ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 694 ชีวิตประจำวันของบ่าวชาย
ตอนที่ 694 ชีวิตประจำวันของบ่าวชาย
ยามเช้าตรู่ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน
เพียงครู่เดียว ลมกระโชกแรงก็พัดมา
ท้องฟ้าที่เดิมเริ่มมีแสงสว่างรำไรก็พลันมืดมิดราวกับกลางคืนในชั่วพริบตา
แม่น้ำสวรรค์ราวกับทำนบแตก สายฝนเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
สามพี่น้องต้าหลางที่กำลังจะออกจากบ้านไปสำนักศึกษาเอกชนรีบถอยกลับเข้ามาใต้ชายคา แต่ละอองฝนที่สาดกระเซ็นก็ยังทำให้รองเท้าและขากางเกงเปียกชื้น
ซื่อเหนียงที่ลากหีบหนังสือใบเล็กเตรียมตัวจะไปสำนักศึกษาสตรีเช่นกันก็รีบหันกลับมาตะโกนบอกคนในบ้าน “ท่านพ่อ! ฝนตกแล้วเจ้าค่ะ!”
หลิวจี้เพิ่งอ่านหนังสือยามเช้าเสร็จ บิดขี้เกียจเดินออกมาดู เห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกหนักและรุนแรง เกรงว่าคงไม่หยุดตกง่ายๆ
สี่พี่น้องมองท่านพ่ออย่างร้อนใจ หากยังไม่ออกไปตอนนี้ ได้ไปเรียนสายแน่ๆ
นี่เป็นวันแรกที่ซื่อเหนียงจะไปสำนักศึกษาสตรี นางไม่อยากทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีไว้ให้ท่านอาจารย์
แต่ฝนตกหนักขนาดนี้ ต่อให้กางร่มก็คงเปียกโชกไปทั้งตัว
เด็กหญิงตัวน้อยร้อนใจจนลากหีบหนังสือเดินวนไปวนมาอยู่ใต้ชายคา ล้อรถส่งเสียงดังกรุกรุ ฟังแล้วยิ่งทำให้พวกพี่ชายรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งขึ้น
หลิวจี้ส่งเสียงชู่ว์ บอกลูกสาวไปว่า “ท่านแม่ของเจ้ายังหลับอยู่ อย่าเสียงดัง เดี๋ยวพ่อคิดหาวิธีเอง”
ซื่อเหนียงก็หยุดเดินทันที ทำหน้าตาสำนึกผิดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ‘อุ๊ย ข้าลืมไป’
หลิวจี้เห็นแล้วก็นึกขำ ชี้ไปที่เด็กทั้งสี่ตรงหน้า “รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวข้าให้ท่านอาอาวั่งของพวกเจ้าขับรถม้าไปส่ง”
อาวั่งที่กำลังให้อาหารม้าอยู่ที่สวนหลังบ้านเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่เรือนส่วนหน้า ไม่รอให้นายท่านใหญ่ของตนเองเดินมา เขาก็จูงม้าและเข็นตัวรถม้าออกมาแล้วพลางประกอบรถม้าเสร็จสรรพเรียบร้อย
เขาสวมหมวกงอบ หยิบเสื้อกันฝนฟาง จูงม้าไปที่ประตูหน้า ไม่ต้องตะโกนเรียก สี่พี่น้องที่รออยู่ใต้ชายคาก็โห่ร้องอย่างยินดี กางร่มฝ่าสายฝนวิ่งมาทันที
ซานหลางกับซื่อเหนียงตัวเล็ก พี่ชายทั้งสองจึงช่วยหิ้วหีบหนังสือให้ สี่พี่น้องปีนป่ายไม่กี่ทีก็เข้าไปอยู่ในตัวรถม้า
ไม่ว่าข้างนอกฝนจะตกหนักเพียงใด คนข้างในก็ไม่มีวันเปียกฝน
น่าสงสารก็แต่ท่านอาอาวั่งของพวกเขาที่อยู่ด้านนอกคอยต้านลมฝนทั้งหมดไว้
ส่วนหลิวจี้น่ะหรือ
กำลังนั่งวางมาดสุขุมอยู่ในห้องโถงใหญ่ที่เปิดโล่งอย่างสบายอารมณ์ รอรถม้าหรูหราของจวนราชครูขับมารับตนเอง
ในฐานะแขกผู้สูงศักดิ์ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะไม่สามารถไปทำงานที่จวนได้ทันเวลาเพราะฝนตกหนัก
กลับกัน ถ้าจวนราชครูมารับช้าทำให้ท่านอาจารย์ต้องพลาดมื้อเช้าแสนอร่อยฝีมือศิษย์รักของเขาจนเกิดโทสะขึ้นมา บางคนก็คงจะต้องรับเคราะห์ไป~
พูดถึงเรื่องที่ซือคงเจี้ยนมักจะโดนกงเหลียงเหลียวด่าจนสาดเสียเทเสีย หลิวจี้ก็ยังรู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อ
จะบอกว่าซือคงเจี้ยนดีต่อท่านอาจารย์มากหรือ นั่นก็ไม่แน่เสมอไป
การจับคนมากักขังไว้ ลำพังเรื่องนี้ก็นับเป็นความประสงค์ร้ายอย่างถึงที่สุดแล้ว
มิหนำซ้ำศิษย์อกตัญญูผู้นี้ก็ถูกท่านอาจารย์ขับออกจากสำนักแต่เพียงฝ่ายเดียวไปนานแล้ว ทั้งสองมีความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน พอเจอหน้ากันทีไรบรรยากาศก็จะตึงเครียดราวกับจะชักกระบี่เข้าห้ำหั่นกันให้ได้
แต่ว่า!
อาจารย์ตีเขา เขาไม่สู้กลับ
อาจารย์ด่าเขา เขาก็ไม่เถียงกลับ
ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลสารพัดของ ‘บ่าวชายคนใหม่’ ขอเพียงทำให้ท่านอาจารย์ยอมร่วมมือในการรักษา ยอมพักฟื้น เขาก็ยอมตามใจทุกอย่าง
หากไม่ใช่เพราะซือคงเจี้ยนมักจะเผลอปล่อยจิตสังหารอันเข้มข้นออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งหลิวจี้ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้านี่ตกหลุมเสน่ห์ของเขาเข้าให้แล้วหรืออย่างไร ถึงได้รักเขาอย่างลึกซึ้งปานนี้
“อี๋” แค่คิด หลิวจี้ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
รีบสะบัดหัว ไล่ความคิดเพ้อเจ้อนี้ออกไป ยกนมแพะขึ้นดื่มอึกใหญ่เพื่อเรียกขวัญ
ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ รถม้าคันหนึ่งมาจอดที่หน้าประตูเรือนตรงเวลาเป๊ะ
สมกับคำกล่าวที่ว่า ลมฝนก็ไม่อาจขวางกั้น
หลิวจี้ที่คิดว่าวันนี้อาจจะไม่ต้องไปทำงานที่จวนราชครูแล้ว จำต้องละทิ้งความหวังลมๆ แล้งๆ หันไปบอกอินเยว่ที่อยู่เฝ้าบ้านคำหนึ่งว่า
“อีกเดี๋ยวอาจารย์เจ้าตื่นแล้ว อย่าลืมบอกนางด้วยนะว่าข้าไปจวนราชครูแล้ว”
อินเยว่ “ได้เจ้าค่ะท่านอาจารย์ ข้าทราบแล้ว”
พอได้รับคำตอบรับ หลิวจี้ถึงได้กางร่ม วิ่งฝ่าม่านฝนแล้วรีบมุดเข้าไปในตัวรถม้า เริ่มต้นชีวิตมนุษย์เงินเดือนไปอีกหนึ่งวัน
เมื่อถึงจวนราชครู ฝนที่ตกหนักก็เริ่มซาลง
หลิวจี้เพิ่งลงจากรถม้า บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็รีบกางร่มเดินเข้ามาต้อนรับ
นี่คือผู้ติดตามที่จวนราชครูส่งมาให้เขา ชื่ออันจื่อ
อันจื่อกางร่มให้หลิวจี้พลางเร่งฝีเท้าพาเขาเข้าไปในจวน ปากก็พูดว่า “ในที่สุดท่านก็มาเสียที วันนี้ฝนตกหนัก มาช้ากว่าเมื่อวานเล็กน้อย ท่านอาจารย์ดูท่าทางไม่ค่อยพอใจแล้วขอรับ”
หลิวจี้ถาม “ของที่ข้าให้ไปซื้อ ซื้อมาครบแล้วหรือยัง”
อันจื่อพยักหน้า “ซื้อมาแล้วขอรับ อยู่ในห้องครัวหมดแล้ว ข้าล้างทำความสะอาดไว้เรียบร้อย รอเพียงท่านเท่านั้น”
เดินผ่านสวนนกยูง หลิวจี้ไม่มีอารมณ์ที่จะไปแหย่เจ้านกยูงทองที่ชอบรำแพนหางเหมือนจะเอาชีวิตตัวนั้นอีกจึงเดินเลยผ่านไป มุ่งตรงไปยังเรือนผู่เยวี่ยน
เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของเขา จวนราชครูถึงกับเร่งสร้างห้องครัวขึ้นที่เรือนผู่เยวี่ยนในชั่วข้ามคืน
แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด มันจึงเป็นเพียงเพิงที่กั้นด้วยเสื่อไม้ไผ่สามด้านเท่านั้น
เจอพายุฝนเข้าถล่มตลอดทั้งช่วงเช้าจึงทำให้เพิงต้องฝืนต้านรับลมฝน สภาพดูโอนเอนจวนจะพังทลายอยู่รอมร่อ
แต่ในตอนนี้หลิวจี้ไม่สนใจอะไรแล้ว อารมณ์ของท่านอาจารย์ ไม่ใช่แค่ซือคงเจี้ยนเท่านั้นที่กลัว เขาเองก็กลัวเหมือนกัน
ไม่ทันได้เข้าไปทักทายท่านอาจารย์ในห้องก็ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วมุดเข้าห้องครัว เตรียมอาหารเช้าทันที
อันจื่อเป็นคนขยันขันแข็งและตาไว จดจำใส่ใจอยู่เสมอว่าบ่าวชายตรงหน้าผู้นี้ได้รับสิทธิพิเศษเทียบเท่าแขกผู้สูงศักดิ์จึงรีบก้มตัวลงช่วยก่อเตาจุดไฟให้เขา
ไม่นาน กลิ่นหอมของการผัดอาหารก็ลอยออกมาจากในครัว หลิวจี้ตั้งใจจะทำข้าวผัดไข่ให้ท่านอาจารย์หนึ่งจาน ยกขึ้นโต๊ะคู่กับน้ำแกงปลาหลีฮื้อ
คนในห้องดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมจึงเดินมาที่ประตูแล้วมองมาทางห้องครัว
หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ตั้งใจ ในใจก็สบถคำหยาบออกมาคำหนึ่ง เจ้าซือคงเจี้ยนทำไมถึงไม่ไปเข้าเฝ้ายามเช้า!
ทั้งสองสบตากัน ซือคงเจี้ยนจ้องหลิวจี้ด้วยสายตาตักเตือนแวบหนึ่ง จากนั้นก็ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ที่ระเบียงทางเดิน จ้องมองมาที่ห้องครัวไม่วางตา
หลิวจี้ตั้งข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า อีกฝ่ายคงจะหิวจริงๆ ถึงขั้นอยากจะกลืนเขาลงท้องไปด้วย!
ภายในใจวาดภาพตุ๊กตาตัวน้อยแทนตัวซือคงเจี้ยนแล้วกระหน่ำตบหน้าไปหลายฉาดใหญ่
ทว่าภายนอกหลิวจี้กลับไม่กล้าแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ได้แต่พยายามควงกระทะ ตั้งสมาธิอยู่กับการทำข้าวผัดไข่ของตนเอง
เขาไม่ใช่คนโง่งม ลำพังซือคงเจี้ยนไม่ไปประชุมเช้าในวันนี้ก็นับว่าแปลกประหลาดมากพอแล้ว ยังจะใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารจ้องมองเขาอีก ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเจ้าคนตาถั่วคนไหนไปแหย่ให้เขาโมโหแล้วพาลมาลงที่หลิวซานเอ๋อร์อย่างเขา
เรื่องในครัว หลิวจี้ถือคติว่าถ้าที่บ้านเขาเป็นที่สองก็มีเพียงอาวั่งเท่านั้นที่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นที่หนึ่ง
เพียงแค่หนึ่งเค่อกว่าๆ น้ำแกงปลาหลีฮื้อก็เดือดได้ที่ ตักใส่ชามพร้อมกับข้าวผัดไข่ หลิวจี้กับอันจื่อก็ถือกันคนละถาด ยกเข้าไปในห้อง
กงเหลียงเหลียวตื่นตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว นับตั้งแต่หลิวจี้มาคอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกาย ตาเฒ่าก็ย้ายจากบนเตียงมานั่งบนรถเข็น บางทีอาจเพราะอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อนานขึ้นอีกหน่อย กันไม่ให้เจ้าซานเอ๋อร์ศิษย์รักแสดงความกตัญญูใส่จนตัวตาย
หลิวจี้รู้สึกว่าพวกหมอหลวงในสำนักหมอหลวงนั้นก็เก่งใช้ได้ เนื้อตายที่ขาของท่านอาจารย์ถูกขูดออกไปแล้ว ตอนนี้พอกยาไว้ อาการจึงดีขึ้นวันละนิด
“ท่านอาจารย์ ทานอาหารเช้าได้แล้วขอรับ” หลิวจี้วางกับข้าวลงบนโต๊ะหนังสือตรงหน้ากงเหลียงเหลียวโดยตรง
ชายชรากำลังอ่านหนังสืออยู่ ได้ยินดังนั้นก็วางหนังสือลง เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าคิดจะปล่อยให้ข้าผู้เฒ่าหิวตายใช่ไหม ดูสิว่านี่มันยามไหนแล้ว ยังจะมามื้อเช้าอะไรอีก?”
เขาว่ากินเป็นมื้อเที่ยงเลยน่าจะดีกว่า!
หลิวจี้ไม่ตื่นตระหนก ชี้ไปที่ท้องฟ้าด้านนอกที่ยังมีฝนพรำและมืดครึ้ม “อาจารย์เรื่องนี้ท่านจะโทษข้าไม่ได้นะขอรับ จะโทษก็ต้องโทษฟ้าฝน นู่นแล้วก็สารถีของจวนราชครูด้วย รู้ทั้งรู้ว่าฝนตกถนนลื่นเดินทางลำบากก็ไม่รู้จักมารับข้าล่วงหน้าสักเค่อสองเค่อ”
กงเหลียงเหลียวไม่อยากฟังเขาแก้ตัว ยกมือขึ้นเป็นเชิงให้หุบปากแล้วยกน้ำแกงปลาที่หลิวจี้กระตือรือร้นยื่นให้ขึ้นมาซดร้อนๆ สองคำเพื่ออุ่นท้องก่อน