ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 688 สตรีผู้นั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 688 สตรีผู้นั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้
ตอนที่ 688 สตรีผู้นั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้
ซือคงเจี้ยนนั่งลงที่โต๊ะรับสมัครหน้าประตู ยิ้มให้หลิวจี้อย่างเป็นมิตรพลางผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งด้วย
ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างพากันชื่นชมในความใจกว้างของท่านราชครูที่คนธรรมดาทั่วไปมิอาจเทียบเทียม
หลิวจี้ด่าในใจ เสแสร้ง!
แต่ใบหน้ากลับยิ้มระรื่น นั่งลงปุ๊บก็โวยวาย “อากาศร้อนขนาดนี้ น้ำสักอึกก็ไม่มีให้ดื่ม!”
“เจ้า สามหาว…”
เสียงตวาดของซุนเจียงเพิ่งจะดังขึ้นก็ถูกซือคงเจี้ยนห้ามไว้
“ยกน้ำชามาให้เขา” ซือคงเจี้ยนสั่ง
สายตาเหลือบไปมองเหล่าบัณฑิตหนุ่มหน้าตาดีที่หน้าประตูแล้วเสริมว่า “วันนี้ทุกคนยอมลดตัวจากฐานะจวี่เหรินมาสมัครเป็นบ่าวชายเพื่อท่านอาจารย์ ข้าขอรับน้ำใจอันบริสุทธิ์นี้ไว้แทนอาจารย์ด้วยความซาบซึ้ง”
“พ่อบ้านซุน เจ้าไปแจกค่าน้ำชาให้ทุกคนแล้วให้ทุกคนกลับไปเถอะ การรับสมัครวันนี้ยุติเพียงเท่านี้ ลำบากทุกท่านที่อุตส่าห์เดินทางมาเพื่อท่านอาจารย์โดยเฉพาะ ขอบคุณมาก”
หลิวจี้ฟังแล้วก็รู้สึกขนลุก เสแสร้ง เสแสร้งเก่งจริงๆ
แต่พอหันกลับไปดู โอ้โห คนกลุ่มใหญ่พากันคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงเพื่อขอบคุณท่านราชครู!
ยังมีคนตะโกนด้วยความตื้นตันว่า “หากท่านอาจารย์ต้องการ บัณฑิตอย่างพวกข้าพร้อมที่จะมาดูแลท่านอาจารย์เสมอ! ใต้เท้าราชครูช่างกตัญญูยิ่งนัก พวกข้าซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง!”
พูดจบก็โขกหัวคำนับสามที ถึงได้ลุกขึ้นจากไป
ไม่รับค่าน้ำชาแม้แต่นิดเดียว
ซือคงเจี้ยนตีสีหน้าขึงขังราวกับว่าเป็นหน้าที่ของตน ยืนกรานสั่งให้ซุนเจียงนำค่าน้ำชาไปมอบให้จนได้ จะให้ทุกคนมาเสียเที่ยวไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์จะต้องตำหนิศิษย์เอกอย่างเขาเป็นแน่
ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันถอนหายใจด้วยความเลื่อมใส มั่นใจแล้วว่าที่ท่านราชครูยุยงให้องค์รัชทายาทปกปิดความผิดของอ๋องเฟิงจนถูกสั่งปรับเบี้ยหวัดจากเรื่องของอู่เซิงเมื่อสองวันก่อนนั้น จะต้องมีเหตุผลที่จำเป็นบางอย่างแน่ๆ
หลิวจี้เห็นปฏิกิริยาของทุกคนอยู่ในสายตาแล้วหันกลับมามองรอยยิ้มอันอบอุ่นของซือคงเจี้ยน ในใจถ่มน้ำลายใส่ทีหนึ่ง เจ้าแก่นี่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวชะมัด!
“ข้าต้องการว่าจ้างให้เจ้าเข้าจวนมาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของท่านอาจารย์ เกี่ยวกับเรื่องค่าตอบแทน เจ้าต้องการสิ่งใดก็เสนอมาได้เลย ขอเพียงทำให้ท่านอาจารย์สุขสบายขึ้นบ้าง ข้าคนนี้ก็ยินดี” ซือคงเจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มตามมารยาท
คนปกติทั่วไปที่ยังพอมีความละอายอยู่บ้าง ย่อมไม่มีทางถือคำพูดของเขาเป็นจริงเป็นจัง กล้าเรียกร้องเอาจวนราชครูทั้งหลัง
เพราะนี่ก็เป็นเพียงคำกล่าวที่เกินจริงไปบ้างเท่านั้น
แต่หลิวจี้เป็นใคร?
เขาจะต้องการหน้าตาไปไย เขาไร้ยางอายที่สุดแล้ว!
หลิวจี้ข่มความตื่นเต้นในใจไว้กล่าวพลางยิ้มเผล่ “ในเมื่อท่านราชครูเกรงใจถึงเพียงนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ยกจวนราชครูหลังนี้ให้เป็นค่าตอบแทนแก่ข้าเถอะ ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อดูแลท่านอาจารย์จนกระทั่งท่านกลับมายืนได้อีกครั้ง!”
“…”
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอันน่าพิศวงไปชั่วขณะ
ซือคงเจี้ยนทำราวกับว่าฉากเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น พูดเองเออเองว่า “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ให้เจ้าเดือนละสิบตำลึง เป็นอย่างไร”
หลิวจี้ “หนึ่งร้อยตำลึงเถิด”
ซุนเจียงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนาวเหน็บ ให้เกียรติแล้วยังไม่รู้จักพอ?
หลิวจี้ทำเป็นมองไม่เห็นสายตาอาฆาตของอีกฝ่าย แย่งถ้วยชาจากมือเขามายกซดอึกเดียวจนหมดแล้วชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้ว เริ่มต่อรองเงื่อนไขการจ้างงาน
“ข้อแรก ข้าเข้างานยามซื่อ (เก้าโมงเช้า) เลิกงานปลายยามเซิน (ห้าโมงเย็น) ทำงานสามวันหยุดหนึ่งวัน วันหยุดเทศกาลต้องมีของขวัญและวันหยุดพิเศษต่างหาก”
หลิวจี้ยักไหล่อย่างจนใจ “ช่วยไม่ได้ ในฐานะสามีที่ดี ระหว่างที่ดูแลท่านอาจารย์ ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกเมียที่บ้านรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งได้ จริงหรือไม่”
เขาพูดต่อ “ข้อสอง บ้านข้าอยู่ไกล รบกวนใต้เท้าจัดรถม้ารับส่งข้าต่างหากด้วย”
“ข้อสาม อาหารการกินสองมื้อของท่านอาจารย์ข้าจะรับผิดชอบเอง แต่รบกวนสร้างเตาครัวแยกต่างหากในเรือน ให้คนจ่ายตลาดเตรียมวัตถุดิบตามรายการที่ข้าจดไว้ให้ทุกวัน”
“ข้อสี่ ข้าเป็นเพียงบัณฑิตบอบบางอ่อนแอคนหนึ่ง แบกหามไม่ไหว รบกวนทางจวนจัดหาผู้ติดตามหนุ่มแน่นแข็งแรงสักคนมาให้ข้าเรียกใช้สอยด้วย”
ซือคงเจี้ยนเลิกคิ้ว มองซุนเจียงอย่างขอความเห็น ข้าคนนี้ฟังผิดไปหรือเปล่า?
ซุนเจียงพยักหน้าอย่างตึงเครียด ใต้เท้า ท่านฟังไม่ผิดเลยขอรับ
“ข้อห้า…”
ไม่รอให้หลิวจี้พูดจบ ซือคงเจี้ยนก็ตบโต๊ะดังปัง
ซุนเจียงราวกับจับจุดอ่อนของหลิวจี้ได้ในที่สุด กระชากคอเสื้อเขาขึ้นมา เอ่ยข่มขู่เสียงเขียว
“ข้าว่าเจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้อยากมาเป็นบ่าวชาย แต่อยากมาตายเสียมากกว่า!”
เขาออกแรงเยอะ ลงมือก็หนัก คอเสื้อจึงรัดแน่นจนหลิวจี้สำลักไอโขลก
แต่ไอไปไอมา จู่ๆ เขาก็แสยะยิ้มประหลาด ดวงตาดอกท้ออันเจ้าเล่ห์จ้องมองซือคงเจี้ยนที่มีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง ขยับปากพูดด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สามคนว่า “ก่อนข้าตาย ใต้เท้าคงได้ตายก่อน!”
แววตาของเขานั้นช่างมั่นใจเสียเหลือเกิน ราวกับรู้ว่าตัวเองไม่มีวันตาย เต็มไปด้วยการยั่วยุ
แถมยังจงใจเหลือบตามองไปยังทิศทางหนึ่ง หยุดสายตาไว้ครู่หนึ่งแล้วค่อยหันกลับมาจ้องซือคงเจี้ยนอย่างล้อเลียน
ซุนเจียงรู้สึกผิดปกติ รีบหันขวับไปมองตามทิศทางที่หลิวจี้มองเมื่อครู่ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย เขาไม่พบอะไรเลย แต่หัวใจกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ผู้คุ้มกันของจวนราชครูพุ่งเข้าไปในฝูงชน กวาดตาค้นหาอยู่รอบหนึ่งแล้วรีบวิ่งกลับมารายงานซือคงเจี้ยน “ใต้เท้า ไม่พบขอรับ”
ใจของซือคงเจี้ยนหล่นวูบ ท่าทีอวดดีของหลิวจี้บอกเขาว่า สตรีผู้นั้นต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในบริเวณนี้เป็นแน่
มิฉะนั้นไอ้บ้านนอกขี้ขลาดตาขาวผู้นี้ไม่มีทางกล้ามายั่วยุเขาเด็ดขาด!
ซือคงเจี้ยนใช้สองมือยันโต๊ะแล้วโน้มตัวเข้ามา ดวงตาสีนิลจ้องเขม็งไปที่หลิวจี้ เค้นถาม “นางอยู่ที่ไหน”
หลิวจี้คิดในใจ เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย! ซือคงเจี้ยนรู้มานานแล้วว่าเขากับเมียจ๋าเคยไปพบท่านอาจารย์
ดีมาก เขากำลังกลัวอยู่เลยว่าเจ้าราชครูเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะไม่รู้ฤทธิ์เดชของเมียจ๋าของเขา
ดูจากตอนนี้ ข่มขู่เพิ่มอีกสักหน่อยก็น่าจะพอแล้ว
“อย่ามาแตะต้องตัวบิดานะ!” หลิวจี้ปัดมือซุนเจียงออก ดึงคอเสื้อตัวเองกลับมา เพราะดึงแรงไปหน่อยจึงเซถลาไปสองก้าว
ซุนเจียงไม่ได้ตามไปจับเขา แต่รีบมายืนขวางหน้าซือคงเจี้ยนไว้ ใช้ร่างกายบังเจ้านาย สายตาดุจเหยี่ยวสาดส่องไปทั่วฝูงชนรอบๆ กลัวว่าจู่ๆ จะมีใครพุ่งเข้ามาฆ่าฟัน
หลิวจี้เป็นอิสระแล้ว เขาเอามือไพล่หลังมองดูท่าทางของซือคงเจี้ยนและพรรคพวกที่ราวกับเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจ ช่างสะใจเสียจริง
เส้นเลือดที่หน้าผากซือคงเจี้ยนเต้นตุบๆ อีกครั้ง เค้นถามอีกครั้งว่า “บอกมา!”
“ใต้เท้ามีลูกน้องที่เป็นยอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่ไปหาเองเล่า” หลิวจี้กล่าวอย่างไม่เกรงกลัว
ซือคงเจี้ยนย่อมส่งคนไปค้นหารอบๆ แล้ว ทั้งยังเป็นหน่วยองครักษ์ลับที่เก่งกาจที่สุดในมือเขาอีกด้วย
แต่ว่า นี่ก็ผ่านไปหนึ่งถ้วยชาแล้ว องครักษ์ลับยังไม่มีใครส่งข่าวกลับมาเลยสักคน
เดิมทีซือคงเจี้ยนไม่เชื่อ คิดว่าหลิวจี้เพียงแค่แสร้งแกล้งทำไปงั้น แต่เขากลับแสดงได้สมจริงเกินไปจนซือคงเจี้ยนไม่กล้าเสี่ยงเดิมพันจริงๆ
ทันใดนั้น เสียงนกร้องเป็นจังหวะทำนองก็ดังแว่วมา
สีหน้าของซือคงเจี้ยนและซุนเจียงมืดมนลงพร้อมกัน หาไม่เจอหรือ
ซุนเจียงพึมพำเสียงเบา “หรือว่าจะเป็นกลลวง”
“ไม่ใช่” สีหน้าของซือคงเจี้ยนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เขารู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่ตนจนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง มีคนอยู่จริงๆ!
ในใจรู้สึกตื่นตระหนก สตรีผู้นั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
หลิวจี้เห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าตื่นกลัวก็แอบยกนิ้วโป้งให้ในใจ อาวั่งสุดยอดไปเลย
เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วพูดต่อ “ข้อห้า ข้ามาเพื่อดูแลท่านอาจารย์ ไม่ใช่คนรับใช้ของจวนราชครูจริงๆ ดังนั้นต้องปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงแขกผู้สูงศักดิ์”
ไม่มีใครตอบรับเขาก็ไม่รู้สึกเขินอาย ยังยิ้มระรื่นกล่าวว่า “ใต้เท้าไม่พูด ข้าจะถือว่าท่านตกลงแล้วนะ~”
ซือคงเจี้ยนขบกรามแน่น ไม่พูดอะไรสักคำ
หลิวจี้กะพริบตาโตๆ ถามอย่างสงสัย “ทำไมใต้เท้าไม่ยิ้มแล้วเล่าขอรับ หรือว่าเป็นคนไม่ชอบยิ้มแต่กำเนิดหรือ”
ซือคงเจี้ยนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างเห็นได้ชัด อยากจะฉีกปากของมันให้ขาดนัก!
“เจ้า!” เขายกมือขึ้น ชี้หน้าหลิวจี้จากระยะไกลอย่างดุดัน “ดีมาก!”
“อา ใช่แล้ว ข้าดีมากเลย” หลิวจี้เสยผมข้างหู ตอบรับอย่างมั่นใจ
ซุนเจียงทนไม่ไหวแล้ว ยื่นมือไปจับมีดสั้นที่เอว แทบอยากจะสับหลิวจี้ให้เป็นชิ้นๆ
แต่เจ้านายของเขากลับฝืนยิ้ม ‘พิมพ์ใจ’ ออกมา ลุกขึ้นผายมือ “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเถิด ท่านแขกผู้สูงศักดิ์หลิว!”
หลิวจี้ “ได้เลย!”
ก้าวอาดๆ เข้าจวนราชครู มองนั่นมองนี่ด้วยความตื่นตาตื่นใจราวกับยายเฒ่าหลิวเข้าสวนต้ากวน มองอะไรก็ดูแปลกใหม่ไปหมด
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้วจนสามารถหนีบยุงให้ตายได้ ซุนเจียงและคนอื่นๆ ก็มองหลิวจี้ด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าช่างน่าอับอายขายหน้านักนะ