ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 682 สำนักศึกษาสตรี
ตอนที่ 682 สำนักศึกษาสตรี
ฝ่าบาทตรัสถามด้วยความกริ้ว “รัชทายาท เจ้ามีอะไรจะอธิบายหรือไม่”
รัชทายาทอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าตอบ
ทันใดนั้น เงาร่างดุจหงส์สายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในท้องพระโรงราวกับลมพายุ จากนั้นท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของทุกคน ฝ่ามือหนึ่งก็ตบลงบนหัวขององค์รัชทายาทจนแทบจะหลุดออกจากบ่า
ในชั่วพริบตา ขุนนางทั้งราชสำนักต่างก็คุกเข่าลงพร้อมกันกล่าวถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียงว่า “ไทเฮาทรงพระเจริญพันปี พันพันปี!”
ฝ่าบาทที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรก็ค่อยๆ ขยับบั้นท้ายมังกรไปด้านข้างอย่างเงียบๆ เว้นที่นั่งให้แก่ไทเฮา
จากความทรงจำของใต้เท้าหลูแห่งจวนผู้ว่าการเมืองหลวงที่อยู่ในท้องพระโรงในตอนนั้น บรรยากาศในท้องพระโรงแข็งค้างไปอย่างน้อยครึ่งเค่อ
จนกระทั่งไทเฮาประทับนั่งเรียบร้อย รับสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นตามสบาย อากาศบริสุทธิ์สายใหม่ถึงได้ไหลเวียนเข้ามาในท้องพระโรง เหล่าขุนนางถึงได้รู้สึกว่าตนเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
พูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็สังเกตเห็นว่าเสียงหายใจรอบข้างหยุดไปหมดเลย เลยเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของผู้ฟังแข็งค้างและนิ่งงัน เห็นได้ชัดว่ากำลังจินตนาการว่าตนเองก็อยู่ในท้องพระโรงด้วย
หลิวจี้แอบสะใจไปครู่ชั่ว ถึงได้โบกมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ไม่ต้องเข้าถึงอารมณ์ ไม่ต้องตื่นเต้น พวกเราอยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ในท้องพระโรง”
พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่กลั้นหายใจจนแทบจะสิ้นสติก็รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ
อินเยว่เร่งเร้าอย่างตื่นเต้น “สามีอาจารย์ ท่านรีบเล่าต่อเถิดเจ้าค่ะ ต่อจากนั้นเล่า ต่อมาเป็นอย่างไร องค์รัชทายาทถูกไทเฮาตบหนึ่งฉาดแล้วหลังจากนั้นเล่า รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง แล้วอ๋องเฟิงจบเห่อย่างไรหรือเจ้าคะ”
บนใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของอาวั่งก็ปรากฏความตึงเครียดขึ้นมาหลายส่วนอย่างหาได้ยาก
ฉินเหยาสังเกตเห็นสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ นี้ของอาวั่ง ในใจก็พลันเข้าใจ
ในเรือนหลังนี้ ไม่มีใครสนใจสถานการณ์ของอ๋องเฟิงและฮองเฮามากไปกว่าเขาอีกแล้ว
ส่งสัญญาณให้ทุกคนใจเย็นๆ กินกับข้าวอีกสักสองสามคำ หลิวจี้ถึงได้เล่าต่อ
“องค์รัชทายาทถูกกักบริเวณครึ่งปี ราชครูถูกปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปี ฝ่าบาทยังได้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องที่อ๋องเฟิงกว้านซื้อที่ดินบ้านเรือนของขุนนางในอาณัติด้วยราคาต่ำเป็นการเฉพาะ”
“หมดแล้วหรือเจ้าคะ” อินเยว่ถาม
หลิวจี้ผายมือ “หมดแล้ว”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ ผลคือองค์รัชทายาทเพียงแค่ถูกกักบริเวณครึ่งปีเนี่ยนะ?
ไฉนถึงรู้สึกเหมือนง้างมือสูง แต่ฟาดลงเบา?
เมื่อมองออกว่าทุกคนกำลังคิดอะไร ฉินเหยาก็อธิบาย “องค์รัชทายาทอย่างไรเสียก็คือองค์รัชทายาท ก่อนที่เรื่องของอ๋องเฟิงจะถูกตรวจสอบจนแน่ชัด ฝ่าบาทลงโทษกักบริเวณเขาครึ่งปีก็ถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงมากแล้ว”
สถานการณ์ที่แท้จริงในราชสำนักย่อมแตกต่างจากที่หลิวจี้เล่ามาแน่นอน ฟังเอาสนุกก็พอแล้ว
“ที่รัชทายาทถูกลงโทษ ไม่ใช่เพราะเขาปกป้องอ๋องเฟิง แต่เป็นเพราะเขาปล่อยให้เรื่องนี้แดงขึ้นมา”
ฉินเหยาลองวิเคราะห์ในมุมกลับกัน “ในฐานะองค์รัชทายาท แม้แต่เรื่องแค่นี้ก็ยังจัดการให้ดีไม่ได้ ข้าคิดว่าฮ่องเต้และฮองเฮาคงจะผิดหวังในตัวองค์รัชทายาทอย่างมาก แต่เพียงแค่ความผิดหวังของทั้งสองคนนี้ สำหรับรัชทายาทแล้ว น่ากลัวยิ่งกว่าการถูกกักบริเวณเป็นร้อยเท่า”
พอได้ยินคำพูดนี้ หลิวจี้ก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ “ถ้าอย่างนั้นตามที่เมียจ๋าพูด คราวนี้รัชทายาทก็ค่อนข้างน่าสังเวชเลยน่ะสิ”
ฉินเหยาพยักหน้า ไม่เพียงแต่ค่อนข้างน่าสังเวช แต่ยังอันตรายอย่างยิ่งอีกด้วย
แต่ดูเหมือนว่าราชครูจะไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากนัก เพียงแค่ถูกปรับเบี้ยหวัดหนึ่งปี นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าง้างมือสูงฟาดลงเบาอย่างแท้จริง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮ่องเต้ตั้งใจจะเหลือผู้ช่วยไว้ให้รัชทายาท หรือเพราะเหตุใด แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าการจะตัดสินความผิดเรื่องของอ๋องเฟิงนั้นจะไม่ใช่เรื่องง่าย
“รู้หรือไม่ว่าส่งใครไปตรวจสอบเรื่องของอ๋องเฟิง” ฉินเหยาถามหลิวจี้
หลิวจี้ส่ายหน้า “คนคนนั้นเป็นใครข้าก็ไม่รู้ แต่ได้ยินมาว่าเหมือนจะเตรียมส่งเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งไป”
อาวั่งพลันแค่นเสียง ‘เหอะ’ ออกมาทีหนึ่ง “ส่งเชื้อพระวงศ์ไปตรวจสอบอ๋องเฟิง? ญาติพี่น้องแซ่เดียวกัน ไปตรวจสอบเจออะไรก็แปลกแล้ว”
“แล้วอู่เซิงเล่า” ไปสนใจคนที่ควรสนใจที่สุดจะดีกว่า อาวั่งคิดในใจ
เรื่องนี้หลิวจี้ก็ไปสืบมาแล้วเหมือนกัน พี่น้องร่วมสาบานของเขาบอกว่า “คนสบายดีอยู่ หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ไปเฝ้าเขาในคุกหลวงโดยเฉพาะ แถมยังจัดห้องขังเดี่ยวให้ มีของกินของดื่ม เลี้ยงดูอย่างดี”
พวกเด็กๆ ไม่เข้าใจเรื่องการต่อสู้แย่งชิงของคนเบื้องบน มันไกลตัวเกินไปพวกเขาจึงไม่สนใจ เวลาผู้ใหญ่คุยกันพวกเขาก็รู้ความมาก เพียงแค่ฟังแต่ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ
ตอนนี้พอได้ยินว่าอู่เซิงสบายดีก็พากันยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” อิ่นเยว่ตบหน้าอก ดูเหมือนว่าความพยายามของทุกคนจะไม่สูญเปล่า
กินมื้อเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
เก็บถ้วยชามล้างทำความสะอาด แปดชีวิตในครอบครัวก็อาบน้ำเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเหยาตื่นแต่เช้าตรู่อย่างหาได้ยากยิ่ง ตั้งใจแต่งหน้าแต่งตัวเป็นพิเศษ ให้อาวั่งเตรียมรถม้าให้
หลังจากทั้งครอบครัวกินมื้อเช้าด้วยกันแล้ว อินเยว่ก็อยู่เฝ้าเรือน
หลิวจี้พาลูกชายทั้งสามคนในเรือนไปสำนักศึกษาเอกชนตระกูลฟ่านเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนและเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ
ส่วนฉินเหยาก็พาซื่อเหนียงไป นั่งรถม้าไปยังสำนักศึกษาสตรีพร้อมกับอาวั่ง
ที่จริงแล้วเดินไปก็แค่ไม่กี่ก้าว แต่อากาศช่วงนี้ร้อนเหลือเกิน นั่งรถม้าสบายกว่า
ประกอบกับค่านิยม ‘ดูคนที่เปลือกนอก’ ในเมืองหลวงแห่งนี้ นั่งรถม้าไปย่อมจัดการธุระได้ง่ายกว่าการเดินเท้า
ตลอดทางซื่อเหนียงเงียบมาก พกหีบหนังสือติดตัวไว้ ถือตำราอ่านอยู่ตลอดเวลาเพื่อทบทวนบทเรียน
นางกลัวว่าถึงเวลาท่านอาจารย์จะทดสอบบทเรียนแล้วตนเองทำได้ไม่ดี จะเข้าเรียนไม่ได้
เมื่อวานตอนที่พวกพี่ใหญ่กลับมาก็บอกว่า ทั้งนายท่านฟ่านและท่านอาจารย์ต่างก็ทดสอบความรู้บทเรียนของพวกเขาเป็นพิเศษ รู้สึกว่าบทเรียนของพวกเขาไม่เลวจึงยอมรับเข้าเรียน
ดังนั้นเตรียมตัวไปให้ดีย่อมไม่ผิดแน่ เพราะนางไม่อยากให้ท่านแม่ต้องอับอายเพราะตนเองตอบคำถามของท่านอาจารย์ไม่ได้
ฉินเหยามองลูกสาวที่กำลังตั้งใจอ่านตำรา ในใจก็รู้สึกภูมิใจยิ่งนัก ลูกข้าช่างว่าง่ายจริงๆ
ระยะทางมันใกล้จริงๆ อาวั่งค่อยๆ บังคับรถม้าอย่างเชื่องช้า ยังอุตส่าห์ยื้อเวลาไปได้เพียงหนึ่งเค่อกว่าๆ ก็มาถึงสำนักศึกษาสตรีแล้ว
สำนักศึกษาเริ่มเปิดสอนแล้ว ประตูใหญ่ของสำนักศึกษาเปิดแง้มไว้ หน้าประตูเงียบสงัด
รถม้าของบ้านฉินเหยาเพิ่งจะปรากฏขึ้นก็ดึงดูดความสนใจของผู้เฝ้าประตูของสำนักศึกษาสตรีทันที
นางนึกว่าเป็นนักเรียนที่มาสาย ตั้งใจจะเดินออกมาจากประตูเพื่อดู ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่
แต่พอสองแม่ลูกลงมาจากรถม้าแล้วมองมาทางนางอย่างลังเลก็เข้าใจในทันทีว่าคนที่มาคงจะมาสอบถามเรื่องการเข้าเรียน
นางยิ้มแล้วเดินเข้าไปถามอย่างกระตือรือร้น “พวกท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ”
ฉินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย ยิ้มตอบ “ข้าแซ่ฉิน นี่คือลูกสาวของข้า หลิวผิงหลิง เรือนของข้าอยู่ที่ตรอกควานเจิ้งฝั่งตรงข้าม ได้ยินว่าที่นี่มีสำนักศึกษาสตรีจึงตั้งใจพานางมาสอบถามว่าขั้นตอนการเข้าเรียนเป็นอย่างไรบ้าง”
คนเฝ้าประตูไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย อย่างไรเสียคนที่มาที่นี่ก็ย่อมต้องมาเพื่อเรื่องการเข้าเรียนของลูกสาวในเรือนอยู่แล้ว
นางยิ้มอย่างเข้าใจ “ข้าชื่อไฉ่เวย เป็นผู้เฝ้าประตูของสถานศึกษา พวกท่านตามข้าเข้ามาเถอะ ข้าจะพาพวกท่านไปพบท่านอาจารย์ใหญ่”
“รถม้าจอดไว้ด้านนอก” ไฉ่เวยกำชับเป็นพิเศษหนึ่งประโยค
ฉินเหยาเข้าใจ ส่งสัญญาณให้อาวั่งรออยู่ด้านนอก สองแม่ลูกก็เดินตามนางเข้าไป
“ท่านแม่” ซื่อเหนียงควบคุมตัวเองไม่อยู่ เผลอเรียกฉินเหยาออกมาด้วยความดีใจ
ยังไม่ทันได้เข้าไปเลย นางก็เริ่มชอบที่นี่แล้ว
พี่สาวที่นี่ใจดีจัง พูดจาก็อ่อนหวาน ทั้งยังยิ้มเก่ง พวกตนเพิ่งจะมาถึงก็พาไปพบท่านอาจารย์ใหญ่เลย ไม่สร้างความลำบากให้แม้แต่น้อย
ฉินเหยาก้มหน้ายิ้มให้ลูกสาว นางเองก็นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างราบรื่นถึงเพียงนี้
ไฉ่เวยที่เดินนำอยู่ข้างหน้าดูอายุไล่เลี่ยกับอิ่นเยว่ ราวๆ ยี่สิบต้นๆ สวมชุดหรูฉวินแขนแคบสีขาวนวล รวบผมยาวทั้งหมดไว้ด้านหลังแล้วถักเป็นเปียยาวเส้นเดียว ผูกด้วยสายรัดผมสีเดียวกันทำให้ดูทะมัดทะแมงและสะอาดตา
นางผิวขาว ใบหน้ากลมมน เวลายิ้มดูมีเสน่ห์และมีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ไม่แปลกใจที่เด็กๆ จะชอบ