ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 695 สังหารเขาทิ้งเสีย
ตอนที่ 695 สังหารเขาทิ้งเสีย
เมื่อน้ำแกงปลาแสนอร่อยเข้าปาก ความขุ่นเคืองทั้งหมดของกงเหลียงเหลียวก็สลายไป รสชาตินี้แหละที่ถูกปากเขา
หลิวจี้เห็นแล้วก็น้ำลายสอ นั่งยองๆ อยู่หน้าท่านอาจารย์อย่างหน้าไม่อาย คอยให้อาจารย์ป้อนให้กินสักคำสองคำเป็นพักๆ อาศัยกินดื่มเปล่าๆ ไปด้วย
กงเหลียงเหลียวที่ดูเหมือนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเผชิญกับพฤติกรรมแย่งอาหารเช่นนี้ ไม่เพียงไม่โกรธกลับหัวเราะแล้วด่าไปว่า “เจ้าคนหน้าด้าน” ทว่ามือที่ป้อนอาหารกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ป้อนน้ำแกงให้สองช้อน เห็นลูกศิษย์ยังจ้องข้าวผัดของตัวเองอยู่ก็เลยยกส่วนที่กินไม่หมดครึ่งค่อนชามให้เขาไปเสียเลย
“อยู่ที่บ้านเจ้ากินไม่อิ่มหรืออย่างไร”
กงเหลียงเหลียวเห็นท่าทางเหมือนผีตายอดตายอยากมาเกิดของเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าช่วงนี้หลิวจี้ไปก่อเรื่องอะไรให้เหยาเหนียงไม่พอใจหรือเปล่า นางถึงไม่ให้ข้าวเขากิน
หลิวจี้ไม่กล้าให้เมียจ๋าเป็นแพะรับบาปแทนตน ได้แต่ยิ้มเผล่กล่าวว่า “กับข้าวที่บ้านจะไปหอมอร่อยสู้ของท่านอาจารย์ได้อย่างไรเล่าขอรับ~”
หลักๆ เป็นเพราะจวนราชครูร่ำรวยล้นฟ้า วัตถุดิบที่ซื้อมาดูเหมือนจะสดใหม่กว่าที่อื่น ข้าวปลาอาหารที่ทำออกมาเลยหอมอร่อยเป็นพิเศษ
กงเหลียงเหลียวอดหัวเราะไม่ได้ “ปากเจ้านี่นะ…รีบกินให้หมดแล้วเก็บจานชามพวกนี้ไปเสีย วันนี้ข้าผู้เฒ่าอารมณ์ดี จะทดสอบการบ้านเจ้าหน่อย ดูซิว่าช่วงนี้เจ้าละเลยการเรียนหรือไม่”
พูดถึงตรงนี้ ตาเฒ่าก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ดวงตาเฉียบคมกวาดมองหลิวจี้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เล่นเอาหลิวจี้สะดุ้งโหยง ในใจร้องว่า ‘ซวยแล้ว’
ใครจะไปคิดว่าเขามาเป็นบ่าวชายยังจะต้องโดนทดสอบบทเรียนอีก!
หลิวจี้ที่กำลังคร่ำครวญในใจหารู้ไม่ว่า ท่านราชครูที่ยืนดูศิษย์อาจารย์ ‘พลอดรัก’ กันอยู่หน้าประตูตลอดเวลานั้น ไม่เพียงแต่แผ่รังสีเย็นเยือกออกมาทั่วร่าง สองมือที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อยังกำเป็นหมัดแน่น เส้นเลือดบนหลังมือปูนโปนเพราะออกแรงมากเกินไป
ครั้งหนึ่ง เขาก็เคยสนิทสนมกับท่านอาจารย์เช่นเดียวกับหลิวจี้ เป็นคู่ศิษย์อาจารย์ที่ใครๆ ต่างก็อิจฉา
ไม่สิ ถึงแม้ยามส่วนตัวท่านอาจารย์จะไม่ถือสาเรื่องมารยาท แต่ก็ไม่เคยอนุญาตให้เขาทำตัวเป็นลิงค่าง กอดคอขี่หลังอ้อนวอนขอให้ละเว้นการตรวจการบ้านเช่นนั้น
ซุนเจียงที่ย่องเข้ามาเงียบๆ เห็นใบหน้าถมึงทึงของท่านราชครูตนก็ลอบกลืนน้ำลาย ฝืนใจกระซิบเสียงเบา “ใต้เท้า ลวี่เหลียงมาแล้วขอรับ”
คนเบื้องหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมา “ให้เขาเข้ามา”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้เอ่ยปากพูดเลยตลอดช่วงเช้าหรือเปล่า น้ำเสียงของซือคงเจี้ยนจึงแหบพร่าเล็กน้อย
ซุนเจียงกวาดตามองเข้าไปในห้อง ขมวดคิ้ว ใช้สายตาถามเจ้านายว่า จำเป็นต้องไล่คนนอกออกไปก่อนหรือไม่
เวลานี้รัชทายาทกำลังถูกกักบริเวณ คนของตำหนักบูรพากลับเดินวางก้ามเข้ามา ให้คนนอกเห็นเข้า เกรงว่าจะไม่ค่อยดีนัก
ซือคงเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา พูดว่า “ไม่เป็นไร”
หากเจ้าคนในห้องนั่นกล้าเงี่ยหูฟังแล้วเอาเรื่องที่ไม่ควรพูดนี้แพร่งพรายออกไป เขาก็จะได้มีข้ออ้างฆ่ามันทิ้งเสียเลย!
ซุนเจียงรู้สึกเพียงว่าใต้เท้าของตนวันนี้ดูแปลกๆ ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่แววตากลับเต็มไปด้วยจิตสังหาร นี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ช่างเถอะ เขาเป็นแค่คนรับใช้คนหนึ่ง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ เรื่องที่ไม่ควรยุ่งก็อย่าได้ไปใส่ใจ
นับตั้งแต่หลิวจี้ผู้นั้นเข้ามาในจวน ใต้เท้าที่อารมณ์มั่นคงเสมอมาก็กลับกลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ ยิ่งยากจะคาดเดา
ซุนเจียงออกไปพาตัวลวี่เหลียงเข้ามา
ลวี่เหลียงเข้าห้องไปคารวะกงเหลียงเหลียวแทนองค์รัชทายาทก่อน
คิดไม่ถึง กงเหลียงเหลียวที่กำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจการบ้านลูกศิษย์จะไม่ชายตามองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
กลับเป็นหลิวจี้ที่ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร “ท่านอาจารย์สบายดีมาก รบกวนฝากไปบอกองค์รัชทายาทด้วยว่าให้วางพระทัยได้… โอ๊ย!”
สิ้นเสียง หนังสือในมือของกงเหลียงเหลียวก็ฟาดลงบนหัวเขาเสียงดัง “ผัวะ”
หลิวจี้รู้สึกเหมือนเห็นดาวระยิบระยับ กุมหัวแทบจะร้องไห้ออกมา “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้ตีข้าแบบนี้มานานแล้ว ฮือๆๆ ดูท่าร่างกายของท่านอาจารย์จะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ ศิษย์อย่างข้าดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ดีใจจนร้องไห้เลยขอรับ!”
กงเหลียงเหลียว “…”
ลวี่เหลียง หลิวจี้เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?
ซือคงเจี้ยน “ออกมา”
หลิวจี้และลวี่เหลียงเงยหน้าขึ้นไปมองเขาพร้อมกัน
ซือคงเจี้ยนลมหายใจสะดุด ทำไมเจ้าหลิวจี้ถึงได้มั่นหน้าขนาดนี้นะ! บิดาเรียกชื่อเจ้าหรือไงเจ้าถึงได้หันมา!
เขาชี้ไปที่ลวี่เหลียง
ลวี่เหลียงเข้าใจความหมาย คารวะกงเหลียงเหลียวที่ทำหน้าบึ้งตึงอีกครั้งแล้วถอยออกมานอกประตู
“เหตุใดใต้เท้าจึงยืนอยู่นอกห้องเล่า” ลวี่เหลียงถามด้วยความห่วงใย
“พรึ่บ” กระดาษซวนจื่อแผ่นหนึ่งปลิวออกมาจากในห้อง ตกแปะลงที่เท้าของทั้งสองคนพอดีแบบไม่เบี้ยวไม่เอียง
บนกระดาษเขียนว่า ‘ซือคงเจี้ยนและสุนัขห้ามเข้า’
เส้นเลือดที่ขมับของซือคงเจี้ยนเต้นตุบๆ สายตาอำมหิตตวัดมองเข้าไปในห้อง เห็นคนถือพู่กันทำหน้าเจื่อนๆ อยู่
หลิวจี้ทำหน้าตาประมาณว่าข้าก็จนปัญญา
คำสั่งของท่านอาจารย์ เขาไม่กล้าขัดขืน ไม่อย่างนั้นคงโดนตบอีกฉาดใหญ่เป็นแน่
ในวินาทีนี้ จิตสังหารปรากฏชัดบนใบหน้าของซือคงเจี้ยน ใบหน้าที่เดิมหล่อเหลา บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ราวกับภูตผีที่ปีนขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงชีวิตก็มิปาน
ลวี่เหลียงตระหนักว่าตนถามในสิ่งที่ไม่ควรถามเข้าให้แล้วจึงรีบโค้งกายลง ไม่กล้ามองซือคงเจี้ยนอีก เอ่ยเสียงแหบพร่าว่า
“ใต้เท้า ผู้ตรวจการแผ่นดินหวังจิ่นที่รับผิดชอบตรวจสอบคดีที่อู่เซิงร้องเรียนได้ออกจากเมืองหลวงไปแล้วขอรับ คราวก่อนฉีอ๋องก็พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเขา คนผู้นี้บรรพบุรุษเคยเข้าร่วมกองทัพ ฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่คนธรรมดา ครั้งนี้หากเขาไปตานโจว องค์รัชทายาทต้องตกอยู่ในวิกฤตแน่ขอรับ!”
“ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะ!”
ในห้อง หลิวจี้ใจกระตุกวูบ
พวกเจ้าวางแผนกันเสียงดังอยู่หน้าประตูแบบนี้มันจะดีจริงๆ หรือ
ซือคงเจี้ยนสั่งการอย่างเลือดเย็น “หายอดฝีมือที่ไว้ใจได้สักสองสามคน ไปสังหารเขาทิ้งเสีย”
หลิวจี้เบิกตากว้าง เก็บหวังจิ่น?
ลวี่เหลียงดวงตาฉายแววอำมหิต ประสานมือแล้วกล่าวว่า “ขอรับ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
เขาหันหลังแล้วก้าวยาวๆ ออกจากจวนราชครูไป
หวังจิ่นมีอันตรายแล้ว!
แม้ว่าหลิวจี้จะรู้สึกมาโดยตลอดว่าเจ้าหมอนี่ชอบปองร้ายเมียจ๋าของตน นิสัยเสีย แต่ความผิดก็ไม่ถึงตายกระมัง
ไม่สิ ถึงจะตายก็ต้องตายด้วยน้ำมือของเขาหลิวจี้
เขายังต้องตัดหัวหวังจิ่นไปให้เมียจ๋าเตะเล่นเป็นลูกหนังอยู่นะ จะให้ตายด้วยน้ำมือของพวกซือคงเจี้ยนได้อย่างไร
ทว่า ซือคงเจี้ยนกลับสั่งให้คนรับใช้ยกชุดโต๊ะเก้าอี้ชุดใหม่เข้ามาแล้วก็นั่งเฝ้าอยู่ใต้ชายคาไม่ยอมไปไหน
เขาเปิดตำราภาพวาดบุปผาวิหค ฟังเสียงฝนพรำซ่าๆ ข้างหูแล้วอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ
ต่อให้หลิวจี้อยากจะส่งข่าวให้คนทางบ้านรู้ ให้พวกนางไปชิงตัดหน้าก็ไร้ซึ่งหนทาง
เมื่อคิดได้ว่าหลังจากเรื่องจบแล้วค่อยไปเก็บศพก็ไม่นับว่าผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเมียจ๋า หลิวจี้ก็พลันวางใจลง ตั้งอกตั้งใจรับมือกับการทดสอบของท่านอาจารย์
จนกระทั่งเที่ยงวัน ตาเฒ่าเหนื่อยแล้ว ขึ้นไปนอนพักบนเตียง การตรวจการบ้านของหลิวจี้ถึงได้จบลง
โชคดีที่เขาตื่นมาท่องหนังสือตอนเช้าทุกวัน การเรียนจึงไม่ได้ตกหล่นไปมากนัก ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่ผ่านด่านนี้แน่
ดูแลท่านอาจารย์เรียบร้อย หลิวจี้ก็บิดขี้เกียจแล้วเดินออกมาจากห้อง กะว่าจะหาของกินเล่นแก้อยากสักหน่อย
ก้าวเท้าออกไปข้างหนึ่งก็ถูกเก้าอี้ตัวหนึ่งขวางทางไว้
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ซือคงเจี้ยนยังคงนั่งวางมาดอ่านหนังสืออยู่ที่หน้าประตูอย่างสบายอารมณ์
“ใต้เท้า!”
ซุนเจียงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เมินเฉยต่อการมีอยู่ของหลิวจี้โดยสิ้นเชิงแล้วรายงานทันทีว่า
“พวกใต้เท้าลวี่ล้มเหลวแล้วขอรับ! นักฆ่ายังไม่ทันเข้าถึงตัวหวังจิ่น ระหว่างทางก็มีดยอดฝีมือลึกลับโผล่ออกมา สกัดนักฆ่าทั้งสิบคนที่ใต้เท้าลวี่ส่งไปไว้ได้ทั้งหมด!”
ซุนเจียงร้อนใจจนเหงื่อท่วมหัว พายุฝนเมื่อเช้าตอนนี้หยุดแล้ว แต่ตัวเขากลับเปียกโชกไปทั้งตัว