ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 684 ใจป้ำ
ตอนที่ 684 ใจป้ำ
ไฉ่เวยกล่าวว่า “ฮูหยินเขียนชื่อ แซ่ อายุ และภูมิลำเนาของท่านและลูกสาว รวมถึงอาชีพของคนในครอบครัวคร่าวๆ ว่าประกอบอาชีพอะไร จากนั้นให้แม่หนูน้อยตอบคำถามพื้นฐานกับข้าสักเล็กน้อยก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาเข้าใจในทันที “ตรวจสอบภูมิหลังสินะ”
“อะไรนะเจ้าคะ” ไฉ่เวยชะงักไปครู่หนึ่ง นางฟังไม่ชัด
ฉินเหยายิ้มแก้เก้อ “ไม่มีอะไร ข้าเขียนเอง เจ้าถามไปเถอะ”
ไฉ่เวยจึงหันไปมองซื่อเหนียงที่จู่ๆ ก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมา บอกให้นางผ่อนคลาย ทั้งสองคนขยับไปนั่งเผชิญหน้ากันด้านข้างแล้วเริ่มถามคำถาม
ซื่อเหนียงนึกว่าไฉ่เวยจะทดสอบความรู้เรื่องการเรียนของตน นางเตรียมตัวมาเต็มที่แล้ว
คิดไม่ถึงว่าประโยคแรกที่ไฉ่เวยถามกลับเป็น “หลิวผิงหลิงใช่หรือไม่ ปกติชอบทำอะไรจ๊ะ?”
ซื่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ตอบอย่างผ่อนคลายในไม่ช้า “ปกติข้าชอบอ่านหนังสือ คัดอักษรแล้วก็ชอบลงคลองไปจับปลาเจ้าค่ะ”
ส่วนไอ้เรื่องเล่นโคลนเล่นขายของอะไรพวกนั้น ขืนพูดออกไปคงขายหน้าแย่จึงไม่กล้าพูด
ไฉ่เวยก็ถามต่อ “เช่นนั้นเจ้าก็เคยเรียนหนังสือมาแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะๆ ข้าเคยเข้าเรียนที่สำนักศึกษาโดยไม่เสียเงินเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ในสายตาของเด็กหญิงตัวน้อย นี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะนางต้องเอาชนะคู่แข่งตั้งมากมายกว่าจะเข้าเรียนได้
ไฉ่เวยถามอายุของซื่อเหนียงแล้วลองนับนิ้วคำนวณดู ปีที่สำนักศึกษาเปิดให้เข้าเรียนโดยไม่เสียเงินนั้น นางก็อายุถึงเกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าเรียนพอดี
“ถ้าอย่างนั้นเจ้านับว่าโชคดีมากจริงๆ” ไฉ่เวยชื่นชมจากใจจริง
ซื่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย “อื้มๆ! ดังนั้นข้าจึงรู้สึกขอบคุณใต้เท้าผู้ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
ไฉ่เวยยิ้มถาม “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้”
ซื่อเหนียงส่ายหน้า นางไม่รู้ ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่รู้ ท่านลุงซ่งจางก็ไม่รู้
ไฉ่เวยพยักหน้า “แน่นอน นี่คือคำขอที่ไทเฮาทรงขอต่อฝ่าบาทเพื่อพสกนิกรทั่วหล้า ในงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบสี่สิบแปดพรรษาของพระองค์เอง”
“ทรงเจาะจงว่าจำกัดเพียงอายุ ไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศชายหรือว่าเพศหญิง”
ไฉ่เวยถามเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าด้วยความสงสัยอีกครั้ง “เด็กผู้หญิงที่ได้เข้าสำนักศึกษาที่ไม่เสียเงินเช่นเจ้า ยังมีอีกเยอะหรือไม่”
ซื่อเหนียงส่ายหน้าอย่างไม่มีความสุข “ไม่เลยเจ้าค่ะ ยังมีน้อยมาก ในสำนักศึกษาของตระกูลพวกเรามีแค่ข้ากับพี่สาวจินฮวา เพราะคนที่มาสมัครเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น พอจับฉลาก ความเป็นไปได้ก็ยิ่งน้อยลงไปอีกเจ้าค่ะ”
ไฉ่เวยประหลาดใจเล็กน้อย “เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
แต่พอลองตรึกตรองดู ความคิดที่ฝังรากลึกของผู้คนเปรียบเสมือนขุนเขาใหญ่ การจะทลายมันลงนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ ได้แต่ทำเหมือนปู่โง่ย้ายภูเขา เพียรพยายามสืบต่อไปรุ่นสู่รุ่น
อย่างน้อยตอนนี้ก็มีหลิวผิงหลิงแล้วหนึ่งคน เมื่อคิดได้ดังนี้ ไฉ่เวยก็รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาบ้าง
นางได้ยินเด็กน้อยพูดคำว่า ‘ความเป็นไปได้’ ก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย นี่เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในวิชาคำนวณ
“เจ้ารู้จักคำว่า ‘ความเป็นไปได้’ ได้อย่างไร”
“ท่านพ่อบอกเจ้าค่ะ”
ประจวบเหมาะกับที่ฉินเหยาทางด้านโน้นกรอกข้อมูลตรวจสอบภูมิหลังครอบครัวนักเรียนมาถึงข้อมูลของบิดาเด็กพอดี…หลิวจี้ จวี่เหริน
มิน่าเล่าเด็กถึงรู้ ที่แท้ที่บ้านก็ยังมีบัณฑิตอยู่อีกคน
“ไฉ่เวย เจ้าดูสิว่าเท่านี้ใช้ได้หรือยัง” ฉินเหยาจรดพู่กันเขียนตัวสุดท้ายแล้วยื่นกระดาษส่งไป
ไฉ่เวย “ได้เจ้าค่ะ ข้าขอดูหน่อย…”
รับกระดาษมา ก้มลงอ่าน ลายมือช่างพิเศษยิ่งนัก
แต่เนื้อหาที่ควรเขียนก็เขียนมาครบถ้วนแล้ว ยังทิ้งที่อยู่เรือนไว้ด้วย อยู่ในตรอกควานเจิ้งที่ถนนฝั่งตรงข้ามนี้จริงๆ
ไฉ่เวยกำชับว่า “รอให้อาจารย์ใหญ่เสร็จธุระแล้ว ข้าจะแจ้งเรื่องของพวกท่านให้ท่านทราบ พรุ่งนี้ตอนเที่ยงพวกท่านค่อยมาถามผลลัพธ์กับข้า วันนี้กลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ อากาศร้อน ให้เด็กมารอจะลำบากเปล่าๆ”
“จริงสิ!” ฉินเหยาถือโอกาสถามเพิ่มอีกประโยค “สำนักศึกษาแห่งนี้รับนักเรียนมีเงื่อนไขอะไรบ้างหรือไม่”
หากมี นางคิดว่าสามารถช่วยพี่ชายแท้ๆ ทำโครงการการกุศลได้บ้าง อาทิเช่น บริจาคเงินสร้างห้องเรียนสักห้อง หรือปรับปรุงสนามฝึกยุทธ์สักแห่งอะไรทำนองนั้น
ไฉ่เวยรู้สึกเหมือนถูกล่วงเกิน นางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ฮูหยิน สำนักศึกษาสตรีของเรา ขอเพียงเป็นเด็กผู้หญิงที่อายุถึงเกณฑ์ ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือสูงศักดิ์เพียงใดก็สามารถเข้าเรียนได้ทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาไม่เข้าใจ “ถ้าอย่างนั้นเหตุใดนักเรียนในสำนักศึกษาถึงมีแค่ร้อยกว่าคนเล่า หรือเป็นเพราะค่าเล่าเรียนแพงเกินไป”
“ผู้ที่ยากจนขัดสนสามารถขอลดหย่อนค่าเล่าเรียนได้ตามความเหมาะสมเจ้าค่ะ” ไฉ่เวยขึ้นเสียงเล็กน้อย แต่ฉินเหยาสัมผัสได้ว่า ความโกรธนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่นาง
ไฉ่เวยแค่นเสียงหึอย่างขัดใจ “แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผู้ที่เต็มใจส่งบุตรหลานที่เป็นเด็กผู้หญิงมาเรียนที่สำนักศึกษาสตรีแห่งนี้ก็มีอยู่เพียงเท่านี้แหละเจ้าค่ะ”
นักเรียนในสำนักศึกษาสตรีสวมชุดสีขาวเหมือนกันหมด ดูจากเครื่องแต่งกายจึงไม่อาจแยกแยะอะไรได้ แต่ทรงผมของเด็กหญิงแต่ละคนแตกต่างกัน เครื่องประดับบนศีรษะเพียงมองปราดเดียวก็แยกแยะได้ว่าฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร
เมื่อครู่ฉินเหยาสังเกตเห็นว่า เครื่องประดับผมของเด็กหญิงหลายคนมีทั้งทองและหยก ยังมีคนหนึ่งสวมสร้อยคอประการังแดงทั้งชุด
ทองและหยกอาจบอกได้ว่าที่บ้านทำการค้าจนร่ำรวย
แต่ประการังแดงนั้นเป็นของบรรณาการที่ส่งเข้าวังหลวงโดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่สิ่งที่คหบดีธรรมดาหรือตระกูลขุนนางทั่วไปจะหามาครอบครองได้
ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ถามเป็นพิเศษหรอกว่ามีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่
หากเป็นสำนักศึกษาสตรีทั่วไป จะมีประการังแดงได้อย่างไร
แต่พอได้ยินถ้อยคำตัดพ้อของไฉ่เวย ฉินเหยาก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง คนน้อยไม่ใช่เพราะค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาสตรีแพง ยิ่งไม่ใช่เพราะมีเงื่อนไขแอบแฝงอะไร
แต่เป็นเพราะยังมีคนอีกมากโข ที่ไม่อาจหลุดพ้นจากกรอบจารีตประเพณีคร่ำครึ
โดยเฉพาะในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตระกูลขุนนางและผู้มีอำนาจเช่นนี้ ตระกูลเก่าแก่ที่มีรากฐานหยั่งลึกจะยอมก้มศีรษะอันสูงส่งให้กับสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้หรือ
แต่ในเมื่อสำนักศึกษาสตรีตอนนี้มีนักเรียนร้อยกว่าคนแล้ว ต่อไปก็ย่อมต้องมีสองร้อย สามร้อย หรือกระทั่งสามพันคน!
ฉินเหยายิ้มกว้างอย่างสดใสให้ไฉ่เวย “ในอนาคตนักเรียนจะต้องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน ถึงตอนนั้นหากสำนักศึกษาสตรีประสบปัญหาเรื่องเงินทุนในการขยับขยาย ต่อให้ซื่อเหนียงของข้าจะไม่ได้เข้าเรียนที่นี่ก็สามารถมาหาข้าได้ หากอยู่ในขอบเขตความสามารถ ข้าจะไม่ปฏิเสธแน่นอน!”
“ซื่อเหนียง พวกเรากลับบ้านกันเถอะ” ฉินเหยายื่นมือไปหาลูกสาว “ลาพี่สาวเสียสิ”
ซื่อเหนียงคารวะไฉ่เวยอย่างว่าง่ายแล้วจูงมือท่านแม่จากไป
รอจนกระทั่งสองแม่ลูกเดินพ้นประตูใหญ่ ขึ้นรถม้าจากไปแล้ว ไฉ่เวยถึงได้ดึงสติกลับมาจากความตกตะลึง
เปิดสำนักศึกษาสตรีมาสามปี นี่เป็นครั้งแรกที่นางเจอกับฮูหยินที่ ‘ใจป้ำ’ และใจกว้างถึงเพียงนี้!
“แอ๊ด” ประตูห้องข้างๆ ที่ปิดสนิทเปิดออก
อาจารย์ใหญ่กำลังเดินออกมาส่งแขกอย่างนอบน้อมเป็นกันเอง
ไฉ่เวยที่หาจังหวะเข้าไปรายงานไม่ได้สักที รีบถือใบข้อมูลที่ฉินเหยาสองแม่ลูกทิ้งไว้แล้วเดินเข้าไปหา
เมื่อเห็นแขกผู้สูงศักดิ์ท่านนั้น นางก็ย่อกายคารวะ
แขกผู้นั้นพยักหน้ารับเล็กน้อย กำลังจะเดินจากไป จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นชื่อบนใบข้อมูลในมือของนางจึงหยุดฝีเท้าลง
อาจารย์ใหญ่สังเกตเห็นได้ในทันทีจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เมื่อครู่นี้ใครมาหรือ”
ไฉ่เวยรายงาน “เรียนอาจารย์ใหญ่ เป็นฮูหยินท่านหนึ่งที่เตรียมจะส่งบุตรสาวมาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาสตรีเจ้าค่ะ เห็นท่านอาจารย์ใหญ่ยังติดธุระ ข้าจึงให้พวกนางกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ”
พูดพลางยื่นใบข้อมูลให้ “นี่คือข้อมูลนักเรียนที่ข้าให้พวกนางทิ้งไว้ ท่านอาจารย์ใหญ่โปรดพิจารณาเจ้าค่ะ”
อาจารย์ใหญ่ยังไม่ทันได้รับไป แขกผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นกลับคว้าไปไว้ในมือเสียก่อน เมื่อเห็นคำว่า ‘ฉินเหยา’ สองคำบนกระดาษนั้นก็ยิ้มออกมาแล้วพูดกับอาจารย์ใหญ่ว่า “นักเรียนคนนี้ ถงเจีย เจ้าห้ามพลาดเด็ดขาด”
“พรุ่งนี้นางจะมายามใด”
ไฉ่เวยไม่เข้าใจว่าเหตุใดแขกผู้สูงศักดิ์จึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แต่ก็ยังตอบไปตามตรง
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เที่ยงข้าจะแวะมาอีกรอบแล้วกัน”
แขกผู้สูงศักดิ์ใบข้อมูลกลับไป ทิ้งท้ายประโยคนี้ไว้แล้วก็เดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม
ดูเหมือนจะตั้งตารอกับวันพรุ่งนี้เป็นอย่างมาก