ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 676 กฎหมายไม่เอาผิดคนหมู่มาก
ตอนที่ 676 กฎหมายไม่เอาผิดคนหมู่มาก
อู่เซิงรู้สึกสับสนงุนงง ยังไม่ทันได้ถามว่าพวกนางจะทำอะไรก็ถูกอินเยว่อุดปากเสียแล้ว
แม่นางผู้นี้ก็ไม่ทุบเขาให้สลบ เพียงแต่เอาเชือกมามัดมือเขา
ไม่กลัวเขาขัดขืนเลยหรือ
ราวกับมองความคิดของเขาออก อินเยว่ตบไปบนผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมของเขาหนึ่งฉาด “ไม่อยากตายก็ให้ความร่วมมือเสียดีๆ! แผนการอันแยบยลของท่านอาจารย์ข้า พวกเราคนธรรมดาไหนเลยจะมองออกได้ นางทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง!”
หลังจากนั้นอินเยว่ก็พาอู่เซิงที่ถูกมัดจนแน่นหนาไปยังห้องเก็บฟืน “อย่างสมัครใจ”
ภายในห้องโถง หลิวจี้และอาวั่งสองคนก็มองหน้ากันไปมา พวกเขามองฉินเหยาอย่างไม่เข้าใจ
ฉินเหยากระแอม “แค่กๆ” สองครั้งเพื่อปรับลำคอแล้วส่งสัญญาณให้ทั้งสองนั่งลง
นางกล่าวขึ้นก่อนว่า “อู่เซิงคนเดียวแลกกงเหลียงเหลียวกลับมาไม่ได้ ทั้งยังจะลากครอบครัวของพวกเราทั้งหมดเข้าไปพัวพันด้วย”
ประโยคนั้นดับความคิดที่สั่นไหวของหลิวจี้ลงในทันที
นางวิเคราะห์ต่อ “หากที่อู่เซิงพูดเป็นความจริง อ๋องเฟิงใช้อำนาจในทางมิชอบกอบโกยทรัพย์สิน ทั้งยังคร่าชีวิตคน ตามกฎหมายบ้านเมือง อย่างน้อยก็ต้องถูกริบบรรดาศักดิ์”
“รัชทายาทให้การปกป้องเขา เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าก็เล็ก ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ จวนองค์หญิงใหญ่จะปล่อยโอกาสดีเช่นนี้ให้หลุดมือไปได้อย่างไร เมื่อใดที่องค์รัชทายาทถูกร้องเรียน เกรงว่าแม้แต่ตำแหน่งรัชทายาทก็ยากที่จะรักษาไว้ได้”
“และราชครูกับองค์รัชทายาททั้งสองคนก็มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด เมื่อต้นไม้ล้ม เหล่าวานรก็ย่อมกระจัดกระจาย ยามนี้การส่งตัวอู่เซิงไปที่จวนราชครู แม้จะได้รับความสงบสุขชั่วคราว แต่หากวันใดเรื่องแดงขึ้นมา…”
ฉินเหยามองหลิวจี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ “ยินดีด้วยที่บรรลุความสำเร็จถูกประหารทั้งชั่วโคตร”
หลิวจี้แค่นเสียงทีหนึ่ง ไม่ยอมรับว่าตนเองคิดตื้นเขินไป “เจ้าก็รู้จักแต่ขู่ข้า!”
ฉินเหยาพลันยิ้มให้เขาหนึ่งครั้ง ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ดวงตาทั้งสองเป็นประกายจ้องมองเขา ทำเอาคนถูกมองรู้สึกขนลุกซู่ ถึงได้กล่าวเจือรอยยิ้มว่า
“หลิวจี้ จริงๆ แล้วข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าฉลาดมาก จริงๆ นะ!”
อาวั่งเบิกตาจนแทบจะถลน ฮูหยิน ท่านโกหกเช่นนี้ คุณธรรมในใจไม่เจ็บปวดบ้างหรือ
อาวั่งหันหน้าไปมองนายท่านใหญ่ มุมปากหลิวจี้กลับฉีกยิ้มจนกลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว “เมียจ๋า อยู่ๆ เจ้าก็ชมข้าต่อหน้าคนนอกเช่นนี้ ข้าเขินแย่เลย”
เหลือบมองอาวั่งแวบหนึ่ง เจ้าคนไม่มีหัวคิดนี่ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก
อาวั่งถึงกับจุก ดี! ดี! ข้ามันเป็นส่วนเกิน!
“ฮูหยินมีเรื่องใดจะสั่งการก็เรียกข้าได้เลย ข้าจะไปเก็บโต๊ะเก้าอี้กับอาเยว่ก่อน”
ประสานหมัดคำนับหนักๆ หนึ่งครั้ง พับแขนเสื้อแล้วเดินออกจากห้องโถงใหญ่ไป ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน กล้ามเนื้อบนแขนตึงเปรี๊ยะ แปรงขัดถูจนเกิดเสียง “วืดๆ” ราวกับมีลมพัด คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขากำลังลงทัณฑ์ใครอยู่
หลิวจี้ไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย พอคนเดินไปก็รีบลากเก้าอี้ราชครูที่อยู่ใต้ก้น เขยิบเข้าไปใกล้ฉินเหยาทั้งคนทั้งเก้าอี้ นั่งคุยกันแบบเข่าชนเข่า
ฉินเหยาเผยรอยยิ้มชื่นชม “สามี ตามความเห็นของเจ้า เจ้ามองเรื่องนี้ว่าอย่างไรหรือ วิกฤตของบ้านเราพอจะมีหนทางแก้ไขหรือไม่”
“เจ้าฉลาดถึงเพียงนี้ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ย่อมแก้ไขได้อย่างง่ายดาย ใช่หรือไม่”
พอคำว่าสามีในประโยคก่อนหน้าเอ่ยออกมา หลิวจี้ก็ตัวชาไปครึ่งซีกแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดื่มด่ำกับความอ่อนโยนที่หาได้ยากจากเมียจ๋านี้ต่อไป ประโยคถัดไปก็เผยจุดประสงค์ออกมา
รอยยิ้มของหลิวจี้แข็งค้างอยู่บนใบหน้า พูดตามตรง หากเป็นคนอื่นมายกยอเขาจนสูงส่งถึงเพียงนี้ เขาคงกระโดดลงไปนานแล้ว
แต่นี่คือใครกัน?
นี่คือเมียจ๋าสุดที่รักของเขานะ!
ในฐานะลูกผู้ชาย ในฐานะสามี จะแสดงความขี้ขลาดออกมาต่อหน้าภรรยาได้อย่างไร
เมื่อสบกับสายตาคาดหวังเป็นประกายของฉินเหยา หลิวจี้ก็สูดหายใจเข้าลึก เค้นรอยยิ้มปลอบโยนออกมาอย่างยากลำบากแล้วก้มหน้าลงต่ำ จ้องมองหัวเข่าของคนทั้งสองที่อยู่ตรงข้ามกันพลางครุ่นคิด
ตอนนี้เขากลับคำพูดโอ้อวดที่เคยพูดไว้ในอดีต น่าจะยังทันอยู่กระมัง
มือคู่หนึ่งวาง “แปะ” ลงบนหัวเข่าของเขา แรงกดนั้นไม่หนัก แต่หลิวจี้รู้ดีว่า หากเขากล้าดิ้นรนเมื่อใด มือคู่นี้ก็จะกลายเป็นคีมเหล็ก บีบเขาจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ฉินเหยายิ้ม ดวงตายิ้มจนโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ นางหน้าตางดงามหมดจด แต่ยามปกติกลับมีดวงตาคู่หนึ่งที่เฉียบคมดุจเหยี่ยว บดบังความงดงามนั้นไปจนหมดสิ้น
ยามนี้ดวงตาโค้งหยี หลิวจี้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้นโดยไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกราวกับตนเองถูกห่อหุ้มไปด้วยน้ำพุอุ่น ทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น
ร่างกายสั่นสะท้านไปชั่วขณะตามสัญชาตญาณราวกับถูกไฟฟ้าช็อตทั้งร่าง ตื่นจากภวังค์ด้วยความตกใจ
หลิวจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ หันหน้าหนีไม่กล้ามองดวงตาคู่นั้นอีก แอบกัดฟัน แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับกุ้งต้มสุก ร้อนจนเขารู้สึกมึนศีรษะ
“เจ้า เจ้า!” หลิวจี้ยื่นมือออกไปกดทับมือคู่นั้นที่วางอยู่บนเข่าของตน ฝืนกล่าวเสียงต่ำ “ฉินเหยา! ใช้แผนสาวงามได้อย่างไร เจ้ามันเกินไปแล้ว!
“เกินไปหรือ” ฉินเหยายกมุมปากขึ้น พลิกมือกลับแล้วคว้าจับมือใหญ่ทั้งสองข้างที่วางทับอยู่บนหลังมือของนางไว้ในอุ้งมือแทน “เช่นนี้เล่า เกินไปยิ่งกว่าเดิมหรือไม่”
คำว่า ‘เกินไป’ วนเวียนอยู่บนปลายลิ้น แต่สิ่งที่หลิวจี้พูดออกมากลับเป็น “กะ…ก็ยังเกินไปกว่านี้ได้อีก…”
พอพูดออกไป เห็นอีกฝ่ายไม่โกรธกลับยิ้ม เขาก็ตกใจเช่นกัน รีบหลับตาลงท่องคาถาสงบใจ ตั้งสติที่กำลังเตลิดเปิดเปิง
“เจ้าปล่อยมือก่อน ให้ข้าค่อยๆ คิด เรื่องนี้ไม่ยาก ย่อมต้องมีวิธีแก้ไข”
ฉินเหยาก้มลงมองมือของตนเองที่ถูกจับไว้ ให้นางปล่อยมือก่อน?
บางคนยังจับไว้ไม่ยอมปล่อย กล้าดียิ่งนักที่ใช้นิ้วลูบไล้อย่างกำเริบเสิบสาน
มือที่ฝึกวรยุทธ์มาตลอดทั้งปีกลับละเอียดอ่อนยิ่งกว่าที่คิด ลูบไปเจอตุ่มแข็งเล็กน้อยบนข้อนิ้ว เล็บที่ตัดแต่งอย่างเรียบร้อยก็อดไม่ได้ที่จะจิ้มๆ กดลงไปเป็นรูปกากบาท ท่าทางมีความสุขอย่างยิ่ง
ฉินเหยา “เจ้าลืมตาขึ้นมา”
เปลือกตาของบางคนค่อยๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย
“ลืมตา!”
เสียงตะคอกลอดไรฟันเสียงหนึ่งทำเอาหลิวจี้ตกใจจนลืมตาโพลงในทันที
ฉินเหยาพยักพเยิดคาง หลิวจี้ก้มหน้ามองตาม อ้อ ที่แท้เป็นเขาที่จับมือนางไว้นี่เอง
แต่ข้าก็จะไม่ปล่อย!
จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าหัวเข่าของทั้งสองที่ชนกันอยู่มีทีท่าว่าจะยกขึ้น หลิวจี้จึงยอมปล่อยมือทั้งสองข้างของนาง ย้ายเก้าอี้ราชครูกลับไปที่เดิม ยกมือขึ้นทำท่าห้ามปราม
“ข้าขอเวลาคิดดีๆ จริงๆ นะ”
จังหวะการพูดประโยคนี้พอดิบพอดีอย่างที่สุด หยุดยั้งฝ่ามือของฉินเหยาที่กำลังจะฟาดเข้ามาได้ทันท่วงที
ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นสูงนั้น เกรงว่าจะกดลงได้ยากยิ่งกว่าไม้กระดกเสียแล้ว
นานๆ ทีจะมีโอกาสอันงดงามเช่นนี้ ที่จริงแล้วเขาไม่ถือเลยหากจะมีอีกสักหลายๆ ครั้ง
ก็แค่ความลับอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ หากมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่รู้ นั่นจึงเรียกว่าความลับ
แต่หากทุกคนรู้เล่า นั่นก็ไม่ใช่ความลับแล้ว
กฎหมายไม่เอาผิดคนหมู่มาก จวนรัชทายาทย่อมไม่สามารถสังหารคนในตรอกควานเจิ้งทั้งหมดเพื่อปิดปากได้กระมัง
อีกอย่าง สหายตายดีกว่าข้าตาย เรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการบรรลุความสำเร็จถูกประหารทั้งตระกูลเช่นนี้ สู้มอบให้มืออาชีพไปจัดการจะดีกว่า
หลิวจี้พลันมองไปยังกำแพงฝั่งทิศตะวันออก เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “เมียจ๋า ข้ามีแผนหนึ่ง เจ้าเงี่ยหูเข้ามาข้าจะเล่าให้เจ้าฟังอย่างละเอียด”
ฉินเหยาย่อมไม่พลาดท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาลอบมองไปยังกำแพงทิศตะวันออก คิ้วกระตุก ดูท่าว่าสามีไร้ประโยชน์ของนางผู้นี้ คงจะสามารถสลัดคำว่าไร้ประโยชน์ทิ้งไปได้แล้ว
ฉินเหยานั่งนิ่งไม่ขยับ หลิวจี้ก็ไม่ถือสา เดินเข้ามาหาอย่างไม่รักษาเกียรติแม้แต่น้อย กระซิบกระซาบข้างหูนางอยู่ครู่หนึ่ง
พูดจบ สองสามีภรรยาก็มองหน้ากัน เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
……
ณ ลานตะวันออกที่อยู่ติดกัน ตระกูลฉี
ผู้ตรวจการฉีที่เพิ่งเขียนฎีกาที่จะยื่นถวายต่อฮ่องเต้ในวันพรุ่งนี้เสร็จกำลังจะดับตะเกียงขึ้นเตียงพักผ่อนพลันรู้สึกว่ามีลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านต้นคอด้านหลัง ทำเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
บ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายสังเกตเห็นอาการของผู้ตรวจการฉี กำลังจะเอ่ยถามว่านายท่านต้องการจะสวมเสื้อเพิ่มหรือไม่
ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังราวกับอสนีบาตฟาด
“ปัง! ปัง! ปัง!” เสียงทุบประตูดังรัว ราวกับจะทุบประตูเรือนของเขาให้พังพินาศถึงจะยอมหยุด