ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 685 ประกาศรับสมัครงาน
ตอนที่ 685 ประกาศรับสมัครงาน
สองแม่ลูกฉินเหยาเดินพูดคุยหัวเราะกันกลับมาถึงบ้านก็เห็นหลิวจี้กำลังเดินไปเดินมาอยู่ในลานบ้านอย่างหงุดหงิด
คนที่มักจะกระตือรือร้นเข้ามาต้อนรับเมียจ๋าอยู่เสมอ คราวนี้เมื่อเห็นนางไม่เพียงแต่ไม่รีบเข้ามาต้อนรับ แต่ยังมองนางแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
อารมณ์ดีๆ ของฉินเหยาสลายไปในพริบตาเพราะสายตานั้น ใบหน้านางมืดครึ้มลง ถามด้วยเสียงเข้มว่า “หลิวซานเอ๋อร์ เจ้ารนหาที่ตายใช่หรือไม่”
ใครจะคิดว่าคนผู้นั้นกลับทรุดตัวลงนั่งบนธรณีประตูของห้องโถงใหญ่ แหงนหน้าแล้วคำรามลั่น “ข้าอยากตาย! ข้าอยากตายจริงๆ! ให้ข้าตายเถอะ!”
สิ้นเสียง ซื่อเหนียงก็ใจหายวาบ ท่านพ่อเบื่อชีวิตแล้วหรือไงกัน
แม่หนูน้อยเพิ่งจะคิดแบบนั้นก็เห็นท่านแม่คว้าไม้กวาดที่วางอยู่ข้างประตู ก้าวเพียงสองก้าวก็พุ่งเข้าไปหาเขา
“อยากตายหรือ ได้เลย! ข้าจะสงเคราะห์ให้!”
ฉินเหยาฟาดไม้กวาดลงไป หลิวจี้ก็ราวกับเพิ่งได้สติ เบิกตาโพลงด้วยความหวาดกลัว วินาทีก่อนที่ไม้กวาดจะกระทบตัว เขาก็กระโดดโหยงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เมียจ๋าข้าผิดไปแล้ว! ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ข้าไม่ได้อยากตายจริงๆ โอ๊ย”
สุดท้ายก็หลบไม้กวาดนั้นไม่พ้น หลิวจี้ร้องโอดโอยแล้วคุกเข่าลงอย่างเด็ดเดี่ยว “เมียจ๋าไว้ชีวิตด้วย!”
ฉินเหยาแค่นเสียงหึอย่างเย็นชาทีหนึ่ง ถึงได้ลดไม้กวาดลง ถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าเป็นบ้าอะไรของเจ้า”
เมื่อเช้าตอนออกจากบ้านยังดีๆ อยู่ นี่ไม่เจอกันแค่ชั่วก้านธูปเดียวก็ทำตัวน่าทุบต้องให้นางอัดสักทีถึงจะหาย
หลิวจี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ็บหรือเป็นเพราะอะไร เขากุมหน้าอกไว้แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น น้ำตาสองสายไหลรินออกมา สะอื้นไห้กล่าวว่า
“เมียจ๋า ในใจข้ามันขมขื่นเหลือเกิน ทำไมข้าเพียงแค่อยากมีชีวิตที่ดีถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้!”
ฉินเหยามองหน้าลูกสาว สองแม่ลูกต่างก็ตื่นตะลึง หรือว่าจะโดนใครทำคุณไสยใส่?
อาวั่งจัดการเรื่องม้าเสร็จเดินเข้ามาจากประตูหลัง เงยหน้าขึ้นมาเห็นนายท่านใหญ่ของตนนั่งร้องไห้โฮอยู่บนพื้นก็ถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ใครตายหรือขอรับ”
“ไม่มีใครตายเจ้าค่ะ เป็นสามีท่านอาจารย์ที่กลัวตายเอง” อินเยว่โผล่ออกมาจากกองฟืนข้างๆ ปัดเศษไม้บนมือแล้วล้วงเอากระดาษยับยู่ยี่แผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าผ้ากันเปื้อน ยื่นให้อาจารย์ของตน
ฉินเหยารับมาอย่างสงสัย “คือสิ่งใดหรือ”
“ประกาศรับสมัครบ่าวชายเพื่อไปดูแลท่านอาจารย์กงเหลียงจากจวนราชครูเจ้าค่ะ” อินเยว่ตอบพลางมองสามีท่านอาจารย์ของตนด้วยสายตาเวทนาสงสาร “ท่านอาจารย์อ่านเนื้อหาข้างในก็จะรู้เองเจ้าค่ะ”
ใครก็ตามที่รู้จักสามีท่านอาจารย์ของนาง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเนื้อหาข้างในจงใจพุ่งเป้ามาที่เขาชัดๆ
แถมประกาศนี้ยังออกมาในเวลาที่ประจวบเหมาะเหลือเกิน เมื่อวานนี้เองที่อู่เซิงเพิ่งจะถูกส่งตัวไปที่จวนที่ว่าการอำเภอเมืองหลวง ทำเอาทั้งราชสำนักสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
ทำให้สามีท่านอาจารย์ของนางอดคิดมากไม่ได้จริงๆ
ฉินเหยาเต็มไปด้วยความสงสัย คลี่ก้อนกระดาษยับยู่ยี่นั้นออก รีดให้เรียบแล้วก้มลงอ่าน บนกระดาษมีตัวอักษรเขียนอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด ใจความคร่าวๆ คือเตรียมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อหาบ่าวชายคนสนิทที่ถูกใจให้กับอาจารย์กงเหลียง พร้อมทั้งระบุเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเอาไว้
มีทั้งหมดห้าข้อ
หนึ่ง อายุต้องอยู่ระหว่างยี่สิบหกถึงยี่สิบแปดปี
สอง หน้าตาต้องหมดจด
สาม มีวุฒิจวี่เหรินหรือสูงกว่า
สี่ ชำนาญด้านการครัว ชำนาญด้านการปัดกวาดเช็ดถู มีความอดทนและสู้งานหนัก
ห้า อารมณ์ดี ถูกตีไม่โต้ตอบ ถูกด่าไม่เถียง
ผู้ที่มีคุณสมบัติตามข้างต้น สามารถมาสมัครที่จวนราชครูภายในวันที่สิบห้าเดือนนี้ได้ ค่าตอบแทนและสวัสดิการสามารถพูดคุยต่อรองกันได้
อ่า นี่มัน…ฉินเหยามองดูชายหนุ่มที่นั่งกุมอกจมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นบนพื้นแล้วหันมามองเนื้อหาประกาศรับสมัครงานในมือ นอกจากประโยคที่ว่า ‘มีความอดทนและสู้งานหนัก’ แล้ว ที่เหลือเขาก็เข้าข่ายหมดเลยนี่นา!
ฉินเหยาอุทานอย่างแปลกใหม่ในใจ “หลิวจี้เจ้ามีดีอะไรกันนะ ถึงขนาดทำให้ราชครูผู้ยิ่งใหญ่ต้องมาวางกับดักเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ”
หลิวจี้รีบยืดตัวตรงทันที “ทำไม ข้าไม่คู่ควรหรือไงกัน!”
สิ่งที่ตอบกลับเขาคือเสียงหัวเราะเยาะสองทีของฉินเหยา
ถ้าไม่ใช่เพราะเขายังขาอ่อนจนลุกไม่ขึ้น นางก็คงนับถือว่าเขาว่าเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง
“แต่ว่านะ ก่อนหน้านี้เจ้าพร่ำบ่นตลอดว่าอยากไปแสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ไม่ใช่หรือ นี่ถือเป็นโอกาสที่ดีทีเดียว”
“ได้ทั้งเจอท่านอาจารย์ที่เจ้าเฝ้าคิดถึงแล้วยังได้ค่าจ้างมาจุนเจือครอบครัวเราอีก ถือว่าไม่เลวเลย”
ทำไมจู่ๆ นางก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเสียอย่างนั้นเล่า
หลิวจี้ระแวดระวังตัวขึ้นมาในทันใด ไม่นั่งบนพื้นแล้ว ฮึบเดียวก็ลุกขึ้นมา จ้องมองนางอย่างประหม่า เตือนเสียงอ่อยว่า “เมียจ๋า กับดักที่ชัดเจนขนาดนี้ หากข้าไปต้องตายแบบไม่มีที่ฝังศพแน่ๆ”
“แน่นอน ชีวิตไร้ค่าของข้าตายไปก็ไม่เป็นไรหรอก สงสารก็แต่ซื่อเหนียงและลูกๆ ที่บ้าน ยังไม่ทันโตก็ต้องกำพร้าพ่อ ต่อไปไปสำนักศึกษาโดนเพื่อนร่วมชั้นรังแกทุกวันก็ไม่มีใครออกหน้าแทนพวกเขา แถมยังจะโดนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ…”
ยิ่งพูดก็ยิ่งรันทดเอง หลิวจี้ที่เมื่อครู่เพิ่งจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ก็น้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง มองฉินเหยาด้วยตาแดงๆ
“ยังมีเมียจ๋าเจ้าอีก…ต่อไปกลับมาบ้านก็จะไม่มีใครคอยอุ่นน้ำแกงอุ่นกับข้าวให้ คอยปรนนิบัติพัดวีให้เจ้าแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีใครคอยเย็บปักซ่อมแซมเสื้อผ้า สอบขุนนางหาบรรดาศักดิ์มาให้เจ้า…”
ฉินเหยาทนดูต่อไปไม่ไหว ยกมือขึ้นห้ามอย่างไร้เยื่อใย “เลิกแสดงได้แล้ว เห็นแล้วมันคันไม้คันมือ”
“จ้ะ เมียจ๋า!”
หลิวจี้สูดน้ำมูก เงยหน้าขึ้นกะพริบตาถี่ๆ เก็บน้ำตากลับไปแล้วยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
ผายมือเชิญให้นางเข้าไปนั่งข้างในห้อง
รอจนฉินเหยาดื่มน้ำ ดูท่าทางสบายอกสบายใจแล้ว ถึงได้ค่อยๆ นั่งลงข้างๆ นางอย่างระมัดระวัง เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม
“เมียจ๋า ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากไปดูแลท่านอาจารย์ แต่เรื่องนี้มันเป็นกับดักเห็นๆ พวกเราจะเดินเข้าไปติดกับจริงๆ หรือ”
“อะไรคือพวกเรา คือเจ้าต่างหาก เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าไม่ใช่จวี่เหรินเสียหน่อย” ฉินเหยารินน้ำให้ซื่อเหนียง “อากาศร้อน ดื่มน้ำเยอะๆ”
ซื่อเหนียงที่คิดจะแอบไปดื่มน้ำแกงหวานในครัวด้านหลังกับศิษย์พี่เยว่จำต้องวิ่งกลับมาแล้วดื่มน้ำครึ่งถ้วยนั้นอย่างว่าง่าย
ฉินเหยาพอใจแล้วจึงโบกมือ “ไปเล่นเถอะ”
หลิวจี้ก็รินน้ำดื่มให้ตัวเองหนึ่งถ้วย พูดตามตรง เขาอุตส่าห์ออกจากบ้านไปอย่างเบิกบานใจตั้งแต่เช้าตรู่ เพิ่งจะจัดการเรื่องสำนักศึกษาของพวกลูกชายเสร็จ กะว่าจะกลับมานอนเอกเขนกให้สบายใจก็ดันมาเห็นประกาศรับสมัครงานของจวนราชครูแปะหราอยู่ที่กำแพงหน้าประตูเรือน เล่นเอาหัวร้อนไปหมด
“เรื่องเข้าเรียนของซื่อเหนียงเป็นอย่างไรบ้างเล่า” หลิวจี้ถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยา “วันนี้ไม่เจออาจารย์ใหญ่ แต่ก็ได้เยี่ยมชมบรรยากาศของสำนักศึกษาสตรีแล้ว ซื่อเหนียงชอบสำนักศึกษาใหม่นี้มาก พรุ่งนี้เที่ยงค่อยไปฟังผลอีกที น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ทางนั้นไม่ได้เรียกร้องอะไรจากนักเรียนมากนัก”
หลิวจี้โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ถ้าอย่างนั้นก็ดี”
“แล้วเรื่องจวนราชครูเล่า” หลิวจี้ถามอย่างหวาดๆ “เมียจ๋า เจ้าคิดว่าข้าควรไปหรือไม่”
ฉินเหยาร้องโอ้คำหนึ่ง “เจ้าไม่กลัวตายแล้วหรือ”
เมื่อกี้นี้ใครกันนะที่พอเข้าประตูปุ๊บก็ร้องห่มร้องไห้พูดว่าตัวเองจะตาย บุรุษเปลี่ยนสีหน้าเร็วถึงเพียงนี้เชียว?
หลิวจี้กระแอมแก้เขิน “อะแฮ่ม กลัวตายน่ะกลัวอยู่แล้ว แต่พอนึกว่าจะได้เข้าจวนราชครูไปดูแลท่านอาจารย์อย่างเปิดเผยก็ดูเหมือนจะไม่กลัวเท่าไหร่แล้ว”
“ประเด็นหลักคือ…จวนราชครูที่ยิ่งใหญ่ปานนั้น ค่าตอบแทนที่ให้คงไม่น้อยกระมัง”
ฉินเหยาหัวเราะอย่างขบขัน “นี่เจ้าตัดสินใจจะไปเพราะเห็นแก่ค่าตอบแทนงั้นสิ?”
“ไม่ๆ ๆ!” หลิวจี้โบกมือรัว “ยังคงอันตรายเกินไป ข้าไม่เป็นวรยุทธ์ เข้าจวนราชครูไปก็เหมือนส่งลูกแกะเข้าปากเสือ ตายอย่างไม่มีที่ฝังศพแน่ๆ เมียจ๋า…”
ฉินเหยาเริ่มรำคาญ “ตกลงเจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่ พูดมาตรงๆ เลยได้หรือไม่!”