ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 692 เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว
ตอนที่ 692 เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว
แต่หวังจิ่นเข้าใจความหมายของฉินเหยาผิดไปอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดีระคนตื่นเต้น มองนางอย่างตื่นเต้น “เจ้าจะช่วยข้างั้นหรือ”
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ท่านคิดมากไปแล้ว”
หวังจิ่นก็ไม่ได้ผิดหวังมากนัก เดาะลิ้นกล่าวว่า “ช่างเถอะ ข้าก็จ้างเจ้าไม่ไหวอยู่ดี”
เงินที่ควักจ่ายไปคราวก่อนเล่นเอาเงินเก็บเขาเกลี้ยงกระเป๋า หากจ้างนางอีกสักรอบ เกรงว่าครึ่งชีวิตที่เหลือเขาคงต้องทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้าเพื่อหาเงินมาใช้หนี้นาง
แต่การที่นางย้ำให้เขาไปหาคนมาช่วย หรือว่าจะมีคนที่เลือกไว้ในใจแล้ว?
หวังจิ่นเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้ฉินเหยาเดินไปคุยไป
เขาสอดส่ายสายตามองหาลูกชายที่จะถือกระบี่ท่องยุทธภพไปด้วยพลางลดเสียงลงถามอย่างระมัดระวัง “เจ้าอยากให้ข้าไปหาใครหรือ”
เขาเดาว่า นางอาจจะให้เขาไปที่จวนองค์หญิงใหญ่
แต่ว่า คำแนะนำของฉินเหยากลับเหนือความคาดหมาย
ฉินเหยามองตรงไปข้างหน้า เอียงหน้าไปทางด้านข้างเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนคุยเรื่องสัพเพเหระ “ท่านไปหาฮองเฮาได้นะ”
หวังจิ่นสะดุ้งโหยง เบิกตากว้างมองฉินเหยาราวกับจะดูว่านางล้อเล่นหรือไม่
แต่เห็นได้ชัดว่า นางกำลังแนะนำเขาอย่างจริงจัง
หวังจิ่น “ฉินเหยา ข้าขอแนะนำว่าคราวหน้าเจ้าอย่าได้แนะนำอีกเลย”
ไปหาฮองเฮา?
ล้อเล่นอะไรกัน!
เขาเป็นเพียงผู้ตรวจการแผ่นดินตัวเล็กๆ บังอาจไปเสนอหน้าต่อหน้าฮองเฮา กลัวว่าตัวเองจะตายช้าไปหรือ
เขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักสองปีนะ
ฉินเหยาเห็นท่าทางขี้ขลาดของเขาก็ยักไหล่ “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจท่าน หากท่านไม่ได้กลับมา เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนของพวกเรา ตอนข้าอยู่ในเมืองหลวง ข้าจะช่วยดูแลมารดาของท่านให้เอง”
หวังจิ่นกัดฟัน “ข้าขอบใจเจ้าจริงๆ!”
“ไม่เป็นไร” ฉินเหยาชี้ไปที่ประตูใหญ่เรือนตระกูลหลิวเบื้องหน้า “ข้าถึงบ้านแล้ว ว่างๆ ก็แวะมานั่งเล่นนะ”
“อ้อ ลืมไป” ฉินเหยามองเขารู้สึกผิดทีหนึ่ง “ใต้เท้าอาจจะไม่ได้กลับมาแล้ว งั้นไว้ชาติหน้าก็แล้วกัน”
มองดูสองแม่ลูกจูงมือกันเข้าประตูบ้านไป หวังจิ่นก็โกรธจนผมแทบจะชี้ตั้ง ปากของฉินเหยานี่อาบยาพิษมาใช่ไหม
ใช่แน่ๆ ใช่ไหม ใช่หรือไม่!
ที่ปากตรอกข้างหน้า มีเด็กชายวัยกำลังโตคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ เข้ามา เขาส่งหีบหนังสือให้เด็กรับใช้ข้างกายลาก ส่วนตัวเองถือไม้ท่อนหนึ่งไว้ในมือ กระโดดโลดเต้นดูมีความสุขเป็นพิเศษ
หวังจิ่นเงยหน้าขึ้นมองแล้วตะโกนเรียกเสียงดัง “หวังเฉิงหยาง!”
เด็กชายที่ถือไม้ก็สะดุ้งโหยง รีบหยุดแล้วมองมา พอสบเข้ากับดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟโทสะของหวังจิ่นก็เรียกด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า “ท่านพ่อ?”
“ตุบ” เสียงไม้ในมือร่วงลงพื้นดังขึ้นเสียงหนึ่ง หวังเฉิงหยางก็รีบยืนตัวตรง ยกมือขึ้นค้อมกายคารวะเต็มพิธีการ
หวังจิ่นก้าวฉับๆ เข้ามา คว้าคอเสื้อด้านหลังของลูกชายไว้ หิ้วตัวกลับบ้าน
เดินไปก็ด่าไป “เจ้าลูกตัวดีทำไมถึงไม่หนีเล่า ดูท่าวิชาหนีเอาตัวรอดที่สอนไปคราวที่แล้วเจ้าจะจำไม่ได้สักนิดเลยสินะ! รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนตีก็ยังไม่หนี ยังจะหยุดคารวะข้าอีก แบบนี้เรียกว่าอะไร? นี่คือการยั่วยุ! ข้าว่าเจ้าคงจะคันเนื้อคันตัวอยากโดนตีจริงๆ แล้ว!”
……
ต้าหลาง เอ้อร์หลาง และซานหลางต่างก็เลิกเรียนกลับมาแล้ว สามพี่น้องกำลังทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะแปดเซียนตัวใหญ่ในห้องโถงใหญ่
แม้ว่าตอนนี้พวกเด็กๆ จะมีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเองแล้ว แต่พวกเขาก็ดูเหมือนจะยังคงคุ้นเคยกับการเรียนด้วยกันบนโต๊ะใหญ่ตัวเดียว อาจจะเป็นเพราะเช่นนี้มีบรรยากาศของการเรียนที่ดีกว่า
ฉินเหยาไม่เข้าใจ แต่ก็เคารพการตัดสินใจ
นางกดตัวซื่อเหนียงที่อยากจะวิ่งไปประกาศข่าวดีเรื่องได้เข้าเรียนกับพวกพี่ชายไว้แล้วพานางกลับห้องไปเก็บหนังสือ ล้างหน้าล้างมือ เช็ดเหงื่อไคลตามใบหน้าและลำคอให้สะอาด
ซื่อเหนียงขออยู่จัดหีบหนังสือพลังเซียนของนางข้างในห้อง ฉินเหยาจึงเดินมาดูที่เรือนด้านหลัง
นอกจากอินเยว่ที่กำลังล้างผักอยู่ ไม่คิดว่าจะได้เห็นอาวั่งที่กำลังสะบัดกระทะอย่างคล่องแคล่วอยู่ในห้องครัว
ฉินเหยากวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่เห็นร่างของหลิวจี้ แสดงว่าอาวั่งกลับมาก่อนคนเดียวงั้นหรือ
“หลิวจี้เล่า” ฉินเหยาเดินเข้าไปในห้องครัว เอ่ยถามด้วยความสงสัย
อาวั่งจดจ่ออยู่กับกับข้าวในกระทะ ตอบโดยไม่หันมามองว่า “นายท่านใหญ่สบายดีขอรับ เห็นเขาเข้าจวนราชครูได้สำเร็จ และแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต ข้าก็เลยกลับมาก่อน”
เพราะเขายังต้องไปรับพวกต้าหลางสามพี่น้องเลิกเรียน ทั้งยังต้องเตรียมอาหารเย็นให้คนทั้งบ้านนี้
มิเช่นนั้นลำพังฝีมือทำอาหารพื้นๆ ของอินเยว่ จะทำให้ฮูหยินกินอิ่มถูกปากได้อย่างไร
หากฮูหยินกินไม่อิ่มก็จะพาลไม่อยากให้ผู้อื่นมีความสุขไปด้วย ถึงตอนนั้นผู้ที่ต้องรับเคราะห์ย่อมไม่พ้นเขาแต่เพียงผู้เดียว
ฉินเหยายังไม่จากไปไหน นั่งลงหน้าโต๊ะเตรียมอาหารกลางห้องครัวอย่างสนใจใคร่รู้ สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจวนราชครูเมื่อตอนกลางวัน
อาวั่งเล่าถึงวีรกรรมความโอหังของหลิวจี้ที่หน้าประตูจวนราชครูในวันนี้ให้ฟังตามความเป็นจริง ปราศจากการเติมแต่งแต่อย่างใด
ตั้งแต่ต้นจนจบตะหลิวในมือไม่เคยหยุดขยับ อาหารที่ทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติล้วนน่ากินถูกตักใส่จานทีละอย่างๆ แล้วส่งต่อให้อินเยว่ที่รู้หน้าที่ ยกไปยังห้องอาหารด้านหน้า
ฉินเหยามองแผ่นหลังที่วุ่นวายของอาวั่งแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย “อาวั่ง เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าดูมีความแค้นฝังลึกชอบกล ไม่เป็นอะไรกระมัง”
อาวั่งดึงฟืนที่เหลือออกจากเตาไปฝังกลบในขี้เถ้า ยกกระทะใบใหญ่ไปที่ตุ่มน้ำ ล้างกระทะพลางตอบเสียงแข็ง “ข้าไม่เป็นไรขอรับ”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว ยังจะพูดว่าไม่เป็นไรอีก?
คนที่อารมณ์มั่นคงเสมอมากลับมีอารมณ์ขุ่นมัว
ฉินเหยาเดินไปด้านหลังเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ “เจ้ามีเรื่องในใจแน่ๆ”
อาวั่ง “ก็ได้ขอรับ เป็นเพราะนายท่านใหญ่ เขามักจะทำให้ข้ารู้สึกขายขี้หน้าอยู่เรื่อย”
โดยเฉพาะวันนี้หลังจากเข้าจวนราชครูยิ่งหนักข้อขึ้น!
ฉินเหยาชะงัก เอ่อ…ก็ไม่ต้องตรงไปตรงมาปานนั้นก็ได้
พอได้เริ่มเอ่ยปากก็หยุดไม่อยู่ อาวั่งนำกระทะที่ล้างสะอาดแล้ววางกลับไปบนเตา หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดเตาพลางเล่า
“ในจวนราชครูเลี้ยงนกยูงทองเอาไว้ตัวหนึ่ง ฮูหยินทราบหรือไม่ขอรับ”
ฉินเหยา “อืม เคยเห็น”
อาวั่งสะบัดผ้าขี้ริ้วดังเพียะ มุมปากกระตุกยิ้มเย็น “เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกถือไว้ในมือแล้วร่ายรำให้นกยูงทองดู จนกระทั่งนกยูงรำแพนหางถึงจะยอมเลิกรา”
ฉินเหยาจินตนาการถึงภาพนั้น หากตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ นางคงอดไม่ได้ที่จะจิกนิ้วเท้าลงกับพื้นด้วยความอับอาย
“ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ”
“ยังมีอีกขอรับ” อาวั่งเปลี่ยนผ้าขี้ริ้วผืนแห้งมาเช็ดคราบน้ำบนเตาแล้วเล่าต่อ “สาวใช้ยกผลไม้มาเลี้ยงหมู เขาก็หยิบกินหน้าตาเฉย กินไปครึ่งลูกถึงรู้ว่าไม่ถูกต้องจึงรีบทิ้งลงรางหมูแล้วหยิบอีกผลส่งให้ราชครู…”
ตอนนั้นเขานึกว่านายท่านใหญ่ของตนตายแน่แล้วและเตรียมพร้อมเสี่ยงตายปรากฏตัวออกไปช่วย
คิดไม่ถึงว่านายท่านใหญ่เห็นบรรยากาศไม่สู้ดีก็คว้าผลไม้ในมือราชครูกลับมาแล้วยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนหมดเกลี้ยง
แถมยังฝืนพูดอีกว่า “อ้า อร่อยจัง~”
ฉินเหยายกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ อีกมือตบต้นแขนของอาวั่งแล้วกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
“ไปเบิกค่าทำขวัญจากหีบเงินมาสักสองตำลึงเถิด ถือเป็นค่าชดเชยเล็กๆ น้อยๆ”
ดวงตาอาวั่งเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ”
ฉินเหยาพยักหน้า เห็นไอความแค้นบนตัวอาวั่งสลายหายไปในพริบตา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเบิกบาน
เก็บกวาดห้องครัวเรียบร้อย ทั้งสองก็ย้ายไปที่ห้องทานอาหารด้านหน้า ขณะกำลังจัดวางถ้วยชามตะเกียบ จู่ๆ อาวั่งก็นิ่งไป
ใบหูเขาขยับเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังเผชิญกับศัตรูตัวฉกาจ “นายท่านใหญ่กลับมาแล้วขอรับ”
ชั่วอึดใจถัดมา รถม้าสุดหรูหราที่หน้าต่างฝังด้วยกระจกสีเจ็ดสีคันหนึ่งก็มาจอดอยู่ที่หน้าประตูเรือน
หลิวจี้มุดออกมาจากตัวรถม้า กางแขนตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น
“เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว!”
ได้ยินเสียงชาวบ้านร้านตลาดละแวกนั้นที่เริ่มจับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างรวดเร็ว ฉินเหยาก็รู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
มีตัวสร้างจุดเด่นอยู่ในบ้าน ดูท่าชีวิตในตรอกควานเจิ้งของนางคงจะทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ได้แล้วกระมัง!