ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 693 ซานหลาง เจ้าต้องพึ่งตนเอง
ตอนที่ 693 ซานหลาง เจ้าต้องพึ่งตนเอง
หลิวจี้โบกมือให้สารถีจวนราชครูที่มาส่งตนกลับไป
พูดเพียงไม่กี่คำก็ไล่เพื่อนบ้านที่อยากรู้อยากเห็นซึ่งกรูเข้ามามุงดูให้สลายตัวไป จากนั้นจึงปิดประตูใหญ่ของบ้านเสียงดัง “ปัง”
เขาปาดเหงื่อร้อนผ่าวที่ผุดพรายเต็มหน้าผาก เค้นรอยยิ้มเจิดจรัสออกมา กระแอมไอสองครา ก่อนจะสาวเท้าก้าวเดินไปยังห้องอาหาร
ทว่ายังเดินไปไม่ถึงห้องอาหารก็ไม่อาจแสร้งวางท่าได้อีกต่อไป ฉีกยิ้มเผล่ให้ฉินเหยาแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น
“เมียจ๋า เจ้าดูข้าสิสง่างามหรือไม่ เจ้าคงไม่รู้กระมังว่า บัดนี้ซือคงเจี้ยนถูกข้ากำราบจนอยู่หมัดแล้ว สั่งให้เขาไปทางตะวันออกเขาก็ไม่กล้าไปทางตะวันตก สั่งให้เขาขึ้นสวรรค์ เขาก็ไม่กล้าลงนรก!”
“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะบารมีของเมียจ๋าทั้งนั้น!” ประโยคนี้หลิวจี้กล่าวออกมาจากใจจริง
หากมิใช่เพราะเมียจ๋ามีวรยุทธ์สูงส่ง เขาไหนเลยจะข่มขวัญซือคงเจี้ยนผู้นั้นอยู่
“แถ่น แทน แท๊น!” หลิวจี้บุกมาถึงห้องอาหาร เบียดเด็กๆ ทั้งสี่คนที่เดินเข้ามาต้อนรับออกไปด้านข้างแล้วเดินปรี่ตรงไปหาฉินเหยา แบฝ่ามือออก เผยให้เห็นถุงเงินใบหนึ่งราวกับกำลังถวายของล้ำค่า
สี่พี่น้องต้าหลางที่ถูกเบียดออกไปมองหน้ากันแล้วมองท่านพ่อที่มีเพียงท่านแม่อยู่ในสายตาก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
ดูจากท่าที ชาตินี้ท่านพ่อคงหนีไม่พ้นฝ่ามือของท่านแม่เสียแล้ว
“สิ่งใดหรือ” ฉินเหยาถามอย่างสงสัย
หลิวจี้ขยิบตาให้นางอย่างลำพองใจ “เงินอย่างไรเล่า ตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ”
หลิวจี้ยัดถุงเงินใส่มือฉินเหยา ส่งสายตาคาดหวังให้นางรีบเปิดดูพลางจ้องหน้านางตาไม่กะพริบ ไม่อยากพลาดสีหน้าประหลาดใจแม้แต่นิดเดียว
ฉินเหยาเปิดถุงเงินออก ด้านในมีก้อนเงินขนาดใหญ่สองก้อนนอนนิ่งอยู่ ก้อนละห้าสิบตำลึงถ้วน เป็นเงินตำลึงขาวอวบอ้วน น่ารักน่าชังยิ่งนัก
ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ? ฉินเหยาหยิบก้อนเงินออกมาเล่นพลางเหลือบมองหลิวจี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ
นางพอจะเดาที่มาที่ไปได้ ก่อนหน้านี้อาวั่งได้เล่าวีรกรรมของหลิวจี้ที่จวนราชครูให้นางฟังแล้ว
แต่การได้เห็นหลิวจี้นำเงินหนึ่งร้อยตำลึงกลับมาวางกองตรงหน้าจริงๆ กับการฟังอาวั่งบรรยายนั้น เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลิวจี้เห็นฉินเหยามองตนด้วยสายตาคลางแคลงใจก็กลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ รีบอธิบายว่านี่คือเบี้ยหวัดรายเดือนที่เขาไปเป็น ‘บ่าวชาย’ อยู่ที่จวนราชครู
“เดือนละหนึ่งร้อยตำลึง?” ฉินเหยาแทบไม่อยากจะเชื่อ “ราชครูก็ยอมด้วยหรือ”
หลิวจี้พยักหน้าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง สาธยายเงื่อนไขต่างๆ ที่ตนเจรจากับจวนราชครูให้ฉินเหยาฟังจนหมดเปลือก
เล่าจนน้ำลายแตกฟองจบก็นั่งลงหน้าโต๊ะอาหาร สะบัดหน้าอย่างผยอง “เป็นอย่างไรเล่า นายท่านใหญ่ของพวกเจ้าเก่งกาจหรือไม่”
จวนราชครูเล็กๆ ก็สามารถจัดการได้อยู่หมัด!
ซือคงเจี้ยนคงจะบ้าไปแล้วกระมัง นี่คือความคิดของทุกคนในครอบครัว
มีรถรับส่ง ดูแลดุจแขกสูงศักดิ์ ส่งผู้ติดตามมาคอยรับใช้หนึ่งคน แถมยังให้เบี้ยหวัดเดือนละตั้งหนึ่งร้อยตำลึง
นี่หากไม่ได้เห็นเรื่องนี้กับตา พูดออกไปก็ไม่มีใครกล้าเชื่อ!
เอ้อร์หลางตะลึงงันไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าท่านพ่อของเขาก็มีความสามารถจริงๆ อยู่บ้าง เขายึดมั่นในขนบธรรมเนียมอันดีงามที่ใฝ่รู้จึงเขยิบไปอยู่หน้าหลิวจี้แล้วเอ่ยถามอย่างจริงใจ
“ท่านพ่อ ท่านช่วยถ่ายทอดความสามารถนี้ให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ”
ต้าหลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงก็กรูเข้ามาล้อมวง ซื่อเหนียงรินชา ซานหลางทุบขา ต้าหลางนวดไหล่ ตั้งใจจะเรียนรู้ด้วยกัน
วิชานี้ของท่านพ่อช่างร้ายกาจยิ่งนัก จับเสือมือเปล่าได้ถึงขั้นสูงสุด หากสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาหนึ่งหรือสองส่วนจากท่านพ่อได้ ต่อไปอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายอีกแล้ว
หลิวจี้อิ่มเอมใจอย่างยิ่ง เพลิดเพลินไปกับการประจบสอพลอของเด็กๆแล้วกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ความจริงแล้ว นี่ไม่นับว่าเป็นความสามารถอะไร ก็แค่ยืมชื่อเสียงบารมีของท่านแม่พวกเจ้ามาก็เท่านั้น”
เขาพูดความจริง แต่น่าเสียดายที่เด็กทั้งสี่ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย
ซื่อเหนียง “ท่านพ่อ ท่านไม่อยากสอนพวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เอ้อร์หลางเองก็โกรธแล้ว นานๆ ครั้งเขาจะยอมลดตัวลงไปขอคำชี้แนะจากคนที่ตนเองดูแคลนที่สุดอย่างถ่อมตน เขากลับไม่รู้จักดีชั่ว บอกว่านี่ไม่นับว่าเป็นความสามารถอะไร?
“ท่านพ่อ หากท่านไม่อยากสอนก็พูดมาตรงๆ” เอ้อร์หลางโบกมือ ส่งสัญญาณให้พี่น้องแยกย้าย ไม่ต้องปรนนิบัติคนขี้เหนียวคนนี้แล้ว
“เฮ้ยๆๆ?” หลิวจี้ตกตะลึง ยกมือขึ้นพยายามจะรั้งไว้ แต่ก็ไม่สามารถรั้งไว้ได้สักคน
ฉินเหยาเอ่ยขึ้น “กินข้าวก่อน เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นหมด”
พลางชั่งน้ำหนักเงินตำลึงสองก้อนในฝ่ามืออย่างอารมณ์ดี เตรียมจะเก็บเข้าอกเสื้อ
“เมียจ๋า!” หลิวจี้พลันร้องเรียกเสียงหลง
ฉินเหยามองไปอย่างไม่พอใจ หลิวจี้ก็หดคอ แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าชูนิ้วขึ้นมาสี่นิ้ว เตือนเสียงเบาว่า
“เจ้าหก ข้าสี่ เพราะงั้น…”
ฉินเหยาจิ๊ปากทีหนึ่ง แต่ภายใต้สายตาละห้อยของหลิวจี้ก็ยังแบ่งเงินตำลึงก้อนหนึ่งให้เขา
“ทอนข้ามาสิบตำลึง”
หลิวจี้เพิ่งจะคิดว่าเมียจ๋าใจป้ำให้เงินเพิ่มอีกสิบตำลึง พอได้ยินคำว่าทอนเงินนี้ก็แอบเบ้ปากอย่างลับๆ แล้วล้วงเอาเศษเงินสิบตำลึงออกมาจากถุงเงินบนตัวส่งให้นางอย่างไม่เต็มใจ
ได้มาหกสิบตำลึงถ้วน ฉินเหยาก็ยิ้มอย่างพอใจ เก็บเข้าอกเสื้อ นั่งลงแล้วกล่าวว่า “กินข้าว!”
อาจเป็นเพราะได้เงินมาเพิ่ม มื้อนี้ ทั้งครอบครัวจึงกินกันอย่างชื่นมื่นปรีดา
กินข้าวเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ตามวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านในตรอกควานเจิ้ง เวลานี้คงล้างหน้าล้างตาเสร็จ เตรียมตัวเข้านอนกันแล้ว
แต่ลานบ้านของฉินเหยากลับยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ต้าหลาง เอ้อร์หลางและซานหลาง ยังคงเขียนการบ้านที่ค้างคาอยู่บนโต๊ะแปดเซียน
พวกเขาถือเป็นนักเรียนที่แทรกชั้นเข้าไป เรียนช้ากว่าคนอื่นไปหลายวิชา ท่านอาจารย์ฟ่านจึงจงใจสั่งการบ้านให้ทั้งสามคนคัดหนังสือเพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยกับบทเรียนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน
ซานหลางอยากจะร้องไห้นัก ตัวอักษรตั้งหลายพันตัว ไม่รู้เลยว่าจะต้องคัดไปถึงปีไหนเดือนไหน เขาทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ มองซ้ายมองขวา คอยดูความคืบหน้าของพี่ชายทั้งสองเป็นระยะ
ผลปรากฏว่าพี่ใหญ่พี่รองคัดเสร็จไปเกินครึ่งแล้ว ส่วนเขายังเขียนไม่ถึงหนึ่งในห้าด้วยซ้ำ ชั่วขณะนั้นอารมณ์ก็พุ่งพล่าน ทนไม่ไหวแล้วร้องไห้โฮออกมา
หลิวจี้ที่กำลังพาลูกสาวดีดฉินมั่วซั่วอยู่ ถูกเสียงร้องไห้นี้ทำเอาตกใจจนสะดุ้งโหยง
สองพ่อลูกเงยหน้าขึ้นมอง ซานหลางกำลังแหงนหน้าร้องไห้โฮอย่างสิ้นหวัง ร้องทีหนึ่งก็ไม่ลืมก้มหน้าเขียนตัวอักษรตัวหนึ่ง ทั้งน่าสงสารทั้งน่าขบขัน
ในเรือนส่วนหน้า ฉินเหยาและอาวั่งที่กำลังฝึกพิเศษให้อินเยว่ ได้ยินเสียงก็หันไปมองพลางจุ๊ปากสองที
โชคดีที่คนต้องเรียนไม่ใช่ตัวเอง
อินเยว่ที่กำลังยกโม่หินอยู่ มองดูสมาชิกในบ้านทั้งเล็กทั้งใหญ่ก็แอบบ่นในใจ เจ้าพวกคนไร้ความเห็นอกเห็นใจ!
จากนั้นมองดูซานหลางที่ร้องไห้จ้า ตัดสินใจปล่อยให้เด็กได้เติบโตอย่างอิสระ
อยากจะร้องก็ร้องไป ร้องไห้เสร็จเดี๋ยวก็ดีเอง
สภาพจิตใจของคนทั้งบ้านนั้นดีเยี่ยมมาก ซื่อเหนียงเห็นพี่สามเรียนจนสติแตกก็ส่งน้ำให้ถ้วยหนึ่ง ให้เขาดื่มน้ำแก้คอแห้งก่อนแล้วค่อยร้องต่อ ประเดี๋ยวเสียงจะแหบ
ต้าหลาง เอ้อร์หลางก็ส่งความห่วงใยอันบริสุทธิ์ไปให้น้องชาย
ต้าหลาง “ร้องเสร็จก็ยังต้องเขียนต่อนะ”
เอ้อร์หลาง “ข้าจะไม่ช่วยเจ้าเขียนแม้แต่ตัวเดียว ลายมือของพวกเราไม่เหมือนกัน ท่านอาจารย์ดูออก”
ดังนั้น ซานหลางเจ้าต้องพึ่งตนเอง!
พี่ชายทั้งสองตบไหล่ซานหลางหนักๆ หวังว่าจะสามารถมอบพลังให้เขาเข้มแข็งขึ้นอีกหน่อย
เสียง “ตุบ” ทื่อๆ ดังขึ้น ซานหลางก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งกับพื้น เพราะตกใจจึงลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ
ปกติเด็กคนนี้ก็ค่อนข้างจะทึ่มๆ อยู่แล้ว เขากวาดตามองรอบๆ ด้วยดวงตาที่พร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา เห็นสภาพน่าขันของศิษย์พี่เยว่ที่ถูกท่านแม่และท่านอาอาวั่งรุมเล่นงานจนเหนื่อยหมอบลงไปกองกับพื้น จู่ๆ ก็หลุดขำพรืดออกมา
จากนั้นก็เช็ดน้ำตา ลุกขึ้นมาใหม่ วิ่งไปห้องครัวหลังบ้านหยิบขนมอบกรอบชิ้นเล็กๆ ที่อินเยว่อบไว้จานหนึ่งมากินไปพลาง ก้มหน้าก้มตาคัดหนังสือไปอย่างขยันขันแข็ง
ทิวทัศน์ยามค่ำคืนนั้นช่างงดงามยิ่ง ภายในลานบ้านก็ช่าง ‘อบอุ่น’ และ ‘กลมเกลียว’ เสียจริงหนอ