ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 691 ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดอ๋อง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 691 ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดอ๋อง
ตอนที่ 691 ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดอ๋อง
หวังจิ่นรู้สึกว่าตนเองอาจจะกำลังฝันไปและยังเป็นฝันร้ายอีกด้วย!
มิฉะนั้นเขาจะเห็นใบหน้าของฉินเหยาปรากฏอยู่ตรงหน้าตนเองได้อย่างไร
แต่เสียงเรียก “ฉินเหนียงจื่อ?” ที่ดังมาจากด้านหลัง ได้ดึงสติเขากลับสู่ความเป็นจริงในทันใด
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเพียงแค่จะออกมาดูว่าเหตุใดบุตรชายถึงขนของลงจากรถนานนัก คิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นสองแม่ลูกฉินเหยาที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ในตรอกฝั่งตรงข้ามยืนอยู่ที่หน้าประตู
แถมยังกำลังพูดคุยกับจิ่นเอ๋อร์ด้วยท่าทีสนิทสนมอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าไม่สนิท ที่แท้ก็หลอกคนแก่อย่างนางนี่เอง
ทว่าปฏิกิริยาของจิ่นเอ๋อร์เหตุใดจึงดูแปลกประหลาดนัก?
ท่าทางหวาดกลัวราวกับเห็นผี แถมยังตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ เบิกตาโพลงมองไปข้างหน้า เหมือนไม่อยากจะเชื่อว่ามีฉินเหนียงจื่อตัวเป็นๆ ยืนอยู่ตรงหน้า
“จิ่นเอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเป็นห่วงสภาพจิตใจของบุตรชายมาก คงไม่ได้ไปแปดเปื้อนสิ่งสกปรกมาจากข้างนอกหรอกนะ!
หวังจิ่นส่ายหน้า เขาไม่เป็นไร เขาปกติดีมาก!
ฉินเหยากวักมือเรียกซื่อเหนียงเข้ามาหา ชี้ไปที่หวังจิ่น “ซื่อเหนียง เรียกท่านลุงหวังเสียสิ ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนะ”
ประโยคหลังนั้น นางมองหน้าหวังจิ่นแล้วพูด เล่นเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
พูดตามตรง บุญคุณความแค้นระหว่างเขากับนางควรจะถือว่าหายกันไปแล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็คือเกิดขึ้นแล้ว ความทรงจำไม่อาจลบเลือนได้
ดังนั้น…เขาเลยขยาดนางจริงๆ นะ!
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หวังจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองเฮือกจึงหาเสียงตัวเองเจอแล้วเอ่ยถามด้วยความตกใจ
ฉินเหยาเพียงแค่ยิ้มบางๆ
ซื่อเหนียงคารวะอย่างว่าง่าย รวมส่วนของฮูหยินผู้เฒ่าหวังไปด้วยแล้วตอบแทนท่านแม่ไปว่า
“ท่านลุงหวังเจ้าคะ บ้านเราย้ายมาอยู่เมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ เพราะท่านพ่อจะต้องสอบเคอจวี่”
หวังจิ่นใจเต้นตึกตัก “พี่หลิวก็มาด้วยหรือ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “มิฉะนั้นเล่า? ครอบครัวก็ต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสิ”
หันไปหาฮูหยินผู้เฒ่าหวังแล้วยิ้มตาหยี “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังเห็นด้วย นางพยักหน้าแล้วถลึงตาใส่หวังจิ่นอย่างไม่สบอารมณ์
“กลับมาคราวนี้คงไม่ออกไปไหนแล้วกระมัง? เฉิงหยางก็ใกล้จะกลับมาแล้ว เจ้าอยู่เป็นเพื่อนเขาให้มากหน่อย ช่วยสอนการบ้านเขาด้วย”
ที่บ้านมีแค่นางที่เป็นหญิงชราอยู่ เรื่องการเรียนของหลานชายนางก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ทุกวันได้แต่คอยจี้ให้เขาตั้งใจอ่านหนังสือเยอะๆ
แต่เด็กน้อยน่ะ สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดก็คือการได้ยินเสียงบ่นพวกนี้ ปากก็รับคำไปส่งๆ แต่ลับหลังนั้นไม่รู้ว่าได้ทำตามจริงหรือไม่
สามีและบุตรชายคนโตของนางต่างจบชีวิตลงในสนามรบ เหลือเพียงบุตรชายคนเล็กคนเดียวที่นางร้องห่มร้องไห้อ้อนวอน ถึงได้รั้งตัวไว้ได้และเข้ารับตำแหน่งขุนนางฝ่ายตรวจสอบ
แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินนี้ปีหนึ่งๆ แทบจะไม่ได้อยู่ติดบ้านก็ดีกว่าไปอยู่ค่ายทหารแค่นิดเดียวเท่านั้น
ตอนนี้สำหรับหลานชายคนเล็กเพียงคนเดียว ฮูหยินผู้เฒ่าหวังไม่ได้ปรารถนาให้เขากลายเป็นมังกรในหมู่คน นางมีเพียงความหวังเล็กๆ ข้อเดียว นั่นคือให้หลานชายเดินในเส้นทางเคอจวี่ สอบเป็นขุนนางเสมียนตัวเล็กๆ จะได้อยู่ข้างกายนางตลอดไป
ใครจะคิดว่า หวังจิ่นกลับส่ายหน้า “ลูกอยู่บ้านได้แค่วันเดียวเท่านั้นขอรับ เช้าวันมะรืนลูกก็ต้องไปตานโจวแล้ว”
ภารกิจที่ชิงโจวคราวก่อนความจริงแล้วยังทำไม่เสร็จก็ถูกราชสำนักเรียกตัวกลับมาด่วนเพื่อส่งไปทำภารกิจที่ยุ่งยากกว่า
ส่วนสถานการณ์โดยละเอียด เขาเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงวันนี้จึงยังไม่ทันได้ไปสืบข่าวเลย
แต่ตานโจวเป็นที่ดินศักดินาของอ๋องเฟิง เมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอ๋อง เรื่องราวย่อมต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
“อะไรนะ เจ้าอยู่ได้แค่วันเดียวเองหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังยิ่งโมโห “บุรุษตระกูลหวังของพวกเจ้านี่ต้องคุณไสยกันไปหมดแล้วจริงๆ ไม่ชอบบุ๋นแต่ชอบบู๊ ช่วงนี้เฉิงหยางก็สนิทสนมกับเด็กบ้านเดิมตระกูลอวี๋ ทุกวันหลังเลิกเรียนเจ้าเด็กสองคนไม่ยอมกลับเรือน ต่างคนต่างถือไม้คนละท่อนวิ่งออกไปเล่นกันจนลืมตัว เลียนแบบตัวละครในหนังสือนิทาน ปากก็บอกว่าจะอะไรนะ…อะไรนะ…”
เห็นฮูหยินผู้เฒ่านึกคำไม่ออก ซื่อเหนียงจึงช่วยเตือนอย่างใจดีว่า “ท่องยุทธภพ ถือกระบี่ท่องไปทั่วหล้าเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังตบเข่าฉาดแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น “นั่นแหละๆ อายุน้อยๆ ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ จะไปเป็นจอมยุทธ์พเนจร แต่ละคนไม่มีใครอยากอยู่บ้านเป็นเพื่อนข้า เจ้าลูกหลานอกตัญญู!”
หวังจิ่นมองสองแม่ลูกฉินเหยาอย่างกระอักกระอ่วนแล้วเตือนมารดาว่ายังมีคนนอกอยู่ ไว้หน้ากันบ้าง
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังกลับไม่สนก็ในเมื่อนางไม่ได้เป็นฝ่ายอกตัญญู มีอะไรต้องปิดบังไม่ให้คนรู้เล่า?
ฉินเหยาเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังจึงเคาะหัวลูกสาวเบาๆ
ซื่อเหนียงหดคอแล้วตอบเสียงอ่อย “พี่ใหญ่เป็นคนพูดทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
มือเล็กกอดแขนฉินเหยาหมับ ปากก็รับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ “แต่ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ต่อไปข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น จะตัวติดกับท่านแม่ ตามท่านแม่ไปเดินตลาดซื้อของอร่อยๆ และของเล่นสนุกเจ้าค่ะ”
แม่หนูน้อยคนนี้ ปากหวานเสียจริง
ถึงจะรู้ว่ากำลังพูดเอาใจ เพราะก่อนหน้านี้แม่ตัวดียังเพิ่งบอกว่าจะขจัดความอยุติธรรมให้หมดสิ้นไปจากใต้หล้า แต่มุมปากของฉินเหยาก็อดไม่ได้ที่จะยกขึ้น
นี่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังถูกใจนัก เดินขึ้นมาข้างหน้า มองซื่อเหนียงด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างถึงที่สุด “ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง ฉินเหนียงจื่อ วันหน้าเจ้ามีวาสนาแล้ว”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ของมารดา หวังจิ่นพลันก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา
ชั่วอึดใจต่อมา
ฮูหยินผู้เฒ่าหวังก็ปรายตามองมาที่เขาด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “พรุ่งนี้เจ้าอยู่บ้านทั้งวันใช่หรือไม่”
หวังจิ่นไม่กล้าบอกว่าอยู่ได้เพียงครึ่งวัน อีกครึ่งวันที่เหลือเขายังต้องเข้าวังจึงได้แต่กล่าวเลี่ยงไปว่า “ช่วงบ่ายและช่วงค่ำล้วนอยู่บ้านขอรับ”
“งั้นก็ดี” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังพยักหน้า “เดี๋ยวแม่จะไปหาแม่สื่อ พรุ่งนี้บ่ายเจ้าก็ไปดูตัวเสีย หากมีคนที่ถูกใจก็หมั้นหมายกันไปเลย”
ประโยคหลังนี้ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนัก ทว่าก็แฝงไปด้วยการบังคับขู่เข็ญที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
กะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้!
หวังจิ่นแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเกาศีรษะ ทว่าก็ไม่อาจหลีกหนีได้ ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนแล้วประคองมารดาเข้าประตูไปพลางกล่าวว่า “ข้าจะไปตามเฉิงหยางกลับเรือน ท่านทำกับข้าวรอไว้ก่อนเถิด ลูกชายท่านหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว”
อย่างไรเสียก็เป็นลูกในไส้ เมื่อเห็นหวังจิ่นทำหน้าตาน่าสงสารบ่นว่าหิว ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจึงยอมปล่อยเขาไปชั่วคราว
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าให้สองแม่ลูกฉินเหยาที่อยู่นอกประตูอย่างมีมารยาทแล้วหมุนตัวกลับเข้าเรือนไปตระเตรียม
หวังจิ่นมองส่งมารดาเดินไปทางห้องครัวหลังบ้าน ถอนหายใจยาวเหยียด แล้วเดินออกมาเตรียมจะไปตามหา ‘ลูกชาย’
พอเงยหน้าขึ้น อ้าว สองแม่ลูกนี่ยังไม่ไปอีกหรือ
“เจ้าไม่กลับไปกินข้าวหรือ” หวังจิ่นถามด้วยความแปลกใจ
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่รีบ ยังไม่หิว”
หวังจิ่นเข้าใจแล้ว “รอข้าเลี้ยงข้าวเจ้าสินะ ก็ได้ รออีกสักหน่อยเถอะ รอข้าจัดการธุระที่ตานโจวเสร็จแล้วกลับมา จะต้องเลี้ยงสุราอาหารดีๆ แก่เจ้ากับพี่หลิวอย่างแน่นอน ถือเป็นการไถ่โทษขอขมาพวกเจ้าสองสามีภรรยาด้วยตนเอง บุญคุณความแค้นในอดีตก็ให้มันแล้วกันไป ดีหรือไม่”
ฉินเหยามองเขาอย่างประหลาดใจมาก สำหรับนางแล้ว รับเงินทำงาน บุญคุณความแค้นก็ถือว่าได้หักล้างกันไปแล้ว
แต่เห็นแก่ที่เขายังมีใจจะไถ่โทษ นางก็จะใจดีเตือนเขาสักหน่อยก็แล้วกัน
“ตานโจวอันตราย ข้าแนะนำให้ใต้เท้าหาผู้ช่วยสักคน น่าจะปลอดภัยขึ้นมาก อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าจะได้กลับมาแบบมีชีวิต” ฉินเหยายิ้มบางๆ แล้วพูด
ทันทีที่ได้ยินหวังจิ่นเอ่ยถึงตานโจวสองคำนี้ ในใจนางก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าสุดท้ายแล้วคดีอ๋องเฟิงส่งไปให้ใครไปทำ
ดูจากผลงานของหวังจิ่นที่จังหวัดจื่อจิงก็พอจะเห็นได้ว่าหวังจิ่นคือ ‘มืออาชีพด้านการกำจัดอ๋อง’
แต่อ๋องฉีกับอ๋องเฟิงนั้นแตกต่างกัน นักฆ่าที่อ๋องฉีเลี้ยงไว้ฝีมือธรรมดามาก นางคนเดียวก็สามารถจัดการได้ถึงสามสิบคน
แต่ถ้าอาวั่งนับเป็นระดับท็อปสุดของกลุ่มนักฆ่าพลีชีพกลุ่มนั้นของอ๋องเฟิง เช่นนั้นฝีมือของนักฆ่าพลีชีพที่เหลือก็ไม่อาจดูแคลนได้เช่นกัน
หากครั้งนี้หวังจิ่นไม่หาผู้ช่วยไปด้วย โอกาสที่จะรอดชีวิตกลับมาอาจมีเพียงร้อยละศูนย์จุดหนึ่งเท่านั้น