ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 681 ปลาหลีฮื้อ
ตอนที่ 681 ปลาหลีฮื้อ
สองสามีภรรยากำลังคุยกันอยู่ อินเยว่และซื่อเหนียงที่ออกไปซื้อของก็กลับมา
“ท่านแม่! พวกเราซื้อปลาหลีฮื้อตัวใหญ่มาได้ ตอนเย็นให้ท่านพ่อฆ่าให้กินนะเจ้าคะ!”
หลิวจี้ที่กำลังพูดอย่างตื่นเต้นหยุดลง หันหน้าไปมองนอกประตูวงพระจันทร์
ซื่อเหนียงถักเปียสองข้างอย่างสวยงาม วิ่ง “แตะๆ” เข้ามา เหลือบเห็นท่านพ่ออยู่ตรงนี้ด้วย ดวงตาโตก็เป็นประกายขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ รีบกางแขนออกทันที “ท่านพ่อ ตอนเย็นทำปลาหลีฮื้อต้มเต้าหู้นะ!”
หลิวจี้อ้าแขนรับลูกกตัญญูของเขา ขยี้ผมหน้าม้าที่ยุ่งเหยิงของนาง “ไปซื้อกับข้าวที่ไหนมาเล่า ไฉนถึงเพิ่งกลับมา”
อินเยว่ถือตะกร้าผักที่เต็มแน่นตามเข้ามา “ไปตลาดที่ฝั่งตลาดทิศตะวันออกเจ้าค่ะ ที่นั่นมีทุกอย่างเลย ปลาสดกุ้งสดล้วนเพิ่งจับขึ้นมาจากท่าเรือ ทั้งยังราคาถูกกว่าที่อำเภอด้วย”
ซื่อเหนียงไม่ได้รับคำตอบจากท่านพ่อก็ยื่นมือไปดึงจอนผมของพ่อตน “ทำน้ำแกงปลาหลีฮื้อต้มเต้าหู้!”
หลิวจี้เจ็บจนร้อง “ซี๊ด” ออกมาเสียงหนึ่ง ยกมือขึ้นทำท่าจะตี แต่ก็ไม่กล้าตีอยู่ดี ทำได้เพียงบีบแก้มลูกสาวเบาๆ หนึ่งที “ทำๆๆ มือหนักชะมัด พ่อเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
ซื่อเหนียงยิ้มแหะๆ พอเห็นว่าท่านพ่อเจ็บจริงๆ ก็เข้าไปเป่าให้สองทีอย่างรู้สึกผิด “เป่าๆ ก็ไม่เจ็บแล้ว ใช่หรือไม่”
หลิวจี้จะพูดอะไรได้อีก ใจละลายไปกับลมเป่าของนางหมดแล้ว เขาปล่อยเด็กหญิงตัวน้อยลง เรียกให้นางไปกินปี่แป ส่วนเขาก็ไปดูปลาที่ซื้อกลับมา
ปลาหลีฮื้อสองตัว ตัวละหนึ่งจินกว่า ถูกห่อด้วยใบตองขนาดใหญ่อยู่ในตะกร้าผัก ใกล้จะขาดใจตายอยู่แล้ว หลิวจี้จุ๊ปากส่ายหน้า รีบนำปลาทั้งสองตัวไปใส่ไว้ในตุ่มน้ำ
ซื่อเหนียงถือปี่แป กินจนแก้มตุ่ยไปทั้งสองข้างพลางชะโงกหน้าไปดูที่ตุ่มน้ำ พอเห็นปลาทั้งสองตัวนั้นหงายท้องลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำเหมือนตายไปแล้ว จู่ๆ ก็พลิกตัวกลับมา มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งก็ร้อง “อู้!” ออกมาอย่างตื่นเต้น
เลี้ยงไว้อย่างนี้จนถึงตอนเย็นค่อยฆ่า สดใหม่ที่สุดเลย!
“ท่านแม่ พวกพี่ชายไปสำนักศึกษากันหมดแล้วแล้วข้าจะได้ไปสำนักศึกษาเมื่อใดหรือเจ้าคะ” ซื่อเหนียงปีนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้สูง ยื่นปี่แปที่ปอกเปลือกแล้วส่งไปถึงปากของฉินเหยา
มือเด็กยังทำอะไรได้ไม่คล่อง ปอกเปลือกได้ขรุขระน่าเกลียด มองดูปี่แปหน้าตาขี้เหร่ที่ลูกสาวพยายามทำอยู่ครึ่งค่อนวัน ฉินเหยาก็รับมา พลิกมือยัดเข้าปากหลิวจี้ที่เดินผ่านมา
“เมียจ๋า!” หลิวจี้ตื่นเต้นสุดขีด เขารู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความโปรดปราน!
ฉินเหยา “ให้เจ้ากินก็กินไปเถอะ”
ซื่อเหนียงมองท่านพ่อที่เดินตัวลอยอย่างดีใจพลางเอียงคอสงสัย ท่านพ่อชอบกินปี่แปหรือนี่
ถ้างั้นนางปอกให้ท่านพ่อกินอีกหนึ่งลูก
เพียงแต่แปลกใจ คราวนี้ปี่แปที่นางยื่นส่งไป ท่านพ่อก็ชอบอยู่หรอก แต่รู้สึกว่าไม่ได้ดีใจเท่าเมื่อครู่
เด็กหญิงตัวน้อยไม่เข้าใจอย่างมาก คิดไม่ออกก็ไม่คิดแล้ว นางปอกให้ตัวเองกินดีกว่า
พลางถามท่านแม่ต่อว่าตนเองจะได้ไปสำนักศึกษาเมื่อใด
“อีกสองวัน” ฉินเหยาตอบ
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่ชัด ซื่อเหนียงก็พึงพอใจ “ข้าไปดูท่านอาอาวั่งดีกว่าว่ากำลังทำอะไรอยู่”
ฉินเหยายิ้มน้อยๆ พยักหน้า “ไปเถอะ”
มองส่งลูกสาวไปที่สวนหลังบ้าน ฉินเหยาก็กวักมือเรียกหลิวจี้ที่กำลังเดินเพ่นพ่านไปมา “เจ้าเดินไปเดินมาทำอะไร เรื่องการรับสมัครเข้าเรียนของสำนักศึกษาสตรีนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว เจ้าไปสืบมาให้แน่ชัดแล้วหรือยัง”
เห็นได้ชัดว่าใจของหลิวจี้ไม่ได้อยู่กับเรือน เขานั่งลงแล้วก็ยืดคอมองออกไปข้างนอกเหมือนจะได้ยินเสียงรถม้าเคลื่อนไหวก็ลุกพรวดขึ้นมา “ใต้เท้าผู้ตรวจการฉีกลับมาแล้ว!”
ฉินเหยาเข้าใจในทันที นี่คือรอเสพข่าวนี่เอง
แต่ใต้เท้าผู้ตรวจการฉีอาจจะ…คงจะ…ไม่ใช่เป้าหมายที่ดีในการเสพข่าว
ฉินเหยาดึงเขากลับมา ตวัดสายตาเย็นชา หลิวจี้จึงจำต้องกดใจที่ล่องลอยไว้แล้วตอบว่า “ข้ากำลังสืบอยู่ไม่ใช่หรือไร”
พูดพลางก็เหลือบมองนางแวบหนึ่ง “เมียจ๋า ไม่ใช่ข้าจะว่าเจ้านะ เจ้ามาเมืองหลวงนี้แล้วก็ยังไม่เคยออกไปเดินเที่ยวเล่นเลย ไยเจ้าไม่ไปสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเองหน่อยเล่า”
“แล้วจะมีเจ้าไว้ทำอะไร” ฉินเหยาถามต่ออย่างไม่พอใจ
หลิวจี้ใจฝ่อไปวูบหนึ่ง แต่คราวนี้เขามีเหตุผลจริงๆ ชี้ไปข้างนอก “ผู้ตรวจการฉีกลับมาแล้วจริงๆ ข้าได้ยินเสียงพ่อบ้านเรือนเขาด่าคนแล้ว เมียจ๋า เจ้าไม่อยากรู้เรื่องราวต่อจากนั้นของอู่เซิงหรือ”
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเข้าเฝ้าได้ แต่เขาก็จินตนาการถึงฉากความวุ่นวายในท้องพระโรงเมื่อเช้านี้ที่เทียบกับตลาดสดได้แล้ว
ฉินเหยาใจเต้นขึ้นมา “เจ้าออกไปดูเถอะ”
“แล้วเรื่องสำนักศึกษาสตรีเล่า” หลิวจี้ยิ้มแหยๆ สองตาจับจ้องนางอย่างคาดหวัง
พอเห็นนางพยักหน้าก็หันหลังวิ่งตรงไปยังประตูใหญ่ทันที
“ทุกคนอยู่ที่นี่เองหรือ! เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น พวกท่านคุยอะไรกันอยู่”
พอไปถึงหน้าประตู หลิวจี้ก็พบว่าเพื่อนบ้านต่างก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูเรือนตระกูลฉี จับกลุ่มซุบซิบกัน เขาก็เข้าไปร่วมวงอย่างคล่องแคล่ว
เป็นเรื่องของอู่เซิงจริงๆ ด้วย แต่ปากของผู้ตรวจการฉีนั้นแข็งยิ่งกว่ากระดองเต่า งัดข้อมูลสำคัญอะไรออกมาไม่ได้เลย
นี่มันใช้ไม่ได้นี่นา เสพข่าวไม่ได้ข่าววงใน หลิวซานเอ๋อร์อย่างเขาต่อไปจะไปคลุกคลีในวงสังคมได้อย่างไร!
ฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังบ่นกันไม่ทันสังเกต หลิวจี้ก็มุดตัวออกจากฝูงชน ตากลิ้งกลอกไปมาทีหนึ่งก็มุ่งหน้าตรงไปยังจวนผู้ว่าการเมืองหลวงทันที
หากจะถามว่าข่าววงในนี้จะหาได้จากที่ไหน
ก็ต้องพูดถึงหลูเสี่ยวเฟิ่ง พี่น้องร่วมสาบานของเขาผู้นั้นแล้ว!
ผู้ว่าการเมืองหลวงก็แซ่หลู เจ้าหนุ่มนั่นต้องรู้เรื่องวงในแน่ๆ
ฉินเหยามองหลิวจี้ออกจากประตูไปแล้วคนก็หายลับไปเลย
ตอนเย็นอาวั่งไปรับพวกต้าหลางสามพี่น้องกลับมาจากสำนักศึกษา เตรียมจะทำมื้อเย็นแล้ว คนก็ยังไม่กลับมา
ซื่อเหนียงมองปลาหลีฮื้อสองตัวที่แหวกว่ายอย่างมีชีวิตชีวาในตุ่มน้ำก็โมโหจนกระทืบเท้า รับปากแล้วว่าจะทำน้ำแกงปลาหลีฮื้อต้มเต้าหู้ให้กินตอนเย็น แต่ท่านพ่อกลับวิ่งหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
สุดท้ายเป็นฉินเหยาที่ต้องลงมือฆ่าปลาเอง ถึงได้ปลอบลูกสาวจนอารมณ์ดีขึ้น
แต่เมื่อเห็นรังสีสังหารตอนฆ่าปลาของฉินเหยา สี่พี่น้องก็แอบปาดเหงื่อแทนบิดาบังเกิดเกล้าอย่างเงียบๆ
ฉินเหยาฆ่าปลาไปพลางคิดในใจไปพลาง ทางที่ดีหลิวจี้ควรจะนำข่าววงในกลับมาได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นคืนนี้นางจะคิดบัญชีกับเขา!
ต้องบอกว่าหลิวจี้คนนี้กะเวลาเก่งจริงๆ
กับข้าวทำเสร็จยกขึ้นโต๊ะหมดแล้ว คนที่หายไปทั้งบ่ายก็กลับมา
พอเข้าบ้าน หลิวจี้ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ
แต่ว่าเขาไม่ตระหนก!
ไม่เพียงแต่ไม่ตระหนก แต่ยังแอบยืดเล็กน้อย ล้างมือแล้วก็ขึ้นโต๊ะยกชามข้าวในทันที
ทุกคนในบ้านสบตากัน โอ้โห หยิ่งผยองเลยมากนะ~
ไม่ใช่ว่าหลิวจี้หยิ่งผยอง เขากล้ารับประกันว่า ในตรอกแถบนี้ไม่มีใครรู้เรื่องเยอะไปกว่าเขาอีกแล้ว
“อาวั่งฝีมือดีขึ้นนะ น้ำแกงปลาหลีฮื้อนี่ต้มได้หอมอร่อยจริงๆ!” หลิวจี้ชม
“…”
คำตอบที่ได้คือสายตาเงียบกริบของคนทั้งเจ็ดชีวิตในบ้าน
หลิวจี้ไม่รีบร้อน กินกับข้าวเพิ่มอีกสองสามคำ รองท้องที่หิวจนแฟบของตนเองก่อน ถึงได้วางตะเกียบลง เริ่มการแสดงของเขาต่อ
“แค่กๆ!” กระแอมปรับลำคอ ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะวางมาด
ฉินเหยาตะโกนลั่น “ยังจะมายั่วให้อยากอีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะสับเจ้าไปเลี้ยงปลา!”
หลิวจี้ทิ้งตัวนั่งลงที่เดิม พูดรัวเร็วจนลิ้นแทบพันกันแต่ก็ยังฟังชัดถ้อยชัดคำ “ฎีกาสองฉบับ ฝ่ามือหนึ่งที อ๋องเฟิงจบเห่ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น โปรดฟังข้าค่อยๆ เล่า”
คีบหางปลาหลีฮื้อขึ้นมาดูดหนึ่งทีอย่างเอร็ดอร่อย “ฎีกาสองฉบับนี้ ฉบับหนึ่งคือฎีกาที่ผู้ตรวจการฉีถวายยื่นฟ้องตำหนักบูรพา อีกฉบับหนึ่งคือคำให้การของอู่เซิงที่จวนที่ว่าการอำเภอเมืองหลวงรวบรวมขึ้นมา เมื่อเช้าฝ่าบาทเพิ่งจะเสด็จออกว่าราชการ ฎีกาสองฉบับก็ถูกโยนไปที่แทบเท้าขององค์รัชทายาท…”
เนื้อหาในฎีกาที่เผยออกมานั้นทำเอาขุนนางทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง
ใต้เท้าราชครูที่เพิ่งจะสวดขอพรให้แคว้นผ่านพ้นวิกฤตเสร็จแทบจะควบคุมสีหน้าไว้ไม่อยู่ เพราะในฎีกามีชื่อเขาอยู่ด้วยเลยรีบคุกเข่าก่อนเลย