ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 697 โยนเขาออกไป
ตอนที่ 697 โยนเขาออกไป
จู่ๆ หลิวจี้ก็พุ่งเข้ามา ฉินเหยาที่กำลังขุดดินอยู่เกือบจะโดนเขาชนจนเซถลา
เกือบจะอดใจไม่ไหว ยกจอบขึ้นเฉาะเขาเสียแล้ว
แต่คนบางคนราวกับคาดเดาได้ว่าจะมีอันตรายจึงรีบแย่งจอบในมือนางไปโยนทิ้งไว้ข้างๆ แล้วก้มตัวต่อไป ซบศีรษะลงบนไหล่ของนาง ร้องไห้สะอึกสะอื้นฟ้องถึงความคับข้องใจที่เขาได้รับในจวนราชครูวันนี้
“เมียจ๋า เจ้าไม่รู้หรอก เจ้าซือคงเจี้ยนนั่นน่ารังเกียจจริงๆ พวกเขาวางแผนต่อหน้าข้าเสียงดังว่าจะส่งคนไปไล่ฆ่าหวังจิ่นที่ออกนอกเมือง แต่ผลคือฆ่าคนไม่ได้กลับถูกยอดฝีมือลึกลับคนหนึ่งฆ่าตายเกลี้ยงแล้วเขาก็ไม่ตรวจสอบอะไรเลย โยนความผิดนี้มาใส่เมียจ๋าเจ้าหน้าตาเฉย!”
“เจ้าว่าเรื่องนี้ข้าจะยอมได้รึ”
“เจ้าคือเมียจ๋าของข้า ข้าไม่ปกป้องเจ้าแล้วจะปกป้องใคร”
“ข้าเลยบอกซือคงเจี้ยนไปว่า ทุกวันกว่าเจ้าจะตื่นก็ตะวันโด่ง จะมีเวลาว่างไปช่วยหวังจิ่นสังหารนักฆ่าที่พวกไป๋เฮ่อส่งไปได้อย่างไร”
“แต่เขากลับไม่เชื่อ!”
หลิวจี้ทำหน้าเดือดดาล สองมือกอดแขนของฉินเหยาแน่น ไม่ยอมให้นางชักมือออกมาทุบตีตนเองได้
เขายังคงบ่นต่อไปอย่างไม่เป็นธรรม “ข้าอุตส่าห์พูดหว่านล้อมสารพัด อธิบายแทนเมียจ๋าไปตั้งพันหนหมื่นหน แต่ต่อให้ตายเขาก็ไม่เชื่อว่าเมียจ๋านั้นบริสุทธิ์ไร้ความผิด…”
“ยังบอกอีกว่าเมียจ๋าเคยช่วยหวังจิ่นมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมต้องช่วยครั้งที่สองแน่ บอกว่าเจ้าทำลายแผนการดีๆ ของพวกเขา จะเล่นงานเจ้าให้หนักเชียวล่ะ”
ฉินเหยาที่กำลังจะดึงหูหลิวจี้ชะงักมือ สีหน้าเปลี่ยนเป็นดุดัน น้ำเสียงสูงขึ้น “เขาจะเล่นงานข้าให้หนัก?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
หลิวจี้ค่อยๆ เอามือที่ดึงหูเขาอยู่ออกอย่างแนบเนียน ในที่สุดก็ยอมผละออกจากซอกคอของนาง จับมือนางแล้วใส่สีตีไข่ต่อ
“ไม่มีหลักฐานอะไรเลยก็หาว่าเป็นฝีมือเมียจ๋า แถมยังขู่ข้าอีกว่าจะขังข้าไว้ในจวนราชครู รอให้เมียจ๋าไปติดกับดักเอง”
“ตอนนั้นข้าโกรธจนหลุดหัวเราะออกมาเลย!”
“ข้าเป็นเพียงชาวบ้านตัวเล็กกระจิริดที่ต่ำต้อยคนหนึ่ง ไหนเลยจะไปรบกวนเมียจ๋าได้ เรื่องเจียมตัวแค่นี้น่ะข้าก็ยังพอรู้อยู่”
พูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็หัวเราะแห้งๆ แล้วแอบชำเลืองมองฉินเหยา
เห็นนางพยักหน้าอย่างจริงจังแสดงความเห็นด้วย
ถึงจะคาดไว้อยู่แล้ว แต่ในใจก็อดกระอักเลือดไม่ได้
“อะแฮ่ม!” เขากระแอมเสียงดังสองทีเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมานิดหน่อยแล้วโบกมือกล่าวอย่างชอบธรรม
“เมียจ๋า หากวันไหนตอนเย็นเจ้าไม่เห็นข้ากลับบ้านก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องเดา ข้าต้องถูกซือคงเจี้ยนเจ้าคนสารเลวหน้าไหว้หลังหลอกนั่นกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ที่จวนราชครูแน่ๆ…”
ดวงตาของฉินเหยาฉายแววอันตราย “เขายังจะกักขังเจ้าอีกหรือแล้วตอนกลางคืนใครจะล้างเท้าให้ข้า?”
“เฮ้อ~” หลิวจี้ทำท่าทางน่าสงสารเหมือนจนปัญญา “คงต้องลำบากเมียจ๋าเจ้าลงมือเองแล้วล่ะ อย่างไรเสียราชครูก็จะบังคับให้อยู่ ข้าเป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอจะไปขัดขืนอะไรได้”
“แต่เมียจ๋าเจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้เมียจ๋าแน่นอน”
เขามองนางด้วยสายตาละห้อย “ต่อให้ข้าต้องตายก็จะไม่ยอมให้ซือคงเจี้ยนโยนความผิดมาใส่หัวเจ้าได้!”
พูดถึงตรงนี้ หลิวจี้ก็เหลียวซ้ายแลขวา พอแน่ใจว่าไม่มีคนนอก แม้แต่เจ้าลูกหมาซานหลางที่ตามมาด้วยก็ถูกอาวั่งหิ้วตัวไปแล้วจึงรีบกระซิบถามข้างหูฉินเหยาด้วยเสียงที่เบามาก
“เมียจ๋า พวกเราลองคุยกันเล่นๆ นะ ยอดฝีมือลึกลับที่ปกป้องหวังจิ่นนอกเมืองวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิดจริงๆ หรือ”
“แน่นอน ข้าแค่ถามดูเฉยๆ ถ้าเมียจ๋าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก” หลิวจี้ทำท่าทางว่าข้ารู้ความดี
ฉินเหยาโกรธจนอยากจะหัวเราะ “มารดาผู้นี้ทำหรือไม่ทำ ตัวเองจะไม่รู้หรือไง”
วันนี้นางอยู่บ้านทั้งวัน ตอนกลางวันฝนตกหนักขนาดนั้น ฟ้าก็มืดครึ้ม ไม่มีอารมณ์อยากจะออกไปข้างนอกเลยแม้แต่น้อย
อีกอย่าง อากาศแบบนี้นอนอืดกินขนมอยู่บ้านมันไม่ดีกว่าหรือไง!
หลิวจี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นนาง
“เมียจ๋า เช่นนั้นเจ้าว่าเป็นผู้ใดกัน” หลิวจี้ถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยาตอบเสียงเย็น “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ได้มีตาทิพย์เสียหน่อย”
หลิวจี้ร้องอ้อเบาๆ ด้วยสีหน้าจืดเจื่อน แต่เมื่อเห็นท่าทางฉุนเฉียวของนางก็รู้ว่าการใส่ไฟในวันนี้ประสบความสำเร็จแล้ว
“งั้นเมียจ๋าเจ้าจะไปจวนราชครูสักรอบไหม วันนี้เขาแค่ขู่ แต่ถ้าพรุ่งนี้เขาไม่ปล่อยข้าออกจากจวนจริงๆ…”
หลิวจี้ผู้นี้ ถนัดนักเรื่องเสแสร้ง
หลอกคนอื่นยังพอได้ แต่คิดจะมาหลอกฉินเหยา ทักษะการแสดงยังอ่อนหัดไปหน่อย
ฉินเหยาหยิบจอบที่หลิวจี้โยนทิ้งไปขึ้นมาใหม่
พื้นดินหลังฝนตกเปียกชุ่มและอ่อนนุ่มมาก จอบสับลงไปทีเดียวก็ขุดดินโคลนขึ้นมาได้ก้อนเบ้อเริ่ม
นางสับจอบลงไปที่เท้าเขา หลิวจี้ก็ตกใจกระโดดหนีออกจากแปลงผักที่ล้อมรั้วไว้อย่างเร็วรี่
“เมียจ๋า เจ้าใจเย็นๆ ก่อน ถึงแม้ซือคงเจี้ยนจะกักตัวข้าไว้ที่จวนทำให้ไม่มีใครปรนนิบัติเจ้า แต่ในใจลึกๆ ข้าคิดเสมอว่าการได้ปรนนิบัติเมียจ๋าคือวาสนาของข้า”
ดวงตาดอกท้อที่มีน้ำตาคลอเบ้าจากการบีบน้ำตาเมื่อครู่ ช่างดูใสซื่อบริสุทธิ์เหลือเกิน
ฉินเหยาเดาะลิ้น มือเท้าด้ามจอบ ส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ
หลิวจี้ “ซือคงเจี้ยนสงสัยจริงๆ ว่าเป็นเมียจ๋าที่ฆ่าคนของพวกเขา”
เขาจะไม่พูดเด็ดขาดว่าแค่อยากให้นางไปออกหน้าแทนตนเอง
อยากให้ซือคงเจี้ยนรู้ว่าเขามีความสำคัญในใจนางแค่ไหน
ให้ซือคงเจี้ยนไม่กล้าคิดฆ่าเขาอีก
เขาพูดเพียงว่า “เมียจ๋า ตอนมีชีวิตอยู่ข้าเป็นคนของเจ้า ตายไปข้าก็เป็นผีของเจ้า ซือคงเจี้ยนข่มขู่ข้าเช่นนี้ ความจริงก็คือไม่ไว้หน้าเจ้า…เขาดูถูกเจ้า!”
ฉินเหยาพยักหน้าสองทีด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ภายใต้สายตาคาดหวังของหลิวจี้ จู่ๆ นางก็แสยะยิ้มเย็นชา “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเขาตายแน่!”
หลิวจี้รอคำนี้อยู่แล้ว ในใจก็ลิงโลด แทบจะอดใจไม่ไหวจนกระโดดตัวลอย
แต่ภายนอกยังต้องฝืนกลั้นไว้ รีบเข้าไปประจบลูบหลังให้นาง
“เมียจ๋า เจ้าใจเย็นๆ ก่อน เราอย่าไปถือสาหาความกับเขาเลย ไม่ต้องถึงกับตายหรอก แค่ขู่ให้เขากลัวสักหน่อย ให้เขานอนไม่หลับก็พอแล้ว”
ฉินเหยาคว้ามือที่อยู่บนหลังของตนแล้วยัดจอบใส่มือหลิวจี้ “เจ้าขุดดินตรงที่ว่างนี้ให้ทั่วสักสองรอบก่อน รอพรุ่งนี้ข้าปลูกผักตรงนี้เสร็จ จะไปรับเจ้าเลิกงาน”
หลิวจี้อึ้งไป ในมือถือจอบ มองฉินเหยาที่ท่าทางกระตือรือร้นแล้วหันไปมองแปลงผักที่เฉอะแฉะ รู้สึกมึนงงเล็กน้อย
บรรลุเป้าหมายง่ายดายขนาดนี้เลยหรือ
เขายังเตรียมคำพูดไว้เต็มท้อง นี่เพิ่งพูดไปไม่ถึงหนึ่งในสิบด้วยซ้ำ
“เมียจ๋า พรุ่งนี้เจ้าจะไปรับข้าเลิกงานจริงๆ หรือ” หลิวจี้ถามย้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ฉินเหยา “อืม”
ถ้าตอนเย็นหลิวจี้ไม่กลับมา ใครจะปรนนิบัตินางเล่า
เรื่องใส่ร้ายป้ายสีเอาไว้ก่อน แต่ถ้ากล้ากักขังคนของนาง ซือคงเจี้ยนนี่คงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ!
พอแน่ใจแล้วว่านางจะไปรับเขาที่จวนราชครูจริงๆ ขอบตาของหลิวจี้ก็ร้อนผ่าวขึ้นมา “เมียจ๋า!”
จู่ๆ เขาก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง
เขายังพอมีที่ยืนในใจเมียจ๋าอยู่บ้าง ถึงแม้นางจะเห็นเขาเป็นแค่คนรับใช้ แต่ก็ไม่ใช่คนรับใช้ธรรมดาๆ นะ!
พอคิดว่าพรุ่งนี้เลิกงานจะมีคนไปรับ หลิวจี้ก็เก็บอาการไว้ไม่อยู่ เปลี่ยนความดีใจเป็นพลังขุดดินฉับๆ ๆ ปากก็เม้มแน่น แต่หน้าบานจนแก้มแทบฉีก
เมียจ๋านั่งคุมงานอยู่ข้างๆ
เขาขุดดินอย่างขยันขันแข็งอยู่ในแปลงผัก
ในอากาศล้วนเต็มไปด้วยฟองสบู่แห่งความสุข
ถ้าเวลาหยุดอยู่ที่ตรงนี้ตลอดไปได้ก็คงดี…
“ข้ารู้ว่าเป็นใคร!”
จู่ๆ ก็มีเสียงคนดังขึ้นขัดจังหวะ
สองสามีภรรยาหันไปมองตามเสียง อาวั่งยืนอยู่ที่ประตูวงพระจันทร์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้ารู้ว่ายอดฝีมือลึกลับผู้นั้นคือใคร”
ลานบ้านตกอยู่ในความเงียบอันน่าประหลาดไปหนึ่งวินาที
หลิวจี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ…
ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!
ใครอย่ามาห้ามเขานะ เขาจะโยนอาวั่ง ไอ้ตัวทำลายบรรยากาศนี่ออกไป!