ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 683 ในตารางเป้าหมายมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 683 ในตารางเป้าหมายมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
ตอนที่ 683 ในตารางเป้าหมายมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
น่าจะไม่มีใครปฏิเสธพี่สาวที่งดงามขนาดนี้ได้ลงคอ ฉินเหยาคิดในใจด้วยความอิจฉา
หากไม่ใช่เพราะตอนนี้นางอายุยี่สิบกว่าปีแล้ว นางก็อยากเข้าเรียนที่สำนักศึกษาสตรีแห่งนี้เพื่อหาความรู้ใส่ตัวเพิ่มอีกสักหน่อย
สำนักศึกษาสตรีอยู่ติดกับสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน พื้นที่ก็กว้างขวางพอๆ กับสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนด้วย
เดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาก็จะพบกับลานเล็กๆ หลังลานยังมีสระบัว ดอกบัวในสระยังไม่บาน มีแค่ดอกตูมเล็กๆ ที่เผยยอดสีชมพูออกมานิดหน่อย
เดินผ่านระเบียงทางเดินยาวข้างสระบัวไปก็จะเห็นห้องเรียนแถวหนึ่ง รวมทั้งหมดเก้าห้อง
ในจำนวนนั้น ห้องเรียนที่หันไปทางทิศเหนือห้าห้องเป็นห้องที่เปิดโล่งครึ่งหนึ่ง สองห้องเรียนว่างเปล่า ส่วนอีกสามห้องเรียนมีนักเรียนหญิงกำลังเรียนหนังสืออยู่ นักเรียนอายุตั้งแต่หกเจ็ดขวบไปจนถึงสิบสองสิบสามปี
ในห้องเรียนหนึ่งห้องมีนักเรียนประมาณสามสิบคน
นักเรียนจะถูกแบ่งกลุ่มตามช่วงอายุเพื่อเรียนแยกกัน แบ่งออกเป็นสามห้องเรียนคือ ห้องเด็กเล็ก ห้องเด็กกลางและห้องเด็กโต
ห้องเรียนสองห้องที่ว่างอยู่ก็คือห้องของเด็กโต
ไฉ่เวยอธิบายว่า “ห้องเด็กโตคือเด็กที่อายุสิบสองปีขึ้นไป ช่วงเช้ามีการฝึกวิชาการต่อสู้ ตอนนี้ล้วนอยู่ที่สนามฝึกยุทธ์ทางด้านโน้นเจ้าค่ะ”
“ยังมีวิชาการต่อสู้ด้วยหรือ” ซื่อเหนียงอดถามด้วยความแปลกใหม่ไม่ได้
ไฉ่เวยพยักหน้า “หากต้องการศึกษาเล่าเรียนให้ดี ร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งจำเป็น ห้องเด็กเล็กและห้องเด็กกลางที่อายุน้อยกว่าก็มีวิชาขี่ม้ายิงธนูสิบคาบต่อเดือนเพื่อให้เด็กผู้หญิงได้เคลื่อนไหวออกกำลังกายบ้างเจ้าค่ะ”
พูดถึงตรงนี้ ไฉ่เวยหันกลับมามองฉินเหยาเป็นพิเศษ ลองหยั่งเชิงถามดู “วิชาเหล่านี้ ฮูหยินคงไม่ถือสากระมังเจ้าคะ”
ฉินเหยาค่อนข้างไม่เข้าใจ “ทำไมต้องถือสาด้วยเล่า นี่ดีมากไม่ใช่หรือ”
“พี่สาวไฉ่เวย ท่านแม่ข้าขี่ม้ายิงธนูเก่งมากเลยนะ!” ซื่อเหนียงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ไฉ่เวยมองไปทางซื่อเหนียงด้วยความประหลาดใจ “ฮูหยินก็เคยเรียนขี่ม้ายิงธนูด้วยหรือเจ้าคะ”
ซื่อเหนียงพยักหน้ารัวๆ พร้อมแก้ไขความเข้าใจผิดว่า “ไม่ใช่เคยเรียน ท่านแม่ของข้าเก่งมากๆ ต่างหาก”
สองแม่ลูกหน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่สีหน้าท่าทางอวดดีแบบนี้กลับเหมือนกันเปี๊ยบ
ความจริงอายุของสองแม่ลูกก็เห็นๆ กันอยู่ บวกกับรูปร่างหน้าตาที่ไม่มีส่วนคล้ายคลึงกัน ไฉ่เวยมองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องไม่ใช่แม่ลูกแท้ๆ
แต่สีหน้าท่าทางอวดดีที่เหมือนกันเปี๊ยบในตอนนี้ทำให้นางเกิดความสงสัย…นี่ไม่ใช่ลูกในไส้จริงๆ หรือ
“อย่างไรก็ตาม ฮูหยินไม่ถือสาก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านก็รู้ ในเมืองหลวงมีผู้สูงศักดิ์เยอะ กฎระเบียบก็เลยเยอะตามไปด้วย”
มักจะมีคนกังวลว่าลูกจะบาดเจ็บตรงนั้นกระทบกระแทกตรงนี้ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง หากมีแผลเป็น เสียโฉม ตอนหมั้นหมายจะถูกรังเกียจเอาได้
ดังนั้นการนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อนจึงดีที่สุด
ไฉ่เวยพูดเพียงเท่านี้แล้วพาพวกนางเดินไปยังห้องเรียนอีกสี่ห้องที่ปิดประตูสนิท
เดินไปก็แนะนำไปด้วย “นี่คือหอตำรา นักเรียนสามารถเข้ามาอ่านหนังสือข้างในนี้ตอนพักเที่ยงได้ แต่หนังสือในหอตำรายืมออกไปไม่ได้ อ่านได้เพียงข้างในนี้เท่านั้นเจ้าค่ะ”
“ทางด้านนี้คือห้องเรียนฉิน ทุกวันจะมีอาจารย์สอนฉินมาสอนให้นักเรียน”
ซื่อเหนียงกระตุกแขนเสื้อท่านแม่อย่างตื่นเต้น ฉินที่บ้านจะได้นำกลับมาดีดอีกครั้งแล้ว
ฉินเหยาลูบหัวของเด็กน้อย ใช้วิธีขยับปากเตือนโดยไม่ออกเสียงว่า ใจเย็นหน่อย
ยังไม่ได้พบท่านอาจารย์ใหญ่เลย รอให้เข้าเรียนได้สำเร็จก่อนค่อยตื่นเต้นก็ยังไม่สาย
แต่ลูกชอบที่นี่ขนาดนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมต้องหาทางให้ลูกสมัครเข้าเรียนให้สำเร็จให้จงได้!
“ไฉ่เวย เจ้าบอกว่าทุกวันจะมีอาจารย์สอนฉินมาสอน หมายความว่าอาจารย์สอนฉินที่มาในแต่ละวันนั้นไม่ใช่คนเดียวกันหรือ” ฉินเหยาถามอย่างเกรงใจ
ไฉ่เวยคิดไม่ถึงเลยว่านางจะสังเกตเห็นจุดบอดนี้จึงกระแอมเบาๆ สองทีแล้วพูดอย่างร้อนตัวนิดๆ ว่า “ใช่เจ้าค่ะ อาจารย์สอนฉินของที่นี่ล้วนมาจากสำนักสังคีตทางฝั่งโน้น”
ฉินเหยาเข้าใจแล้ว “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง” ไม่ได้มีปฏิกิริยาพิเศษใดๆ
ไฉ่เวยลอบถอนหายใจ นางถูกคนซักไซ้จนกลัวแล้ว นานๆ ครั้งจะไม่ต้องอธิบาย ช่างดีจริงๆ
ซื่อเหนียงเงยหน้าขึ้นถามเสียงเบา “ท่านแม่ สำนักสังคีตคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วอธิบายว่า “เป็นสถานที่ที่ดูแลเรื่องการเรียนการสอน การฝึกซ้อมและการแสดงเกี่ยวกับพวกดนตรี การร่ายรำ การแสดงมหรสพต่างๆ โดยเฉพาะ เป็นหน่วยงานของทางการ มีทั้งส่วนที่รับผิดชอบในวังหลวงและส่วนที่รับผิดชอบเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์ภายนอก”
พอซื่อเหนียงได้ยินก็ร้องว้าว “เช่นนั้นก็เก่งมากสินะเจ้าคะ”
ฉินเหยาตอบ “อื้ม เก่งสุดยอดไปเลยล่ะ”
ไฉ่เวยชี้ไปที่ห้องรองสุดท้ายแล้วบอกว่า “ที่นี่คือสถานที่ที่ใช้ทานมื้อเที่ยง สำนักศึกษาสตรีของเราตอนเที่ยงจะมีโจ๊กแจกให้โดยไม่คิดเงินหนึ่งอย่าง เด็กๆ หิวง่ายจึงต้องเพิ่มมื้อเที่ยงเข้ามาอีกหนึ่งมื้อเจ้าค่ะ”
ในที่สุดก็มาถึงห้องสุดท้าย ไฉ่เวยส่งสัญญาณให้สองแม่ลูกรออยู่ด้านนอกสักครู่ ตนจะเข้าไปแจ้งให้ทราบก่อน
“ได้ รบกวนเจ้าแล้ว” ฉินเหยาจูงมือซื่อเหนียงไปยืนใต้ชายคา พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว อุณหภูมิสูงมาก เมื่อส่องกระทบแขนยังรู้สึกร้อนผ่าว
ซื่อเหนียงแอบถาม “ท่านแม่ พี่สาวไฉ่เวยเข้าไปพบอาจารย์ใหญ่หรือเจ้าคะ”
“น่าจะใช่กระมัง” ฉินเหยาก็ไม่ค่อยแน่ใจ ไฉ่เวยเข้าไปก็ปิดประตูห้อง นางได้ยินแค่เสียงคนคุยกันข้างใน ยังไม่ได้ยินเสียงไฉ่เวยเรียกอาจารย์ใหญ่
ซื่อเหนียงร้องอ้อคำหนึ่ง มองดูสระบัวขนาดใหญ่เบื้องหน้าแล้วชะโงกศีรษะออกไปดูเหล่านักเรียนที่กำลังนั่งฟังอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในห้องเรียนรอบๆ อย่างเป็นระเบียบก็ค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า อาจารย์ดูเหมือนจะเป็นสตรีทั้งหมด
นี่เป็นสิ่งที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน ที่แท้ก็มีอาจารย์ผู้หญิงเยอะขนาดนี้เชียว~
ในตารางเป้าหมายเล็กๆ ของซื่อเหนียง อาชีพที่ตัวเองสามารถทำได้ตอนโตนั้นมีตัวเลือก ‘อาจารย์หญิง’ เพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งข้อ
รออยู่พักใหญ่ ประตูห้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออก
ซื่อเหนียงเริ่มเบื่อเล็กน้อยแล้ว เมื่อเห็นท่านแม่ไม่ได้ห้ามจึงขยับออกไปข้างนอกอีกสองสามก้าว สำรวจสนามฝึกยุทธ์ด้านหลังลานที่กินพื้นที่ค่อนข้างกว้าง
ในสนามมีนักเรียนกำลังฝึกขี่ม้าอยู่ ซึ่งสำหรับซื่อเหนียงแล้วล้วนเป็นพี่สาวทั้งนั้น
เวลาเรียนมักจะมีบางคนที่ชอบเหม่อลอยเป็นพิเศษอยู่บ้าง มองซ้ายมองขวา พลันเหลือบไปเห็นศีรษะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความสงสัยชะโงกออกมาจากด้านหลังก็แลบลิ้นปลิ้นตาทำหน้าทะเล้นใส่นาง
ซื่อเหนียงอดขำไม่ได้ แต่ก็ตระหนักได้ในทันทีว่านี่เป็นเวลาเรียนของสำนักศึกษาจึงกลั้นเสียงไว้
อาจารย์สอนขี่ม้าก็เป็นสตรีเช่นกัน คนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนอีกคนตัวค่อนข้างเล็ก แต่ฝีมือการขี่ม้าเก่งกาจมาก ถึงขั้นยืนบนหลังม้าขณะที่ม้ากำลังวิ่งได้
ซื่อเหนียงมองจนตาแทบไม่กะพริบ เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าอาจารย์สอนขี่ม้าคนนั้นจะตกลงมา
ฉินเหยาสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของลูกสาวจึงมองดูสองแวบ เพียงแค่โอ้อวดวิชาเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจ
นางกลับมายืนพิงผนัง เงี่ยหูฟังสถานการณ์ในห้องต่อ
ตั้งแต่เข้าไปไฉ่เวยยังไม่ได้เปิดปากพูดเลย มีเพียงเสียงของคนอีกสองคนที่พูดคุยกันตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าท่านอาจารย์ใหญ่มีแขกคนอื่นอยู่
รออีกครึ่งเค่อ อาจเพราะกลัวว่าพวกนางจะรอนานเกินไป ประตูห้องจึงเปิดออกเบาๆ ไฉ่เวยแทรกตัวออกมาอย่างเงียบเชียบแล้วพูดกับสองแม่ลูกว่า
“พวกท่านมาไม่ถูกจังหวะเท่าใดนัก วันนี้อาจารย์ใหญ่มีแขกสำคัญอยู่ อาจจะต้องรออีกนาน ถ้าอย่างไรพวกท่านกลับไปก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”
พูดพลาง เห็นว่าสองแม่ลูกแสดงออกว่าอยากจะรอต่อ ไฉ่เวยจึงกวักมือเรียกให้พวกนางตามตนไปที่ห้องอีกห้องหนึ่งก่อน
“ฮูหยินเขียนหนังสือเป็นหรือไม่เจ้าคะ” ไฉ่เวยหยิบกระดาษกับพู่กันออกมา “พวกเราทิ้งข้อมูลไว้ก่อนก็ได้ ถึงเวลาข้าจะนำไปมอบให้อาจารย์ใหญ่ก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”
สองแม่ลูกมองหน้ากัน รู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่จังหวะก็ไม่ดีจริงๆ เช่นนั้นคงทำได้เพียงทำแบบนี้ไปก่อน
อย่างไรเสีย วันนี้มาได้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าราบรื่นเกินคาดแล้ว อีกทั้งดูจากท่าทีของไฉ่เวย การที่ซื่อเหนียงจะเข้าเรียนได้น่าจะไม่ยากนัก
ฉินเหยาพยักหน้า รับกระดาษและพู่กันมา “ข้าต้องเขียนอย่างไรบ้าง”