราคาต่ำ
หลังจากนั้นก็ถูกคนพบเห็นเข้า ทหารม้าเกราะดำของตำหนักบูรพาจึงออกปฏิบัติการทั้งหมด อ้างว่ามีนักฆ่า เพื่อรับประกันความปลอดภัยของคุณหนูจวนต่างๆ จึงได้คุ้มกันเหล่าคุณหนูส่งกลับจวนด้วยตนเอง แต่ความจริงแล้วคือการคัดกรอง
ลับหลัง บ่าวรับใช้และสาวใช้ที่เคลื่อนไหวอยู่ใกล้ห้องหนังสือในตอนนั้นล้วนถูกนำตัวไปที่คุกใต้ดินทั้งหมดและถูกทรมานอย่างหนัก
ไม่นานก็สืบได้ว่ามีคนหนึ่งในคณะงิ้วหายตัวไป ผลลัพธ์ก็คือทั้งคณะงิ้วต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรมในคุกใต้ดินเพราะเรื่องที่อู่เซิงหลบหนีไป
“ในเมื่อเจ้าหนีออกมาได้แล้ว ทำไมถึงยังวิ่งกลับมาอีก” ฉินเหยาถามอย่างไม่เข้าใจ
อู่เซิงกำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว หยุดไปพักใหญ่ถึงได้รู้ตัว เขากลืนอาหารในปากลงไปอย่างยากลำบากแล้วเอ่ยเสียงแหบพร่า
“หัวหน้าคณะและคนอื่นๆ ล้วนตายเพราะข้า บนโลกนี้ข้าไม่เหลือญาติสนิทมิตรสหายอีกแล้ว ข้าอยากกลับมาเปิดโปงเรื่องนี้และตายไปพร้อมกับรัชทายาทและราชครู!”
พูดจาดูโหดเหี้ยมนัก แต่บนใบหน้ากลับมีน้ำตาแห่งความเสียใจไหลริน “หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นข้าก็ควรจะขี้ขลาดกลัวตาย รับความผิดทั้งหมดไว้คนเดียว คงไม่เป็นเหตุให้หัวหน้าคณะและคนเหล่านั้น…”
หลิวจี้มองเขาที่ร้องไห้น้ำตานองหน้าก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาผืนหนึ่ง “เช็ดน้ำตาเถิด กินอิ่มแล้วจะได้เดินทางต่อ”
อู่เซิง “???”
ก็จริงพวกเขาจะส่งตนไปที่ที่ว่าการอำเภอเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้ เขาเพียงหวังว่าใต้เท้าหลูผู้เป็นใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมแห่งจวนผู้ว่าการเมืองหลวงที่หัวหน้าคณะเคยเอ่ยถึง จะเป็นใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมของประชาชนจริงๆ
มิฉะนั้น หากพวกขุนนางช่วยเหลือกันเอง เขาก็ยากที่จะรอดพ้นจากความตายแล้ว
หลิวจี้ไม่พลาดแววตาคาดหวังที่วาบผ่านในดวงตาของอู่เซิง ในใจยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้น่าสงสาร
ล่วงรู้ความลับเช่นนี้ เขาพูดไปก็ตาย ไม่พูดก็ตาย…
เดี๋ยวก่อน!
หลิวจี้พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เผยความหวาดหวั่นในดวงตาออกมา ไม่มีอารมณ์จะหยอกล้ออู่เซิงอีกต่อไป รีบกลับมาอยู่ตรงหน้าฉินเหยา กดเสียงต่ำถาม
“เมียจ๋า อู่เซิงเล่าความลับออกมาแล้ว ต่อให้พวกเราสองคนมีร้อยปากก็เถียงไม่ขึ้น! ทหารม้าเกราะดำขององค์รัชทายาทจะไม่จับพวกเราไปฆ่าปิดปากด้วยใช่หรือไม่”
ถอยหลังมาหนึ่งหมื่นก้าว ต่อให้อู่เซิงปากแข็งจนตายก็ไม่ยอมรับว่าเคยเล่าความลับนี้ออกไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความหวาดระแวง
เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยเมื่อถูกหว่านลงไปแล้วย่อมต้องถอนรากถอนโคน ครอบครัวทั้งแปดชีวิตของพวกเขามิใช่ว่า…
“จบสิ้นแล้ว!”
“จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว!”
หลิวจี้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ราชครู ลูบไล้ที่เท้าแขนเก้าอี้แล้วมองดูการตกแต่งอันหรูหราอลังการในห้องโถงนี้ คิดถึงอนาคตอันยิ่งใหญ่ของตนเอง…สิ่งเหล่านี้จะต้องจากเขาไปทั้งหมดแล้วจริงๆ หรือ
“เมียจ๋า” หลิวจี้ขยับเข้าไปใกล้อีก พลางจ้องมองอู่เซิงที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างระแวดระวัง พลางพูดว่า “พวกเราส่งตัวเขาให้ราชครู แลกตัวท่านอาจารย์ออกมา เจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหยาเงียบไปนาน รู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำที่หุนหันพลันแล่นของตนเองที่แบกคนเข้าเรือนมา
เป็นจริงดังว่า บุรุษริมทางเก็บเข้าบ้านไม่ได้!
เก็บมาครั้งนี้กลับเก็บปัญหาใหญ่หลวงกลับมาด้วย
แผนการในตอนนี้ มีเพียงฆ่าเขาเพื่อปกปิดเสียแล้วทำราวกับว่าเรื่องในคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารหรือไม่ อู่เซิงจึงหยุดร้องไห้แล้ว เขาค่อยๆ หันกลับมามองสองสามีภรรยา
“ฮูหยิน…ไม่คิดจะส่งข้าไปที่จวนที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวงแล้วหรือ” อู่เซิงถามอย่างระแวดระวัง
สองสามีภรรยาไม่ได้ตอบกลับ บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัดใจ
อู่เซิงเบ้ปาก ยิ้มเยาะ “โลกที่ต่างคนต่างก็เอาตัวรอด เห็นแก่ตัว มองดูคดีอยุติธรรมเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาแต่กลับนิ่งดูดายเช่นนี้ ดูท่าจะไม่มีคำว่าความยุติธรรมอยู่จริงเสียแล้ว!”
เขายกชามน้ำแกงขึ้นมา ดื่มน้ำแกงคำสุดท้ายจนหมด เช็ดปากแล้วลุกขึ้นยืนพรวดพราด ตัวตรงแน่ว
อู่เซิงเชิดคอขึ้นสูงราวกับจะเหยียบย่ำคนที่เมินเฉยเหล่านี้ไว้ใต้ฝ่าเท้า
เขากล่าวว่า “ข้ากินอิ่มแล้ว ฮูหยินลงมือเถอะ”
อาวั่งเหลียวมองฉินเหยาในทันที หากนางสั่งลงมือ เขาก็จะไม่ลังเลแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียก็ดังที่นายท่านใหญ่ได้กล่าวไว้ คนอย่างพวกเขาเหล่านี้ ทุกคนล้วนไม่ใช่ผู้เปี่ยมคุณธรรมอันใด ยามเผชิญปัญหา การเอาตัวรอดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
อินเยว่ขมวดคิ้วมุ่น สาวเท้าไปอยู่เบื้องหน้าฉินเหยาอย่างรวดเร็ว “ท่านอาจารย์ ต้องทำจริงๆ หรือเจ้าคะ”
นางเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าท่านอาจารย์ไม่ใช่คนประเภทที่อู่เซิงพูดว่านิ่งดูดายเมื่อพบเจอเข้ากับปัญหา ไม่คำนึงถึงความยุติธรรมแม้แต่น้อย
มิฉะนั้นก็ย่อมไม่มีนางในวันนี้ที่ราวกับถือกำเนิดขึ้นใหม่จากเปลวเพลิง!
ฉินเหยาสบเข้ากับสายตาที่มุ่งมั่นของอินเยว่ ในดวงตาคู่นั้นยังมีประกายแสง อินเยว่นั้นแตกต่างจากพวกนาง แม้ว่าจะเคยอยู่ในความมืดมิด แต่ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าในโลกนี้ยังมีแสงสว่าง
และในสายตาของอินเยว่ ท่านอาจารย์เช่นนางก็คือแสงสว่าง
ความเชื่อมั่นที่อินเยว่มีต่อนางทำให้ฉินเหยารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย…นางไม่ได้ดีอย่างที่อินเยว่คิดจริงๆ
“ลงมือสิ!” อู่เซิงตะโกน
ตายเร็วก็ได้ไปเกิดใหม่เร็ว ยื้อชีวิตคนไว้อย่างนี้มันหมายความว่าอย่างไร!
ฉินเหยาจ้องอู่เซิงอย่างไม่พอใจ “เจอข้า นับว่าเจ้าโชคดี”
อินเยว่ดีใจมาก “ท่านอาจารย์!” นางรู้อยู่แล้วว่าตนเองเชื่อคนไม่ผิด
ฉินเหยาตบหน้าผากของอินเยว่ที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้นไปทีหนึ่ง “ยิ้มบ้าอะไร ไป มัดเขาไว้ อุดปากเขาไว้ด้วย”
“เจ้าค่ะ!” อินเยว่ไม่ถามว่าเพราะเหตุใด อย่างไรเสียแค่ทำตามที่ท่านอาจารย์สั่งเป็นพอ