ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 698 ซาลาเปาไส้เนื้อ
ตอนที่ 698 ซาลาเปาไส้เนื้อ
“กลับมา”
ฉินเหยาพูดแค่สองคำก็ทำให้หลิวจี้ที่กำลังเดือดดาลเตรียมจะเข้าไปเล่นงานอาวั่งหยุดชะงักทันที
“เมียจ๋า~” หลิวจี้จ้องอาวั่งอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเมียจ๋า ยืนนิ่งอยู่กับที่ จะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้
ฉินเหยาไม่สนใจเขา ลุกขึ้นเดินไปหาอาวั่งแล้วถามด้วยความสงสัย “เจ้ารู้หรือว่ายอดฝีมือลึกลับที่คุ้มกันหวังจิ่นคือใคร”
อาวั่งพยักหน้า “หากข้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นคนข้างกายฮองเฮาขอรับ”
คนไหน?
หลิวจี้ขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้ ไม่คิดจะหาเรื่องใครแล้ว รีบถามรัวๆ “อาวั่งคนที่เจ้าพูดถึงคือใครกัน ทำไมถึงไปเกี่ยวข้องกับฮองเฮาอีกแล้ว”
อาวั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังรำลึกความหลังว่า “ในเมืองหลวงคนที่มีฝีมือระดับนี้ความจริงมีอยู่แค่ไม่กี่คนหรอกขอรับ หากจำกัดวงให้แคบลงเหลือแค่คนที่หวังจิ่นสามารถเข้าถึงได้ และพอจะเกี่ยวข้องกันได้ก็เหลืออยู่แค่สองคนเท่านั้น”
พูดมาถึงตรงนี้ อาวั่งก็หันไปมองฉินเหยา ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งไว้
ฉินเหยาเข้าใจในทันที ชี้ไปที่หลิวจี้ “เจ้า ไปทำอาหารเย็นซะ”
“ทำไมเล่า” หลิวจี้โต้กลับตามสัญชาตญาณ ถลึงตาใส่อาวั่ง “ข้าเป็นเจ้านายนะ เจ้าไปทำอาหารสิ!”
อาวั่ง “…”
“หลิวจี้ อย่าบีบให้ข้าต้องตบเจ้านะ” ฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างหมดความอดทน
หลิวจี้หดคอ เรื่องขัดขืนนั้นไม่กล้าหรอก ชาตินี้ก็ไม่กล้า ได้แต่ยอมวางมาดลงแล้วเดินคอตกกลับไปทำกับข้าวที่ห้องครัวอย่างว่าง่าย
เขามองค้อนฉินเหยาด้วยสายตาตัดพ้อ เดินไปสามก้าวต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้ง หวังว่าจะได้ยินนางพูดคำเมื่อกี้อีกรอบ…กลับมา
ทว่า ไม่มีเสียงตอบรับ
เมื่อแน่ใจว่าที่นี่ไม่มีบุคคลที่สามแล้ว อาวั่งก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กล่าวอย่างจริงจังว่า
“เมื่อคืนมีคนผู้หนึ่งเข้ามาในตรอกควานเจิ้งขอรับ เป็นยอดฝีมือคนเดียวกับที่เคยจับเป็นข้าแล้วคุมตัวข้าไปตลอดทางไม่ให้ฆ่าตัวตายในตอนนั้น”
“คนผู้นั้นไม่เคยเผยโฉมหน้าแท้จริง ไม่รู้ว่าเป็นชายหรือหญิง แต่บนตัวอีกฝ่ายมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมื่อคืนตอนดึกคนผู้นี้เหาะผ่านหลังคาบ้านเราไป ทิศทางที่มุ่งไปคือเรือนตระกูลหวังที่ถนนฝั่งตรงข้าม”
ในตอนนั้นเขานึกว่าตัวเองถูกเปิดโปงเสียแล้ว อกสั่นขวัญแขวนอยู่นาน นึกไม่ถึงว่าจะตื่นตูมไปเอง
มาคิดดูอีกที ถ้าคนผู้นั้นมุ่งเป้ามาที่บ้านเรา ฮูหยินคงสะดุ้งตื่นจากฝันไปนานแล้ว เป็นเขาเองที่ร้อนตัวกลายเป็นนกตื่นเกาทัณฑ์ไปเสียได้
เมื่อคืนฉินเหยาหลับสบายมาก ไม่ได้ระแวดระวังเท่าอาวั่งจริงๆ
เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีใครจ้องเล่นงานนาง
นางถามต่อด้วยความอยากรู้ “กลิ่นหอมอะไรหรือ”
อาวั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ ตอบว่า “กลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อขอรับ”
“หา เขาชอบกินซาลาเปาไส้เนื้อหรือ” ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ยอดฝีมือคนนี้ช่างติดดินเสียจริง
อาวั่งพยักหน้า ในปีนั้นคนผู้นั้นคุมตัวเขาออกจากเมืองหลวง ตลอดการเดินทางหลายเดือน เขามักจะได้กลิ่นซาลาเปาไส้เนื้ออยู่เสมอ
กลิ่นนั้นได้สลักลึกลงไปในร่างกายของเขา พอได้กลิ่นร่างกายก็จะตึงเครียดขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
ฉินเหยามองอาวั่งอย่างเห็นใจ “พูดแบบนี้ งั้นเวลาที่บ้านเรากินซาลาเปาไส้เนื้อ เจ้าคงจะทรมานมากเลยสินะ”
“ก็พอทนได้ขอรับ” อาวั่งปากแข็ง ไม่อยากยอมรับ
ฉินเหยาตบไหล่เขาเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะใช่แล้วล่ะ เป็นข้าเองที่แนะนำให้หวังจิ่นไปหาฮองเฮา วันนั้นปากเขาก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ดูท่าทางแล้ว สุดท้ายก็ยอมก้มหัวให้ความจริงจนได้”
อาวั่งถามอย่างประหลาดใจว่า “ฮูหยินทราบได้อย่างไรว่าฮองเฮาจะยอมช่วย”
ฉินเหยายิ้มบางๆ มองเขา เรื่องนี้ยังต้องพูดอีกหรือ
อาวั่งตบหน้าผากตัวเอง จริงสิ อ๋องเฟิงส่งเขาไปลอบสังหารฮองเฮา ความแค้นนี้ผูกกันมาเนิ่นนานแล้ว
ตอนนี้จับจุดอ่อนของอ๋องเฟิงได้ นางมีหรือจะปล่อยโอกาสทองนี้ให้หลุดมือไป
“ไม่คุยแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ” นางหิวแล้ว
อาวั่งเหลือบมองแปลงผักที่เละเทะแปลงนั้น นี่คือผลงานที่ฮูหยินทำมาตลอดทั้งบ่ายหรือ
“ไปสิ มัวมองอะไรอยู่” ฉินเหยาหันกลับมาเร่ง
อาวั่งรีบเก็บความตกตะลึงในแววตาลง พยักหน้าแล้วเดินตามไป
นึกทอดถอนใจ สงสัยเขาต้องมาขุดดินใหม่อีกสักสองรอบ
อาหารเย็นวันนี้ทำแบบขอไปที แสดงออกถึงความไม่พอใจของคนทำอย่างชัดเจน
แต่ว่า ไม่มีใครสนใจ
หลิวจี้เอาตะเกียบจิ้มข้าวในชาม ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำอย่างไร้เสียงว่า โกรธจะตายอยู่แล้ว! โกรธจะตายอยู่แล้ว!
……
ฤดูฝนของเมืองหลวงมาเยือนแล้ว
กลางคืนฝนก็ตกอีกแล้ว ตกตลอดจนถึงรุ่งสางถึงได้หยุด
ท้องฟ้าสีเทาหม่นทำให้คนรู้สึกห่อเหี่ยวไม่กระปรี้กระเปร่า
หลิวจี้ทนไม่ไหวจริงๆ เช้ามืดไม่สามารถลุกขึ้นมาอ่านหนังสือได้เลยเผลอหลับยาว
กว่าเขาจะตื่น สี่พี่น้องต้าหลางก็สะพายหีบหนังสือ กางร่มไปสำนักศึกษาพร้อมกับเด็กๆ แถวบ้านแล้ว
วันนี้รถม้าของจวนราชครูมาจอดรออยู่ข้างนอกตั้งแต่เช้าตรู่
หลิวจี้กินหมั่นโถวที่อาวั่งตื่นขึ้นมาทำให้แบบส่งๆ ไปสองคำ แซวสารถีเล่นตามนิสัยแล้วถึงมุดเข้ารถม้าไปท่ามกลางสายตาโกรธเกรี้ยวแต่ไม่กล้าพูดของสารถี
ซือคงเจี้ยนดูเหมือนจะไม่ต้องไปเข้าเฝ้ายามเช้า วันนี้ก็มายืนจ้องเขาทำอาหารเช้าอยู่ที่ใต้ชายคาอีกแล้ว
หลิวจี้คิดถึงเรื่องที่ตอนเย็นเมียจ๋าจะมารับตนเองเลิกงาน อารมณ์ก็เบิกบาน
เขาฮัมเพลงพลางทำอาหารเช้าให้ท่านอาจารย์และทำของว่างให้ตัวเอง ยกเข้าไปในห้อง กินไปด้วยพูดคุยหัวเราะกับท่านอาจารย์ไปด้วย
วันนี้กงเหลียงเหลียวไม่ได้พูดประโยคที่ว่า ‘ซือคงเจี้ยนและสุนัขห้ามเข้า’ อีก
ดังนั้นซือคงเจี้ยนจึงเข้ามานั่งที่โต๊ะแปดเซียนในห้อง ปากก็พูดพร่ำถึงการเปลี่ยนแปลงในราชสำนักและการคาดเดาเกี่ยวกับยอดฝีมือลึกลับไปเรื่อยเปื่อย
ไม่มีใครพูดคุยด้วย เขาก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนแต่อย่างใด
พูดจบก็หันไปมองกงเหลียงเหลียวที่กินเสร็จแล้ว ยิ้มถามว่า “ท่านอาจารย์ ท่านว่าสรุปแล้วใครกันแน่ที่คอยช่วยเหลือหวังจิ่นอยู่เบื้องหลัง”
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงหัวเราะ “ข้าผู้เฒ่าแม้แต่ประตูยังออกไปไม่ได้ ท่านราชครูกลับมาถามเรื่องภายนอกกับข้า ไม่รู้สึกว่าน่าขันหรือ”
“ท่านอาจารย์ถ่อมตัวเกินไปแล้ว” ซือคงเจี้ยนกล่าวอย่างมั่นใจ “ด้วยความสามารถของท่านอาจารย์ ต่อให้ไม่ออกไปไหนก็รอบรู้สถานการณ์ใต้หล้าดั่งมองฝ่ามือตน”
กงเหลียงเหลียวตอบ “ไม่รู้”
กงเหลียงเหลียวส่งสายตาให้หลิวจี้ “ซานเอ๋อร์ ไปเอาพู่กันกับหมึกมา อาจารย์จะดูสิว่าลายมือเจ้าพัฒนาขึ้นบ้างหรือไม่”
กล่าวโดยไม่สนใจคำพูดของซือคงเจี้ยนเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้ขานรับเสียงใส กวาดตามองซือคงเจี้ยนอย่างได้ใจด้วยท่าทางอวดดีถือดีว่ามีคนหนุนหลังอย่างเต็มที่
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้ว เมื่อวานยังกลัวจนหัวหด วิ่งหนีออกจากจวนราชครูไปตลอดทาง แม้แต่รถม้าก็ไม่นั่ง
วันนี้กลับไม่กลัวแล้ว?
ซุนเจียงบอกเองนี่นาว่า ความจริงแล้วเจ้าหลิวจี้ผู้นี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยในสายตาของภรรยาจอมโหดผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศผู้นั้น
มองดูหลิวจี้ที่นั่งตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ จับพู่กันเขียนตัวอักษรอย่างตั้งอกตั้งใจ ซือคงเจี้ยนก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
หรือว่าเขาเขียนตัวอักษรได้งดงาม ท่านอาจารย์ถึงได้โปรดปรานเขาเช่นนี้
ซือคงเจี้ยนลุกขึ้นเดินมาดู หลิวจี้ก็รีบเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระแวดระวัง “ท่านจะทำอะไร”
ซือคงเจี้ยนไม่ตอบ จวนราชครูทั้งหลังนี้ล้วนเป็นเขตแดนของเขา อยู่ในบ้านตัวเอง ยังต้องเกรงใจใครอีก
เขาเอื้อมมือไปหยิบกระดาษซวนจื่อตรงหน้าหลิวจี้ขึ้นมาแล้วก้มลงมอง คุมสีหน้าไว้ไม่อยู่จริงๆ จึงขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจออกมา
“น่าเกลียดสิ้นดี” เขาโยนกระดาษทิ้ง ยังไม่ลืมที่จะเหน็บแนมทิ้งท้ายหนึ่งประโยคว่า “ดูท่าท่านอาจารย์จะแก่แล้วจริงๆ สายตาก็เลยฝ้าฟางไปด้วย”
ไม่รอให้หลิวจี้ตะโกนโต้กลับก็สะบัดแขนเสื้อ เดินออกจากผู่เยวี่ยนไป
ภาพความสนิทสนมของศิษย์อาจารย์คู่นี้ ไม่เห็นเสียยังจะดีกว่า!
“สายตาอะไรกัน…ลายมือข้าออกจะสวยปานนี้” หลิวจี้พินิจดูตัวอักษรของตัวเองแล้วแค่นเสียง ‘ชิ’ ใส่แผ่นหลังของใครบางคนที่เดินจากไปอย่างแรง
กงเหลียงเหลียวหัวเราะออกมา
ที่แท้เวลาคนเราพูดไม่ออกก็จะหัวเราะออกมาจริงๆ ด้วย