ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 686 เทพเซียนจุติ
ตอนที่ 686 เทพเซียนจุติ
หลิวจี้พยักหน้าแรงๆ เขาสามารถพูดตรงๆ ได้อยู่แล้ว กลัวแค่ว่านางจะไม่อยากฟังความจริงเท่านั้น
ฉินเหยาขมวดคิ้ว นางเป็นคนใจแคบแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“พูดมา!”
หลิวจี้ “ข้าจะเข้าจวนราชครู เมียจ๋าเจ้าคอยคุ้มครองข้า ส่วนค่าตอบแทนพวกเราแบ่งกันสี่ต่อหก เจ้าหกข้าสี่ เป็นอย่างไร”
รอจังหวะนี้อยู่สินะ!
อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย นางก็อยากฟังเหมือนกันว่า เขาจะแบ่งสี่หกอย่างไร
ฉินเหยาเอนหลังพิงพนักพิงเก้าอี้ด้วยความสนใจ ผายมือทำท่าเชิญให้พูด “ลองว่ามาสิ เจ้าวางแผนจะต้มตุ๋นซือคงเจี้ยนอย่างไร”
“โธ่!” หลิวจี้ค้อนนางทีหนึ่ง “เมียจ๋าอย่าพูดจาส่งเดชสิ เรื่องของบัณฑิตอย่างพวกเราจะเรียกว่าต้มตุ๋นได้อย่างไร”
“เขามีแผนของเขา ข้าก็มีวิธีรับมือของข้า”
ขอแค่ได้รับการสนับสนุนจากเมียจ๋า เขาก็พร้อมชนกับเจ้าซือคงเจี้ยนนั่น ไม่ถึงกับชนะขาดแต่ก็น่าจะสูสีกันอยู่!
“พรุ่งนี้ข้าจะไปสมัครงานที่จวนราชครู ถึงตอนนั้นเมียจ๋าเจ้ารอดูเถอะ พวกเราไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน!”
ส่วนวิธีการดำเนินการอย่างละเอียด ขอเขาเก็บไว้เป็นความลับอีกสักหน่อยเถิด
ฉินเหยาชี้ไปทางสวนหลังบ้าน “พรุ่งนี้ข้าต้องพาซื่อเหนียงไปสำนักศึกษาสตรี ไม่มีเวลาไปดูละครที่จวนราชครูกับเจ้าหรอก”
“ไม่เป็นไร” หลิวจี้ชี้ไปที่ชายหนุ่มผู้ขยันขันแข็งที่กำลังผ่าฟืนอยู่ตรงกำแพงลานบ้าน “ให้อาวั่งแอบตามข้าไปก็พอแล้ว”
มีอาวั่งอยู่ด้วย คงไม่ตายง่ายๆ หรอก
เกิดพลาดท่าจะเสียชีวิตขึ้นมา อาวั่งก็ยังวิ่งไปตามเมียจ๋าที่เป็นทัพหนุนมาช่วยได้ทัน
ขอแค่ชีวิตปลอดภัย ต่อให้พรุ่งนี้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จลงมาด้วยตนเอง เขาก็ไม่กลัวแม้แต่น้อย!
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “แล้วข้าจะคอยดู”
หลิวจี้เท้าเอวอย่างอวดเก่ง “เมียจ๋าเจ้ารอดูได้เลย กล้ามาวางกับดักบิดาผู้นี้ เดี๋ยวเจ้าซือคงเจี้ยนนั่นจะได้ร้องไห้แน่”
อาวั่งผู้เคยตกเป็นเหยื่อมาก่อน: ข้าคือใคร? ข้าอยู่ที่ไหน? ข้าจะทำอะไรนะ?
อ้อ นึกออกแล้ว ผ่าฟืนต่อไป
……
วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเสร็จ หลิวจี้ก็จงใจไปค้นเอาเสื้อกั๊กหนังงูขาวที่ใส่แล้วเย็นสบายแนบเนื้อตัวนั้นออกมา
สวมเสื้อตัวในสีขาวบางเบาก่อนแล้วทับด้วยเสื้อกั๊กหนังงู ยังจงใจเสียบปิ่นหยกที่ฉินเหยาเคยซื้อให้เมื่อนานมาแล้ว แต่งองค์ทรงเครื่องราวกับจะไปประกวดนางงาม ส่องกระจกซ้ายทีขวาทีอยู่เป็นนานสองนาน
พอใจแล้วก็กางร่มกระดาษเคลือบน้ำมันกันแดดคันหนึ่งแล้วจึงออกจากประตูไป
ก่อนออกจากประตู ยังไม่วายหันกลับมายิ้มหวานหยดย้อยให้ฉินเหยาในบ้าน “เมียจ๋า เดี๋ยวเจอกันนะ”
พูดจบก็บิดเอว เดินนวยนาดไปท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเพื่อนบ้าน มุ่งหน้าไปยังจวนราชครูอย่างสบายอารมณ์
อาวั่งเหลือบมองฮูหยินในห้องโถงที่มุมปากกระตุกพยายามกลั้นขำจนแทบสำลักชานมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเร้นกายตามไปอย่างเงียบๆ
เขาเฝ้ามองนายท่านใหญ่ของตนเดินอวดโฉมกรีดกรายไปทั่วตลาดราวกับนกยูงรำแพนหาง ขมับก็เต้นตุบๆ ไม่หยุด
แบบว่า…จู่ๆ ก็เริ่มรู้สึกเห็นใจคนบางคนขึ้นมา
เวลานี้ก็ไม่เช้าแล้ว
แต่หลิวจี้รู้สึกว่าการที่จวนราชครูรับสมัครจวี่เหรินมาเป็นบ่าวชายนั้นเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี คาดว่านอกจากเขาที่จริงใจต่อท่านอาจารย์แล้วก็คงไม่มีใครหน้าไหนมาสมัครเป็นคนที่สอง
ดังนั้นเขาจึงเดินเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน
แต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ เมื่อเขาเดินทอดน่องมาถึงหน้าประตูจวนราชครู ปรากฏว่ามีคนต่อแถวยาวเหยียด!
มิหนำซ้ำ มองไปทางไหนก็เจอแต่บัณฑิตหนุ่มหน้าตาดีทั้งนั้น
จะไม่ให้หน้าตาดีได้อย่างไรก็ในเมื่อประกาศรับสมัครระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจน ว่าอายุต้องระหว่างยี่สิบหกถึงยี่สิบแปดปี ต้องเป็นจวี่เหริน แถมหน้าตาต้องหมดจด เมื่อสามเงื่อนไขนี้มารวมกัน พวกหน้าตาไม่ดีไหนเลยจะกล้าโผล่หัวมา
บัณฑิตหนุ่มเหล่านี้ถือใบประกาศรับสมัครไว้ในมือ ชะเง้อมองไปที่โต๊ะรับสมัครหน้าประตูจวนราชครูอย่างคาดหวัง หวังว่าจะได้ยลโฉมท่านอาจารย์กงเหลียงสักครั้ง
ไม่!
แค่ครึ่งแวบก็ยังดี!
ภาพเบื้องหน้านี้ ช่างแตกต่างจากที่หลิวจี้จินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง
ยิ่งหันไปมองเหล่าแม่นางน้อยใหญ่ที่ทราบข่าวจึงตั้งใจมามุงดูข้างถนน เตรียมจะหาลูกเขยให้ที่บ้าน พากันส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้อย่างบ้าคลั่ง หลิวจี้ก็ถึงกับเอ๋อไปเลย
จวี่เหรินหนุ่มพวกนี้เป็นผักกาดขาวหรืออย่างไร ทำไมในเมืองหลวงถึงได้มีเยอะขนาดนี้!
จวนราชครูนี่กำลังรับสมัครบ่าวชายหรือคัดเลือกนางสนมกันแน่?
แล้วอีกอย่าง เป็นถึงจวี่เหรินผู้ทรงเกียรติ จะมีศักดิ์ศรีของบัณฑิตสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ
ถึงกับยอมเข้าจวนราชครูไปเป็นบ่าวชาย ช่างต่ำต้อยสิ้นดี!
หลิวจี้พึมพำกับตัวเอง “ให้ตายเถอะ ข้ายอมแพ้เจ้าพวกหลานเต่าพวกนี้จริงๆ”
แต่เขาลืมไปว่า การแต่งตัวอันแสนฉูดฉาดของเขาในวันนี้ โดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าบัณฑิตหนุ่มที่ต่อแถวหน้าจวนราชครูเสียอีก
ขณะที่หลิวจี้กำลังตกตะลึงกับเสน่ห์อันท่วมท้นของท่านอาจารย์ตนเอง จู่ๆ แขนเสื้อก็ถูกใครบางคนดึงไว้
ใช่ ดึง ดึงแรงมากด้วย
หากไม่ใช่เพราะหลิวจี้ฝึกฝนยืนท่านั่งม้ามาจากเมียจ๋าของตนจนรากฐานมั่นคง เขาคงถูกคนผู้นั้นดึงจนเซถลาไปแล้ว
หลิวจี้หันขวับไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ คำด่าบุพการีมาจุกอยู่ที่ปลายลิ้นแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นแม่นางน้อยน่ารักคนหนึ่ง
“ผู้น้อยเหอเยว่ ตกหลุมรักคุณชายตั้งแต่แรกเห็น ไม่ทราบคุณชายมีนามว่าอะไรหรือเจ้าคะ จะรังเกียจไหมหากจะแต่งเข้าบ้านข้า” แม่นางน้อยจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ทั่วใบหน้าเขียนคำว่า ‘ตะลึงในความงาม’ ไว้อย่างชัดเจน
เมื่อครู่นางเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าของเขาก็รู้สึกว่าโดดเด่นเหนือใครแล้ว คิดไม่ถึงว่าพอหันหน้าตรงมา จะหล่อเหลากว่าที่จินตนาการไว้เป็นร้อยเท่า
เพียงแต่ไม่รู้ทำไมสายตาของคุณชายท่านนี้ดูแปลกๆ ชอบกล
แม่นางน้อยคิดว่าคำว่า ‘แต่งเข้าบ้าน’ ที่ตนพูดออกไปอาจจะทำให้หนุ่มรูปงามไม่พอใจจึงรีบเสริมว่า
“หากคุณชายไม่รังเกียจ ทางบ้านข้ายินดีมอบเงินสามพันตำลึงเพื่อซื้อที่นาให้ครอบครัวท่าน รับรองว่าพวกเขาจะมีกินมีใช้ไม่ขัดสนไปตลอดชีวิต”
นางมองเขาด้วยความเขินอายอีกครั้งแล้วพูดตะกุกตะกัก “ต่อไปพวกเรา…”
“ต่อไปอะไร ไม่มีต่อไปทั้งนั้น!” หลิวจี้สะบัดแขนเสื้อ ดึงแขนเสื้อตัวเองกลับมาจากมือแม่นางน้อย
เขายอมรับว่า การมีคนมาขอแต่งงานกลางถนนเช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกดีอยู่ลึกๆ แต่ว่า!
“เงินแค่สามพันตำลึงก็คิดจะมาสู่ขอข้า ดูถูกกันเกินไปแล้วกระมัง”
หลิวจี้เสริมในใจ บ้านพี่เขยบิดาน่ะมีเหมืองนะเว้ย!
“ไปๆๆ หลบไป อย่ามาขวางทางนายน้อยอย่างข้า!”
หลิวจี้ผลักฝูงชนที่ยืนมุงดูขวางหน้าตนออกไปแล้วเดินจ้ำอ้าวหนีจากแม่นางน้อยไปอย่างไม่เหลียวหลัง เบียดตัวแทรกเข้าไปในแถวอย่างแข็งกร้าว
“หลีกทางให้นายน้อยหน่อยเว้ย!” หลิวจี้มือหนึ่งกางร่ม อีกมือหนึ่งแหวกทาง ผลักคนที่ขวางหน้าออกไปให้พ้นทาง
เจ้าพวกคนโง่กลุ่มหนึ่งที่มาเป็นตัวประกอบ ไม่รู้หรือไรว่าข้าต่างหากคือนักแสดงนำตัวจริง!
“ใครกัน”
“ทำอะไรน่ะ เบียดทำไม ล้วนเป็นบัณฑิตเหมือนกัน มีมารยาทหน่อยได้หรือไม่!”
ในแถวเริ่มเกิดความวุ่นวาย คนที่โดนเบียดหรือโดนผลักต่างหันมามองด้วยความโกรธเคือง อยากจะดูว่าไอ้สารเลวคนไหนที่อวดดีถึงเพียงนี้ กล้าเมินเฉยต่อบารมีของราชครู มาอาละวาดอยู่หน้าจวน
แต่พอหันมาเห็น ทุกคนต่างก็เงียบกริบ
เทพเซียนจุติลงมาแล้วหรือ
เขาสวมชุดสีขาวพลิ้วไหว รูปงามไร้ที่ติ แม้จะกำลังกระทำเรื่องที่ไร้มารยาทที่สุด แถมยังทำหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด แต่กลับเพราะรัศมีทั่วร่างที่เจิดจรัสเกินไป มันสว่างจ้าเสียจนผู้คนลืมที่จะโกรธ
มองดูบุรุษชุดขาวที่เดินกางร่มเข้ามา เหล่าจวี่เหรินที่มาสมัครงานก็ราวกับทนทานต่อแสงสว่างเจิดจ้านั้นไม่ไหว พากันล่าถอยไปด้วยความละอายใจ
ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะรับสมัครแล้ว มั่นใจว่าตนเองรูปงามที่สุดในบรรดาผู้สมัครทั้งหมดจึงแสดงท่าทีหยิ่งผยอง
แต่พอเห็นบุรุษชุดขาวเดินเข้ามาตรงหน้าก็ส่งเสียงร้อง “ฮือๆ” สองที ปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไปด้วยความอับอายขายขี้หน้า