ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 677 ดี ดี ดี เล่นกันอย่างนี้ใช่หรือไม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 677 ดี ดี ดี เล่นกันอย่างนี้ใช่หรือไม่
ตอนที่ 677 ดี ดี ดี เล่นกันอย่างนี้ใช่หรือไม่
“เกิดอะไรขึ้น” ผู้ตรวจการฉีถามเสียงดังอย่างมึนงงและตื่นตระหนก
ประตูถูกทุบยามค่ำคืน ไม่ว่าใครก็ต้องหวาดกลัวทั้งนั้น
เสียงเคาะประตูพลันหยุดลงอีกครั้ง
หลังจากความเงียบสงบชั่วครู่ผ่านไป เสียงร้อนรนของพ่อบ้านก็ดังเข้ามา
เขาถอยหลังไปพลางตวาดอย่างตื่นตระหนก “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าบุกรุกเข้าเรือนผู้อื่นได้อย่างไร นายท่านของข้าหลับไปแล้ว เจ้ามีธุระอะไรค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้!”
“ไม่ได้ เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ต้องรีบแจ้งให้ใต้เท้าทราบเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินเสียงสตรีแปลกหน้าดังมาจากนอกลานบ้าน ผู้ตรวจการฉีที่อยู่ในห้องก็สบตากับผู้ติดตาม “ใครกัน”
ผู้ติดตามส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
เพียงชั่วอึดใจนี้ หน้าประตูห้องก็มีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาหลายคู่
พ่อบ้านและผู้คุ้มกันเรือนสองคนถือไม้กระบองอยู่ในมือ ยืนขวางอยู่หน้าห้องของใต้เท้าฉี
และเบื้องหน้าของพวกเขาก็คือฉินเหยาที่ในมือกำลังลากตัวอู่เซิงซึ่งถูกมัดจนแน่นหนา
นางเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ในมือยังลากคนมาด้วยอีกคน แต่คนสามคนกลับมิอาจขวางนางได้แม้แต่น้อย ปล่อยให้นางบุกเข้ามาจนถึงหน้าประตูห้อง
“ใต้เท้าฉี! ข้าคือเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายมาใหม่ของท่าน พวกเราเคยพบหน้ากันครั้งหนึ่ง ท่านคงจะยังจำได้ใช่หรือไม่” ฉินเหยาตะโกนถามไปทางประตูห้องเสียงดัง
ผู้ตรวจการฉีรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากในใจ สตรีที่แต่งงานแล้วผู้นี้ถึงกับบุกเข้าเรือนเพื่อนบ้านในยามค่ำคืน ไร้ระเบียบแบบแผนสิ้นดี!
ประตูห้องเปิดออกเสียงดัง “เอี๊ยด” พอพ่อบ้านเห็นนายท่านของตนก็อ้าปากคิดจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นผู้ตรวจการฉีหน้าดำคล้ำโบกมือไล่ให้พวกเขาถอยไปก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา มองฉินเหยาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรมากขึ้น
เขาคงต้องรีบไปแจ้งฮูหยินสักหน่อย มิเช่นนั้นยังไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันไปถึงไหน
“ฮูหยินของตระกูลหลิว?” ผู้ตรวจการฉีมองฉินเหยาที่ในมือกำลังลากอู่เซิง คิ้วขมวดมุ่นจนแทบจะหนีบยุงตายได้
ฉินเหยาพยักหน้า เอ่ยเรียกใต้เท้าฉีอย่างสุภาพแล้วดึงผ้าที่อุดปากอู่เซิงออก กำชับข้างหูเขา
“นี่คือผู้ตรวจการแห่งสำนักตรวจการ ใต้เท้าฉี มีหน้าที่ตรวจสอบขุนนางร้อยกรม โอกาสหาได้ยากยิ่ง มีอะไรก็รีบพูด”
สายตาประหลาดใจของอู่เซิงมองสลับไปมาระหว่างฉินเหยาและผู้ตรวจการฉี เขาได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว คุกเข่าลงเสียงดังตุบ
“ใต้เท้า! สามัญชนอู่เซิง มีเรื่องจะร้องเรียนต่อใต้เท้าขอรับ!”
อู่เซิงเพิ่งจะอ้าปาก ผู้ตรวจการฉีก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา ยกมือขึ้นกำลังจะสั่งให้เขาหุบปากเสีย แต่คาดไม่ถึงว่าอู่เซิงเพิ่งจะกินข้าวอิ่มมาหมาดๆ ยามนี้เรี่ยวแรงเหลือเฟือจึงพรั่งพรูเรื่องที่องค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพาให้การปกป้องอ๋องเฟิงที่ใช้อำนาจในทางมิชอบกอบโกยทรัพย์สิน ทั้งยังไม่เห็นแก่ชีวิตผู้คนออกมารวดเดียวจนหมด
ตอนแรกผู้ตรวจการฉีเพียงแค่ตกตะลึง พอฟังไปได้ครึ่งหนึ่งก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะฟังได้ คิดจะยกมือขึ้นอุดหู แต่เสียงของอู่เซิงนั้นดังราวกับระฆัง ไม่ยอมให้เขาหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย
จนสุดท้าย ไม่เพียงแต่ผู้ตรวจการฉีจะได้ยินอย่างชัดเจนถนัดสองรูหู แม้แต่คนอื่นๆ ในเรือนตระกูลฉีที่ถูกพ่อบ้านเรียกมาอย่างเร่งรีบก็ยังได้ยินไปหกเจ็ดส่วน
อู่เซิงโขกศีรษะคำนับอย่างหนักแน่น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับจะร้องไห้เป็นสายเลือด เขาตะโกนจนสุดเสียง “ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมแก่สามัญชนด้วย!”
ชั่วขณะนั้น ทั้งลานบ้านเงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงเข็มหล่น
ฮูหยินฉีเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา นางจ้องมองเหล่าคนรับใช้ที่อยู่ข้างกายอย่างเกรี้ยวกราดแล้วไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่นาน ในลานบ้านก็เหลือเพียงสองสามีภรรยาผู้ตรวจการฉีกับฉินเหยาและอู่เซิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
ฮูหยินฉีก้าวฉับๆ เข้ามา ฉุดกระชากฉินเหยาที่กำลังหันหลังให้ตน กัดฟันถามอย่างเดือดดาลว่า
“พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เพียงแค่เพราะไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงขึ้นเรือนใหม่ของเรือนเจ้า ถึงกับต้องมาแก้แค้นตระกูลฉีของข้าเช่นนี้ เจ้านี่ช่างใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก!”
ฉินเหยาสะบัดมือตนเองจนหลุดออกมา ไม่ได้ควบคุมแรง ฮูหยินฉีจึงถูกนางสะบัดจนโซเซ เกือบจะยืนไม่อยู่ล้มลง
ฮูหยินฉีดูอายุราวสามสิบกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยาได้พบนาง โดยปกติแล้วฮูหยินผู้นี้ไม่ออกจากเรือนส่วนใน ทั้งยังไม่ค่อยไปร่วมงานเลี้ยงใดๆ คิดจะพบนางสักครั้งช่างยากเย็นยิ่งนัก
“ฮูหยินฉีพูดผิดแล้ว ข้าฉินเหยาแม้จะเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง แต่ก็รู้ดีว่าเรื่องงานคือเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัว”
ฉินเหยาหันไปทางผู้ตรวจการฉีที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ ไม่รู้ว่าโกรธหรือตกใจแล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด
“ตรวจสอบขุนนางร้อยกรม ถวายฎีกาติติง เดิมทีก็เป็นหน้าที่ของใต้เท้าผู้ตรวจการอยู่แล้ว วันนี้อู่เซิงผู้นี้ถูกคนชั่วไล่ล่าจนสลบไปอยู่กลางตรอกหลังเรือนของพวกเราทั้งสองคน ข้านึกว่าเป็นโจรผู้ร้าย เตรียมจะจับตัวส่งไปยังจวนที่ว่าการอำเภออยู่แล้ว คาดไม่ถึงว่าเขาจะเผยเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ออกมา”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาทและอ๋องเฟิง ข้าเป็นเพียงสามัญชนย่อมหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งจึงได้มาหาใต้เท้าผู้ตรวจการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ประชาชน มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือ”
ผู้ตรวจการฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ ยกมือขึ้นห้ามฮูหยินที่อ้าปากค้างและกำลังจะพูดจา ทำได้เพียงพยักหน้าให้ฉินเหยา “ไม่มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง นี่เป็นหน้าที่ของข้าผู้นี้จริงๆ”
“เพียงแต่…” ผู้ตรวจการฉีก้าวไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอู่เซิง สองตาดุจคบเพลิงจ้องมองเขาเขม็ง “เจ้าอู่เซิงผู้นี้ รู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เจ้าพูดอะไรออกมา เกี่ยวข้องถึงองค์รัชทายาท หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด ข้าก็จะไม่ถวายฎีกาต่อเบื้องพระพักตร์เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของเจ้าซึ่งเป็นสามัญชนหรอกนะ”
“หากทำไม่ดี เจ้ากับข้าล้วนต้องหัวหลุดจากบ่า!”
ประโยคหลังนี้ พูดพลางมองฉินเหยา มีเจตนาตักเตือน
ตอนนี้เขาเพียงแค่รู้สึกโชคดีที่คนในเรือนนี้ล้วนเป็นคนของตนเอง ขอเพียงแค่ปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องในคืนนี้ ทุกคนก็จะสามารถอยู่รอดปลอดภัย
“เรื่องนี้ ฮูหยินยังไม่ได้บอกแก่บุคคลที่สามใช่หรือไม่” ผู้ตรวจการฉียืนยันอย่างเคร่งขรึม
ทว่า ปฏิกิริยาของฉินเหยากลับไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดไว้
นางพลันยิ้มออกมาเล็กน้อย ยกมือขึ้นป้องหู ทำท่าทาง ‘ฟัง’ ออกไปด้านนอก
ผู้ตรวจการฉีและฮูหยินฉีกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวพลางเงี่ยหูฟังไปทางถนนด้วยเช่นกัน
เสียงฆ้องทองแดงดังขึ้น มีคนกำลังเคาะประตูเรือนแต่ละหลังในตรอกควานเจิ้งนี้แล้วตะโกนเสียงดังว่า “จับโจรได้แล้ว! ทุกคนรีบออกมาดูเร็วเข้า!”
“บนตัวโจรผู้นั้นมีเครื่องประดับเงินเครื่องประดับทองซุกอยู่ไม่น้อย ทุกคนรีบออกมาดูเร็วว่ามีของของตนเองที่หายไปหรือไม่!”
เสียงนั้นยิ่งมายิ่งดังชัด ยิ่งแพร่กระจายไปไกล ยามนี้ยังไม่ถึงเวลานอน คนในเรือนส่วนใหญ่ยังคงตื่นอยู่ เมื่อได้ยินเสียงฆ้อง ไม่นานก็มีคนเปิดประตูวิ่งออกมาถาม “โจรเล่า โจรอยู่ที่ไหน”
มีคนชี้ไปทางเรือนตระกูลฉี “ส่งตัวไปที่เรือนของใต้เท้าผู้ตรวจการแล้ว ทุกคนรีบไปยืนยันทรัพย์สินเร็ว!”
สีหน้าของสองสามีภรรยาผู้ตรวจการฉีแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
พ่อบ้านตะโกนพลางวิ่งเข้ามา “นายท่าน ฮูหยิน แย่แล้ว แย่แล้ว! มีคนมากมายมุ่งหน้ามาทางเรือนของพวกเราแล้ว นายท่านรีบออกไปดูเถอะ แม้แต่ผู้ดูแลย่านก็มาด้วย!”
ในเมืองหลวงมีย่านหนึ่งร้อยกว่าย่าน แต่ละย่านจะเลือกผู้ดูแลย่านหนึ่งคนมาคอยจัดการไกล่เกลี่ยเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันภายในย่าน
ยกเว้นจวนอ๋องจวนโหวเหล่านั้นที่จวนหนึ่งหลังก็กินพื้นที่ไปทั้งย่านแล้วจึงไม่มีการแต่งตั้งผู้ดูแลย่าน ที่เหลืออีกแปดสิบห้าย่านล้วนมีผู้ดูแลย่านทั้งหมด
ต่อให้เป็นขุนนางที่อาศัยอยู่ในย่าน เมื่อพบผู้ดูแลย่านก็ยังต้องไว้หน้าอยู่บ้าง
เมื่อได้ยินเสียงจอแจด้านนอกราวกับว่าทั้งตรอกควานเจิ้งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
อู่เซิงหันกลับไปมองฉินเหยาที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยความตกตะลึงพลันรู้สึกว่าการที่ได้พบนาง ช่างเป็นโชคดีของตนเองจริงๆ
เขาอาจจะสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้แก่หัวหน้าคณะและสหายที่ตายไปได้จริงๆ พวกเขาไม่ต้องตายเปล่าแล้ว
ฉินเหยามองสองสามีภรรยาผู้ตรวจการฉีที่โกรธจนตัวสั่น “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้ามี…”
ผู้ตรวจการฉียกมือขึ้นอย่างตื่นตระหนก “ข้าไม่อยากรู้ เจ้าอย่าพูด เจ้าหุบปาก!”
ฉินเหยากดมือของเขาลงแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร “ไม่ ท่านอยากรู้ เพราะว่าท่านได้ยินแล้ว”
“ข้ามีวิธีการหนึ่งที่พวกเราทุกคนจะไม่ต้องหัวหลุดจากบ่า พวกเราสร้างสถานการณ์ขึ้นมาแล้ว ที่จริงแล้วขอเพียงแค่ใต้เท้าปฏิบัติตามกฎหมาย ส่งตัวโจรอู่เซิงผู้นี้ให้แก่ผู้ดูแลย่านแล้วนำตัวส่งที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวงต่อไปก็เพียงพอแล้ว”