ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 678 จับโจรได้แล้ว
ตอนที่ 678 จับโจรได้แล้ว
“ไม่ยากเลยสักนิด ใช่หรือไม่”
ฉินเหยายักไหล่ ยิ้มมองผู้ตรวจการฉีที่เต็มไปด้วยความลังเล “ส่วนเรื่องที่ใต้เท้าจะถวายฎีกาหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่ใจของใต้เท้าเอง”
พูดก็พูดเช่นนี้ แต่เมื่อใดที่อู่เซิงไปถึงที่ว่าการอำเภอ ย่อมต้องร้องเรียนเรื่องนี้ขึ้นไปอย่างแน่นอน
และผู้ตรวจการเช่นเขาที่ล่วงรู้เรื่องนี้ก่อนกลับยื่นฎีกาช้ากว่าที่ว่าการอำเภอไปหนึ่งก้าว เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหลายจะคิดอย่างไร เหล่าสหายผู้ตรวจการด้วยกันจะคิดอย่างไร
และฝ่าบาทเล่าจะทรงคิดอย่างไร
ฉินเหยาเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่งว่า “ใต้เท้าผู้ตรวจการเช่นพวกท่าน หรือว่าทุกครั้งที่จะถวายฎีกาล้วนต้องรอให้มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาถึงจะยื่นฎีกาหรือ”
ฉินเหยาส่ายหน้า นางไม่เชื่อ
การตั้งข้อสงสัยกับการค้นหาหลักฐานเป็นหน้าที่ของคนละหน่วยงานกัน
“หากเรื่องนี้เป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสีที่ไร้มูลความจริง การถวายฎีกาของใต้เท้าในครั้งนี้ก็ยังสามารถทำให้องค์รัชทายาททรงระแวดระวังคนรอบข้างที่ชอบปล่อยข่าวลือได้ทันท่วงที อย่างไรเสีย ถอยมาหนึ่งหมื่นก้าว การที่มีข่าวลือเช่นนี้แพร่ออกมา องค์รัชทายาทจะไม่มีความผิดแม้แต่น้อยเลยหรือ”
ฉินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมคุณธรรม “หากว่าเรื่องนี้เป็นความจริง กฎหมายหรือจะต้องก้มหัวให้กับความไม่เป็นธรรม? รากฐานของแคว้นเซิ่ง คงได้ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนชั่วเหล่านี้ที่เหยียดหยามกฎหมายของบ้านเมือง!”
ว่าไปแล้ว “จะยื่นฎีกาหรือไม่ยื่นฎีกา ก็ยังคงต้องสุดแล้วแต่ใจของใต้เท้าเอง”
ผู้ตรวจการฉีถึงกับพูดไม่ออก คำพูดทั้งดีและร้ายล้วนถูกฉินเหยาไปคนเดียวจนหมดแล้ว เขายังจะพูดอะไรได้อีก
ทุกประโยคล้วนเป็น “สุดแล้วแต่ใจของใต้เท้าเอง” แต่ความจริงแล้ว นี่ก็คือต้องการให้เขานำเรื่องนี้ทูลเกล้าฯ ขึ้นไป
หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าครอบครัวข้างเรือนนี้เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองหลวง ไม่มีรากฐานความสัมพันธ์ใดๆ เขาคงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าพวกนางเป็นไส้ศึกของจวนองค์หญิงใหญ่
เพราะเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดโปงออกไป องค์หญิงใหญ่ที่ช่วงนี้ถูกเหล่าบัณฑิตนักปราชญ์ถวายฎีกาอย่างหนักทุกวันคงได้หัวเราะออกมาดังๆ เป็นแน่
ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่หน้าเรือนตระกูลฉีมีมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ผู้ตรวจการฉีจะใช้ในการตัดสินใจนั้นมีไม่มากแล้ว
ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าของพ่อบ้าน ผู้ตรวจการฉีจ้องฉินเหยาอย่างไม่พอใจแวบหนึ่งแล้วตะโกนออกไปด้านนอก “ใครอยู่ข้างนอกบ้าง!”
มีผู้คุ้มกันเรือนสองคนที่เฝ้าอยู่ใกล้ๆ รีบวิ่งเข้ามา
ผู้ตรวจการฉีชี้ไปที่อู่เซิง “เจ้านำตัวโจรผู้นี้ออกไปส่งให้ผู้ดูแลย่าน ดูสิว่าเขาขโมยอะไรไปบ้าง”
ผู้คุ้มกันเรือนไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบหิ้วปีกอู่เซิงขึ้นมา
อู่เซิงมองฉินเหยาแวบหนึ่งอย่างซาบซึ้งใจ ให้ความร่วมมือเดินตามผู้คุ้มกันเรือนทั้งสองคนนั้นไปแต่โดยดี
ผู้คุ้มกันเรือนทั้งสองคนที่รู้ความจริงมาราวหกเจ็ดส่วน พินิจพิจารณาเขาอย่างสงสัยแล้วจุ๊ปากนึกทึ่งในใจ สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของทหารม้าเกราะดำแห่งตำหนักบูรพามาได้นับว่าเป็นคนที่ไม่ธรรมดา
อู่เซิงยิ้มอย่างขมขื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอเพียงไม่อยากตายก็ย่อมต้องดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเช่นเดียวกับเขา
ทุกคนเดินตามไป
ตระกูลฉีเปิดประตูใหญ่ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในลานบ้านล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งเห็นในงานเลี้ยงที่เรือนฉินเหยาเมื่อตอนพลบค่ำ
เมื่อช่วงบ่ายผู้ดูแลย่านไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยง แต่ก็ส่งคนมาแสดงความยินดี ทว่าเมื่อครั้งก่อนตอนที่ซื้อเรือน ฉินเหยากับผู้ดูแลย่านก็เคยพบหน้ากันแล้ว ทุกคนพอเห็นนางอยู่ในลานบ้านตระกูลฉีก็ล้วนอยากรู้อยากเห็น
ผู้ตรวจการฉียกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง เอ่ยปากอธิบาย “โจรผู้นี้ขโมยของมา กำลังจะปีนกำแพงหลบหนี แต่โชคร้ายพลัดตกลงมาที่ตรอกหลังเรือนของพวกเรา ฉินเหนียงจื่อวรยุทธ์สูงส่ง ออกท่าไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถจับกุมโจรผู้นี้ไว้ได้”
ผู้ดูแลย่านรู้สึกว่าคำอธิบายนี้ออกจะแปลกๆ อีกอย่าง ดูจากท่าทางของอู่เซิงที่ถูกผู้คุ้มกันเรือนหิ้วปีกอยู่ก็ไม่เหมือนคนที่หวาดกลัวตื่นตระหนกหลังจากถูกจับได้ว่าขโมยของ ทั้งยังไม่ร้องขอความเมตตา ในใจจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา
แต่สถานการณ์ในยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาซักไซ้ไล่เลียง สบตากับผู้ตรวจการฉีแวบหนึ่ง เห็นเขาพยักหน้าแต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมก็จำต้องสะกดความสงสัยในใจไว้ก่อน
ส่วนคนอื่นๆ กลับไม่ได้คิดอะไรมาก เงินทองย่อมสามารถดึงดูดใจคนได้เสมอ ต่อให้รู้ว่าเรือนของตนไม่มีอะไรหายก็ยังอยากจะมาร่วมมุงดู อยากรู้ว่าตกลงแล้วจะค้นเจอทรัพย์สินเงินทองล้ำค่าสักเท่าใด ไม่แน่ว่าอาจจะได้ส่วนแบ่งกลับไปด้วย
ดังนั้น ภายใต้สายตาของทุกคนที่จับจ้อง ผู้ดูแลย่านก็นำคนมาค้นตัวด้วยตนเอง ของที่หล่นลงมา “กริ๊งกร๊าง” คือเหรียญเงินสิบกว่าเหรียญ
หลิวจี้ที่ปะปนอยู่ในฝูงชนรู้สึกเจ็บปวดใจจนสูดปากเบาๆ นี่มันเป็นส่วนหนึ่งของเงินเก็บส่วนตัวอันน้อยนิดของเขาเชียวนะ!
“ไฉนจึงมีเพียงเท่านี้?”
“ไหนบอกว่าค้นเจอทรัพย์สินเงินทองล้ำค่ามากมายไม่ใช่หรือ”
“เมื่อครู่ใครเป็นคนพูดกัน”
“เหมือนว่าจะเป็น…” เอ๊ะ ใครเป็นคนตะโกนกันนะ
น่าจะเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยนัก อีกทั้งยามค่ำคืนก็มืดมิด ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนที่มาส่งข่าวหน้าตาเป็นอย่างไร
ท่ามกลางเสียงบ่นอุบอิบของผู้คน หลิวจี้เก็บซ่อนคุณงามความดีและชื่อเสียงไว้พลางถอยออกไปจากฉากอย่างเงียบๆ
ฉินเหยาเล่ากระบวนการจับกุมให้ผู้ดูแลย่านฟังคร่าวๆ จากนั้นก็รอให้ผู้ตรวจการฉีเป็นผู้ตัดสินใจ ให้ผู้ดูแลย่านนำตัวโจรผู้นี้ส่งจวนที่ว่าการอำเภอในวันพรุ่งนี้ ถึงได้ปลีกตัวจากไป
อย่างไรเสียก็เป็นโจร จับได้ก็ถือว่ามีความดีความชอบ ยังมีพวกที่ชอบดูเรื่องสนุก อาสาเสนอตัวว่าจะช่วยกันคุมตัวโจรผู้นี้ส่งทางการ
มีหนึ่งก็ย่อมต้องมีสอง ผู้ดูแลย่านยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็มีคนนับสิบคนอาสาที่จะไปด้วยแล้ว
ปกติเรื่องเช่นนี้ คนน้อยเรื่องก็ยิ่งน้อย แค่คนหนึ่งหรือสองคนคุมตัวโจรไปก็เพียงพอแล้ว ผู้ดูแลย่านกำลังคิดจะปฏิเสธ แต่ผู้ตรวจการฉีกลับแอบขัดขวางเขาไว้
เดิมทีผู้ดูแลย่านก็มีข้อสงสัยอยู่ในใจ ยามนี้สุดจะทนไหวอีกต่อไปจึงเชิญคนไปยังที่ลับตา กระซิบถามเสียงเบา
“ใต้เท้าฉี ตกลงแล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ โจรผู้นั้นเป็นโจรจริงๆ หรือ”
ผู้ตรวจการฉีรู้ดีว่าปิดบังเขาไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าบอกความจริงแก่เขาจึงพูดอย่างคลุมเครือว่า
“เจ้าไม่ต้องไปสนใจว่าเขาจะเป็นโจรหรือไม่ ขอเพียงแค่ส่งตัวคนไปที่ที่ว่าการอำเภอก็ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้าแล้ว”
ผู้ดูแลย่านกำลังจะถามต่อ ผู้ตรวจการฉีก็ส่ายหน้าให้เขาอย่างเคร่งขรึม “อย่าถามเลย รู้มากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อเจ้า”
ผู้ดูแลย่านใจหายวาบ ผู้ตรวจการฉีนานๆ ทีถึงจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเช่นพวกเขา ได้รับคำเตือนจากเขาหนึ่งประโยค เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
เขาเองก็ไม่กล้าถามอะไรอีก อย่างไรเสียก็พาคนไปสิบกว่าคน พรุ่งนี้ทันทีที่ยามห้ามออกจากเคหสถานถูกยกเลิก เขาก็จะนำตัวอู่เซิงผู้นี้ส่งไปที่ที่ว่าการอำเภอทันที
อู่เซิงถูกผู้ดูแลย่านนำตัวไป ก่อนอื่นก็ขังเขาไว้ในห้องเก็บฟืนที่เรือนของตน จากนั้นก็เรียกตัวสามีของจางกุ้ยจือที่รับราชการอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอมาเฝ้าคนไว้ เรื่องราวก็เป็นอันยุติลงชั่วคราว
ทว่า ในขณะที่ครอบครัวฉินเหยาคิดว่าสามารถอาบน้ำเข้านอนได้แล้วนั้น
บนถนนนอกย่านที่ห้ามสัญจรในยามห้ามออกจากเคหสถาน ทหารยามกลุ่มหนึ่งกลับบุกเข้ามาในตรอกควานเจิ้งอย่างกะทันหัน
ความโกลาหลจากการจับโจรที่นี่ไม่ใช่น้อยๆ เลย ย่านที่อยู่ติดกันหลายย่านต่างก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว คนเหล่านั้นที่กำลังไล่ล่าอู่เซิง ขอเพียงแค่สังเกตสักเล็กน้อยก็จะรู้ได้ในทันที
เสียงกีบม้าดังขึ้นบนถนนที่เงียบสงัด ชาวบ้านตรอกควานเจิ้งที่เพิ่งจะมุงดูเรื่องจับโจรจบ ง่วงจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นพลันก็ตื่นขึ้นกว่าครึ่ง
อาวั่งกระโดดลงมาจากกำแพงเรือนของตน เคาะประตูห้องของฉินเหยา กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ฮูหยิน เป็นทหารม้าเกราะดำของจวนรัชทายาทขอรับ”
ประตูห้องหนังสือข้างๆ เปิดออกเบาๆ หลิวจี้สวมเสื้อคลุมตัวนอกตัวหนึ่ง เดินเข้ามาอย่างลับๆ ล่อๆ แล้วมองไปยังทิศประตูใหญ่อย่างกังวลใจ
“พวกเขามาเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร หากอู่เซิงถูกพบเข้า ความพยายามของพวกเราในคืนนี้มิใช่ว่าจะสูญเปล่าหรอกหรือ”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่นับว่าสูญเปล่าหรอก อย่างน้อยพวกเราก็จะไม่ถูกฆ่าปิดปากแล้ว”
หลิวจี้คิดตาม ก็จริง ตอนนี้คนทั้งตรอกควานเจิ้งต่างก็เคยเห็นอู่เซิงแล้ว เขาไม่เชื่อว่าทหารม้าเกราะดำจะยังกล้าสังหารหมู่ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ทั้งย่านที่อยู่ใต้พระบาทของฮ่องเต้
ประตูใหญ่ของเรือนข้างๆ ถูกทหารม้าเกราะดำเคาะเสียงดัง จากนั้นประตูเรือนอีกหลายหลังทั้งใกล้และไกลก็ถูกเคาะเปิดออก
ในใจของหลิวจี้กระตุกวูบ “นี่คิดจะค้นคนทีละเรือนเลยหรือไง”
เสียงของเขายังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงกองกำลังทหารม้ากลุ่มหนึ่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตน
ทั้งสามสบตากัน รู้กันโดยนัย
หลิวจี้รีบเดินไปยังสวนหลังบ้านที่เด็กๆ อาศัยอยู่ อาวั่งรีบหลบเข้าไปในมุมมืด ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก เดินมาอยู่หลังประตูใหญ่