ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 687 ผู้ใดมอบความกล้าให้แก่เขา
ตอนที่ 687 ผู้ใดมอบความกล้าให้แก่เขา
ซุนเจียง พ่อบ้านจวนราชครูผู้รับผิดชอบการรับสมัคร มองดูจวี่เหรินที่วิ่งไปร้องไห้กระซิกๆ อยู่ที่มุมกำแพง
แล้วหันกลับมามองบุรุษชุดขาวที่ยืนหยิ่งทะนงอยู่ตรงหน้าตน ผู้ซึ่งบีบคั้นจนจวี่เหรินผู้นั้นต้องร้องไห้
เขากลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากลำบาก
สัญชาตญาณบอกเขาว่า คนตรงหน้านี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นบ่าวชายที่นายท่านของตนต้องการ
แต่ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่างก็ร้องเตือนเขาว่า เรื่องราวชักจะหลุดจากการควบคุมเสียแล้ว
หลิวจี้กวาดตามองซุนเจียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาดูไม่เหมือนคนที่มาสมัครงาน แต่เหมือนพ่อบ้านของจวนที่กำลังคัดเลือกคนเสียมากกว่า
“ชื่ออะไร” หลิวจี้หุบร่มแล้ววางลงบนโต๊ะรับสมัครดื้อๆ กอดอกเอ่ยถาม
“อะไรนะ” ซุนเจียงสมองอื้ออึงไปชั่วขณะ ทั่วทั้งจวนนี้มีใครบ้างที่ไม่กลัวพ่อบ้านซุนอย่างเขา คนข้างนอกเมื่อเห็นเขา มีใครบ้างที่ไม่เรียกขานเขาสักคำว่า ‘ท่านซุน’
หลิวจี้ทำราวกับมองไม่เห็นรังสีอำมหิตบนตัวเขา ขมวดคิ้วแล้วกล่าวอย่างดูแคลนว่า “เจ้าหูหนวกหรือ ข้าถามว่าเจ้าชื่ออะไร!”
องครักษ์หน้าประตูจวนราชครูทนดูไม่ไหว ขอคำสั่งว่า “พ่อบ้านซุน ให้ลากตัวคนผู้นี้ออกไปหรือไม่ขอรับ”
“พวกเจ้ากล้ารึ” หลิวจี้ตวาดสวนขึ้นมาก่อนตบก้อนกระดาษยับยู่ยี่ในมือลงบนโต๊ะดังปัง นั่นคือประกาศรับสมัครงานนั่นเอง
“ข้ามาสมัครเป็นบ่าวชาย พาข้าเข้าไปสิ ท่านอาจารย์ยังรอให้ข้าไปปรนนิบัติอยู่นะ” หลิวจี้เชิดคางไปด้านในจวนแล้วปรายตามองซุนเจียงที่กำลังยืนอึ้ง เร่งให้รีบนำทาง
ซุนเจียงได้สติกลับมาในที่สุด รีบโบกมือให้บ่าวรับใช้ข้างในประตู บ่าวรับใช้รับคำสั่งก็วิ่งตรงไปยังเรือนของท่านราชครูทันที
เห็นบ่าวรับใช้วิ่งไปแล้ว ซุนเจียงจึงหันกลับมามองหลิวจี้ที่วางก้ามอวดดีและก้าวร้าว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร”
“ไม่รู้” หลิวจี้ตอบหน้าตาเฉย “ข้าถึงได้ถามเจ้าไงว่าชื่ออะไร”
ซุนเจียงเกือบจะสำลักความโกรธตายแล้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองครั้งเพื่อสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวสั่งสอนด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
“ข้าชื่อซุนเจียง พ่อบ้านของจวนราชครู เรื่องใหญ่น้อยทั้งหลายในจวนนี้ ทั้งการลงโทษและให้รางวัลสาวใช้บ่าวรับใช้ ท่านราชครูล้วนมอบหมายให้ข้าเป็นคนจัดการ ทีนี้เจ้ารู้หรือยังว่าข้าคือใคร”
“รู้แล้ว” หลิวจี้พยักหน้า ลูบห่วงประตูสีทองอร่ามอย่างไม่ใส่ใจแล้วเตะสิงโตหินหน้าประตูเล่นสองที แข็งแรงดีแฮะ ไม่รู้ว่าจะทนหมัดเมียจ๋าของเขาได้สักหมัดไหม
“รู้แล้วเจ้ายังกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้อีกหรือ!” ซุนเจียงตะคอกเสียงดังลั่น สองมือที่ข้างลำตัวกำเป็นหมัดแน่น กระดูกส่งเสียงลั่นกร๊อบแกร๊บน่าหวาดเสียว แขนทั้งสองก็เกร็งจนกล้ามเนื้อปูดโปนขึ้นมา ดูน่ากลัวยิ่งนัก
เหล่าจวี่เหรินที่มาสมัครงานคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็แอบถอยหลังกรูด กลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าราชครูนั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมสูงส่ง แต่ซุนเจียงคนข้างกายเขานั้นก็ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดอำมหิตในแวดวงเช่นกัน
หลิวจี้กลับดูเหมือนไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิตนั้นเลยแม้แต่น้อย เขานั่งยองๆ ลงหน้าสิงโตหินแล้วยื่นนิ้วเรียวยาวไปเคาะลวดลายที่เว้าลึกลงไป ปากก็พึมพำว่า “ทนหมัดนางไม่ได้แน่ๆ”
“ทำอะไรของเจ้า สิงโตหินค้ำจุนดวงชะตาของจวนราชครู ใช่ของที่เจ้าจะมาแตะต้องส่งเดชได้รึ”
ซุนเจียงตวาดลั่น พุ่งขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแล้วตะปบฝ่ามือหนึ่งลงมาหมายจะขย้ำคอเขา
คิดไม่ถึงว่า หลิวจี้จะเอี้ยวตัวหลบ ชะโงกหน้าไปดูบั้นท้ายของสิงโตหิน ทำให้ฝ่ามือนี้คว้าได้เพียงอากาศธาตุ
เวลานี้ซุนเจียงยังไม่ตระหนักถึงความผิดปกติใดๆ คิดเพียงว่าที่พลาดไปเมื่อครู่เป็นเพราะบังเอิญ
เขาจึงยื่นฝ่ามือเหล็กออกไปอีกครั้งหมายจะจับตัวอีกฝ่ายไว้ให้ได้
ทันใดนั้น คนผู้นั้นกลับกระโดดหมุนตัวถอยห่างออกไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไปยืนอยู่ที่ด้านข้างของสิงโตหิน ส่ายหัวไปมา ปากก็ส่งเสียงจิ๊จิ๊ราวกับกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่
ครั้งเดียวอาจจะบังเอิญ
แต่สองครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว ซุนเจียงหรี่ตาลงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
บัณฑิตอ่อนแอผู้นี้ หรือว่าจะเป็นยอดยุทธเร้นกาย?
“พ่อบ้านซุน?” หลิวจี้ราวกับเพิ่งเห็นว่าเขาตามมา ยิ้มแฉ่งให้เขาแล้วชี้ไปที่ประตูใหญ่จวนราชครูที่เปิดอ้าอยู่ “เตรียมเชิญข้าเข้าไปได้หรือยัง”
ซุนเจียงเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มใจดีทันควัน “มาสิ พวกเรามาตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันก่อนค่อยเข้าไปก็ยังไม่สาย”
ผายมือทำท่าเชิญ ให้หลิวจี้เดินมาคุยรายละเอียดกันที่โต๊ะ
หลิวจี้พอใจแล้ว “แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง เจ้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ แต่ข้าเป็นถึงจวี่เหรินผู้ทรงเกียรติ สมควรต้องรู้จักที่ต่ำที่สูง”
รอยยิ้มของซุนเจียงแข็งค้างไป ฝืนเกร็งหน้าไว้ ข่มจิตสังหารที่พวยพุ่งแล้วพาหลิวจี้มาที่โต๊ะ ปัดร่มกระดาษเคลือบน้ำมันที่เขาวางไว้บนโต๊ะออกไป “จวี่เหรินมีนามว่าอะไรหรือ”
“เจ้ายิ้มได้น่าเกลียดจริงๆ” หลิวจี้เหน็บแนมก่อนประโยคหนึ่ง ถึงค่อยตอบ “หลิวจี้”
ซุนเจียงพยักหน้า ดีมาก เขาจำไว้แล้ว!
“ตามเกณฑ์เบี้ยหวัดของบ่าวชายในจวนเรา โดยทั่วไปบ่าวชายระดับล่างจะได้เบี้ยหวัดรายเดือนเดือนละแปดเฉียน…”
หลิวจี้ยกมือห้าม “ไม่ต้องพูดแล้ว คุยเรื่องนี้กับบ่าวรับใช้อย่างเจ้าไม่รู้เรื่องหรอก เจ้าตัดสินใจไม่ได้ รอราชครูของพวกเจ้าออกมาคุยกับข้าเอง”
ซุนเจียงยิ้มไม่ออกแล้ว แววตาฉายแววอำมหิต
คนรอบข้างกลัวจนไม่กล้าหายใจแรง มีเพียงหลิวจี้ตรงหน้าเขาที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย แถมยังมองซ้ายมองขวาแล้วหันกลับมาถามเขาว่า
“อากาศร้อนขนาดนี้ จวนราชครูของพวกเจ้าไม่คิดจะเอาน้ำมาให้คนดื่มสักอึกเลยหรือ”
ดูเจ้าหนุ่มแต่ละคนที่ต่อแถวพวกนี้สิ หน้าแดงเพราะโดนแดดเผากันหมดแล้ว
แน่นอนว่า ในเมื่อเขามาแล้วคนพวกนี้ก็หมดธุระกับที่นี่แล้ว
“แยกย้ายกันไปเถอะ ตำแหน่งบ่าวชายนี้ต้องเป็นของข้าอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าพวกเจ้าจะคิดว่าตัวเองงดงามกว่าข้าผู้นี้” หลิวจี้เสยผมที่ปรกหน้าอย่างหลงตัวเองแล้วเริ่มไล่คนกลับ
แถวที่ต่ออยู่พลันแตกฮือ แต่เรื่องสนุกแบบนี้ใครจะยอมพลาด พวกเขาจึงยังคงล้อมวงไม่ยอมไปไหน
ดูสีหน้าเขียวคล้ำของซุนเจียงนั่นสิ ในเมืองหลวงแห่งนี้คนที่จะทำให้เขาหน้าดำคล้ำได้ถึงเพียงนี้ มีอยู่ไม่กี่คนจริงๆ
เจ้าคนที่ชื่อหลิวจี้นี่มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ ถึงกับกล้าต่อปากต่อคำกับซุนเจียง ไม่กลัวโดนคนเจ้าคิดเจ้าแค้นผู้นี้ลอบกัดเอาหรือ
กลัวสิ หลิวจี้ย่อมต้องกลัวอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมควักส่วนแบ่งหกส่วนให้ฉินเหยา เพียงเพื่อหาหลักประกันชีวิตให้ตัวเองหรอก
ทั้งหมดนี้ก็แค่ฝืนทำใจดีสู้เสือไปเท่านั้น
“ท่านราชครูมาแล้ว!” มีคนในฝูงชนร้องอุทานขึ้นมา
หลิวจี้ที่ฝืนเก่งอยู่ขาอ่อนยวบไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ว่า! ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งเข้าไว้!
เขาแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจนัก ลุกขึ้นยืนแล้วชะโงกหน้ามองไปทางประตูใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซือคงเจี้ยนสวมชุดคลุมยาวลายภาพวาดหมึกจีน ท่ามกลางการห้อมล้อมของเหล่าบ่าวรับใช้ เขาเชิดศีรษะอันสูงส่งแล้วก้าวออกมาจากประตู ก่อนอื่นเขายิ้มพลางพยักหน้าให้แก่เหล่าบัณฑิตและชาวบ้านที่หน้าประตูซึ่งต่างก็มีท่าทีตื่นเต้นและแววตาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส
จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อยาวหมุนตัวกลับมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มมองไปทางหลิวจี้ ชายหนุ่มผู้ส่องแสงเจิดจรัส ขาวสว่างจนไม่อาจละสายตาได้
เกล็ดงูสีขาวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับบาดตา ซือคงเจี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังปรับไม่ได้!
เขาจึงเลื่อนสายตาขึ้นไป สบเข้ากับดวงตาดอกท้อที่เป็นประกายวิบวับของหลิวจี้
แม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ซือคงเจี้ยนกลับมั่นใจในทันที…เจ้าหมอนี่สมกับเป็นศิษย์ที่ท่านอาจารย์มองเห็นคุณค่า รูปงามโดดเด่นเหมือนกับตัวข้าราชครูผู้นี้ไม่มีผิด!
“เจ้าคือหลิวจี้รึ” ซือคงเจี้ยนอมยิ้มเอ่ยถาม
หลิวจี้นึกในใจว่าท่านช่างแสดงละครเก่งเสียจริง แต่ภายนอกกลับทำท่าเคร่งขรึมคารวะหนึ่งที “จี้ ขอคารวะท่านราชครู”
ซุนเจียงแทบรอไม่ไหวอยากจะเข้าไปฟ้อง มองหลิวจี้ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย อยากจะถลกหนังเขาออกมาเสียให้ได้
ซือคงเจี้ยนกลับโบกมือ ไล่ให้เขาไปยืนข้างๆ แล้วแอบสังเกตสีหน้าของหลิวจี้เงียบๆ
เผชิญหน้ากับจิตสังหารที่แผ่ออกมาทั่วร่างของซุนเจียง เขากลับนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน
แต่สายข่าวรายงานมาว่าคนผู้นี้เห็นแก่เงิน กลัวตาย และเป็นคนกะล่อนที่เกาะผู้หญิงกิน
เช่นนั้นแล้ว ผู้ใดกันที่มอบความกล้าให้แก่เขากัน