ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 696 เมียจ๋าเจ้าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 696 เมียจ๋าเจ้าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ
ตอนที่ 696 เมียจ๋าเจ้าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ
หากฆ่าหวังจิ่นไม่ได้แล้วปล่อยให้เขาเดินทางไปถึงตานโจวได้อย่างราบรื่น เมื่อใดที่คดีของอ๋องเฟิงถูกเขาตรวจสอบจนพบหลักฐานเอาผิดก็จะสามารถยืนยันความผิดของอ๋องเฟิงได้สำเร็จ
ความผิดฐานปกปิดให้การช่วยเหลือขององค์รัชทายาทก็จะถูกตัดสินในทันที
ถึงตอนนั้น ท่านราชครูผู้เป็นกุนซือให้องค์รัชทายาทก็ยากจะรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้!
และหากท่านราชครูมีอันเป็นไป ทุกชีวิตในจวนราชครูย่อมไม่อาจรอดพ้นจึงไม่แปลกที่ซุนเจียงจะร้อนใจถึงเพียงนี้
สีหน้าของซือคงเจี้ยนพลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ถึงขีดสุด เจ้าหวังจิ่นผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
“แล้วลวี่เหลียงเล่า” ซือคงเจี้ยนถาม
ซุนเจียงรีบตอบ “ใต้เท้าลวี่กำลังเก็บกวาดร่องรอย เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสาวมาถึงตัวพวกเราได้ขอรับ”
ซือคงเจี้ยนพยักหน้า ลวี่เหลียงเป็นคนสนิทของไป๋เฮ่อ เรื่องเก็บกวาดงาน พวกทหารม้าเกราะดำทำได้สะอาดหมดจดมาแต่ไหนแต่ไร เขาจึงไม่กังวลเรื่องที่ตัวเองจะถูกเปิดโปง
เพียงแต่ไม่รู้หวังจิ่นไปหายอดฝีมือระดับสูงเช่นนี้มาจากที่ไหน หากส่งคนไปลอบสังหารอีก เกรงว่าคงยากที่จะสำเร็จ
“ใต้เท้ายังจำได้หรือไม่ขอรับว่าตอนคดีกบฏฉีอ๋อง หวังจิ่นนำหลักฐานความผิดกลับมาได้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร” ซุนเจียงเตือนความจำ
ซือคงเจี้ยนย่อมรู้อยู่แล้ว ตอนนั้นองค์หญิงใหญ่ยื่นมือเข้ามาช่วย หน่วยราชองครักษ์เป็นผู้คุมกันหลักฐานกลับเมืองหลวงตลอดทาง
แต่ตอนนั้นกุ้ยเฟยและฉีอ๋องสองแม่ลูกกำลังโชคร้าย พวกเขาเองก็ยินดีที่จะได้เห็นผลลัพธ์เช่นนั้น หรือถึงขั้นแอบช่วยผลักดันอยู่เบื้องหลังด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้คนที่กำลังจะซวยกลายเป็นตัวเขาเอง ความรู้สึกย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่ว่าองค์หญิงใหญ่หรือหน่วยราชองครักษ์ล้วนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือตอนนั้นหวังจิ่นหายอดฝีมือคนหนึ่งได้ที่จังหวัดจื่อจิง ให้คอยคุ้มกันเขาตลอดทางจนกระทั่งเขาได้ส่งมอบงานต่อให้คนขององค์หญิงใหญ่อย่างปลอดภัย
ฉีอ๋องส่งนักฆ่าพลีชีพไปสามสิบคน ไม่เพียงแต่ฆ่าหวังจิ่นไม่ได้กลับถูกตัดศีรษะเสียเอง
เรื่องนี้ ผู้ที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของฉีอ๋องในขณะนั้นย่อมรู้กันดีทุกคน ซือคงเจี้ยนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา เขาจึงวางเฉย แถมยังเคยทึ่งที่จังหวัดเล็กๆ อย่างจื่อจิงกลับมียอดฝีมือเร้นกายอาศัยอยู่ด้วย
ตอนนี้พอถูกซุนเจียงเตือนสติ ซือคงเจี้ยนแทบจะเชื่อมโยงยอดฝีมือลึกลับในวันนี้กับยอดฝีมือเร้นกายที่จังหวัดจื่อจิงผู้นั้นเข้าด้วยกันในทันที
ซือคงเจี้ยนหันขวับกลับไป
ดวงตาลึกล้ำจ้องเขม็งไปที่หลิวจี้ผู้ซึ่งกำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ เตรียมจะถอยหนีอยู่ด้านหลัง
หลิวจี้ “ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
ซือคงเจี้ยนยกยิ้มเหี้ยมเกรียม “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อรึ”
หลิวจี้เห็นท่าทีคลางแคลงใจของเขาก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
อีกฝ่ายคิดว่ากำลังสงสัยผู้ใดอยู่กัน
นั่นคือเมียจ๋าสุดที่รักของเขานะ!
ตอนเขาออกจากบ้านเมื่อเช้าเมียจ๋ายังไม่ตื่นนอนเลย นางจะเป็นยอดฝีมือลึกลับอะไรนั่นได้อย่างไร
แต่ว่า…เรื่องเกิดขึ้นตอนเที่ยง เมียจ๋าของเขาเหมือนจะ…อาจจะ…บางที…อาจจะมีโอกาสและเวลาออกนอกเมืองไปจริงๆ
หลิวจี้สะบัดหน้าแรงๆ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เขาถลึงตาใส่ซือคงเจี้ยนอย่างไม่กลัวตาย ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ ที่ทำให้เขาจิตใจว้าวุ่นจนเกือบจะสงสัยเมียจ๋าสุดที่รัก
“ใต้เท้าคิดว่าเมียจ๋าของข้าเป็นคนที่รับงานง่ายๆ เช่นนั้นหรือ” หลิวจี้แก้ต่างให้เมียรัก “ลำพังเงินเก็บเพียงน้อยนิดแค่นั้นของหวังจิ่น ไม่มีปัญญาจ้างนางเป็นครั้งที่สองได้หรอก”
“หืม ครั้งที่สอง?” ซือคงเจี้ยนหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์
นี่ก็เท่ากับยอมรับแล้วว่าคนที่ช่วยหวังจิ่นที่จังหวัดจื่อจิงคราวนั้นก็คือฉินเหยา
หลิวจี้กลอกตามองฟ้า “จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ มีปัญญาก็ไปถามเมียจ๋าข้าเอาเองสิ!”
ดวงตาของซุนเจียงเป็นประกาย งั้นเขาจะไปจริงๆ แล้วนะ
ซือคงเจี้ยนเห็นความตื่นเต้นของซุนเจียงจึงยกมือขึ้นห้ามให้เขาใจเย็นก่อน
“ใต้เท้า?”
ซุนเจียงร้อนใจ ขืนชักช้ากว่านี้ คนก็คงกลับมาแล้ว
ซือคงเจี้ยนส่ายหน้า “เจ้าไปบอกไป๋เฮ่อ แจ้งอ๋องเฟิงว่า คนอยู่ในถิ่นของเขา ให้เขาหาทางจัดการเอาเอง”
พวกเขาได้ส่งคนไปสกัดกั้นแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ถือสามารถอธิบายกับอ๋องเฟิงได้แล้ว
ตอนนี้เขากับรัชทายาทเองก็ยังแทบเอาตัวไม่รอด จะไปสนใจคนอื่นได้อีกหรือ!
ส่วนยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นจะใช่ฉินเหยาหรือไม่ เขาย่อมมีวิธีทดสอบ
“ขอรับ” ซุนเจียงพยักหน้ารับแล้วถอยออกไป
หลิวจี้แค่นเสียงหึ ท่านราชครูก็ไม่เท่าไหร่
ไม่กล้าไปเผชิญหน้าถามความจริงกับเมียจ๋าของเขาตรงๆ หรอก
“เฮ้อ~” หลิวจี้เอนกายพิงกรอบประตู กอดอกแล้วเดาะลิ้น “ข้าว่าคนบางคนก็ดีแต่ปากเท่านั้นแหละ”
ซือคงเจี้ยนไม่โกรธ หยิบตำราภาพวาดบุปผาวิหคขึ้นมาใหม่แล้วเปิดมั่วๆ ไปหน้าหนึ่ง เป็นภาพนกกระจิบที่ถูกขังอยู่ในกรง
ปลายนิ้วเรียวยาวของซือคงเจี้ยนเคาะเบาๆ ที่นกในกรง มุมปากยกยิ้ม
“หลิวจี้ เจ้าว่าถ้าข้ารั้งเจ้าให้ค้างแรมที่นี่สักคืน เมียจ๋าของเจ้าจะร้อนใจจนทนไม่ไหว ไม่สนยามยามห้ามออกจากเคหสถานแล้วเสี่ยงอันตรายมาตามหาเจ้าหรือไม่”
พูดจบก็หันไปมองหลิวจี้อย่างจงใจ คล้ายอยากเห็นความตื่นตระหนก หวาดกลัวหรืออารมณ์อื่นๆ บนใบหน้าของเขา
คิดไม่ถึง หลิวจี้กลับถลึงตาใส่เขาอย่างแรง
เจ้าคนถ่อยซือคงเจี้ยน เจ้าฆ่าคนทั้งเป็นเลยนะ!
เมียจ๋าคงรอให้เขาตายจนตัวเย็นชืดก่อนแล้วค่อยมาเก็บศพเสียมากกว่า
แต่ว่า!
ถ้าให้ซือคงเจี้ยนรู้ว่าในใจของฉินเหยา เขาไม่ได้สลักสำคัญถึงเพียงนั้น นั่นแหละถึงจะตายของจริง
ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นมั่นใจแล้วกล่าวว่า “ขอเพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ดี นางก็จะไม่มีวันวู่วามเด็ดขาด แต่ถ้าข้าเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียวล่ะก็…จะยามห้ามออกจากเคหสถานหรือไม่ก็ไม่รู้แหละ อย่างไรเสียใครบางคนต้องซวยหนักแน่”
ซือคงเจี้ยนไม่พูดอะไรแล้ว
เพียงจ้องมองเขานิ่งราวกับค้นพบเรื่องสนุกเรื่องใหม่
เขานั่งต่ออีกครู่หนึ่งก็ถูกคนรับใช้เรียกตัวไป
หลิวจี้ถอนหายใจยาวออกมาครึ่งเฮือก
อีกครึ่งเฮือกยังคงค้างอยู่เพราะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารรุนแรงจากซือคงเจี้ยน
ยามโพล้เพล้
หลังจากทำอาหารเย็นให้กงเหลียงเหลียวเสร็จแล้วหลิวจี้ก็ถอดผ้ากันเปื้อนออกหันหลังแล้ววิ่งแจ้นออกจากจวนราชครูไปทันที
เอ๊ะ?
เขากลับวิ่งออกมาได้สำเร็จ?
พอรู้ตัวว่าซือคงเจี้ยนแค่ขู่ตนเอง หลิวจี้ก็โมโหจนชกหมัดไปทางจวนราชครูอย่างแรงสองที
เดี๋ยวก่อน!
มัวแต่วิ่ง ลืมไปเลยว่าต้องนั่งรถม้ากลับจวนไปอย่างมีหน้ามีตา
แต่ถ้าเขาวกกลับไปตอนนี้ ไม่ใช่ว่าจะเสียหน้าแย่หรอกหรือ
ช่างเถอะ เดินกลับเอาก็ได้
จากจวนราชครูไปถึงตรอกควานเจิ้ง นั่นเป็นระยะทางที่ไกลโขอยู่
อากาศหลังฝนตกทั้งอบอ้าวทั้งร้อน หลิวจี้เดินจ้ำอ้าวกลับบ้าน พอเข้าประตูมาก็เหงื่อท่วมตัว ไหนเลยจะเหลือสภาพความสง่างามเหมือนเมื่อสองวันก่อน
ซานหลางร้องทักด้วยความดีใจว่า “ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
จากนั้นก็ถามอย่างแปลกใจ “ท่านพ่อ รถม้าหรูหราประดับกระจกเจ็ดสีของท่านเล่าหายไปไหนแล้วขอรับ”
หลิวจี้ถลึงตาใส่เจ้าลูกชายตัวอ้วน ช่างไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย เรื่องที่ไม่ควรพูดยังจะพูดอีก
เขาถามเสียงขุ่น “ท่านแม่ของเจ้าเล่า”
ซานหลางชี้ไปที่สวนหลังบ้าน “ท่านแม่ปลูกผักอยู่ขอรับ”
“ท่านพ่อ วันนี้ท่านเอาของอร่อยอะไรกลับมาบ้างหรือไม่” ซานหลางถามอย่างคาดหวัง
สองวันที่ผ่านมาพอท่านพ่อกลับจวนก็มักจะเอาขนมจากจวนราชครูมาฝากพวกตน
ขนมพวกนั้นทำอย่างประณีตทั้งหวานทั้งหอมทำเอาเขาคิดถึงอยู่ตลอดจนเก็บไปฝัน
ตื่นเช้ามาพบว่าหมอนเปียกเป็นวงเบ้อเริ่มเลยโดนศิษย์พี่เยว่บ่นไปชุดใหญ่
หลิวจี้โกรธส่วนโกรธ แต่ก็ยังล้วงห่อกระดาษเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือซานหลาง “เอาไปๆ”
“ห้ามกินคนเดียวนะ!”
หลิวจี้รีบเดินไปทางสวนหลังบ้าน ไม่วายหันมาเตือนซานหลาง “กินเสร็จแล้วอย่าลืมทำการบ้าน มีแต่เจ้านี่แหละที่เดินลอยชายอยู่ได้”
ซานหลางกอดห่อกระดาษไว้แล้วยิ้มแห้งๆ อย่างร้อนตัว ดวงตากลมโตกลอกกลิ้งแล้วแอบเดินตามท่านพ่อไปที่สวนหลังบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ร่างเล็กๆ แอบอยู่ข้างประตูวงพระจันทร์ เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปดูก็เห็นท่านพ่อพอเจอท่านแม่ปุ๊บก็โผเข้ากอดแขนท่านแม่ ซบหน้าลงกับไหล่นางแล้วคร่ำครวญร่ำไห้
“เมียจ๋า เจ้าต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้านะ!”