ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 702 ซือคงเจี้ยน เจ้าเอาไม่อยู่หรอก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 702 ซือคงเจี้ยน เจ้าเอาไม่อยู่หรอก
ตอนที่ 702 ซือคงเจี้ยน เจ้าเอาไม่อยู่หรอก
ฉินเหยาได้ระบายอารมณ์จนหนำใจแล้ว
ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวนางจึงไม่มีตรงไหนที่ไม่สบาย รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นที่สุด
นางเท้าเอวด้วยมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างก็กวักเรียก ยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีว่า “หลิวซาน ไปกันเถอะ กลับบ้าน”
เย็นนี้นางกินข้าวได้ห้าชามแน่!
หลิวจี้รีบสะบัดมือท่านราชครูบางคนที่เกาะแขนเขาแน่นโดยไม่รู้ตัวและกำลังตัวสั่นงันงกออกแล้ววิ่งไปหาเมียจ๋าสุดที่รักอย่างเริงร่า
“ฉินเหยาเมียจ๋าผู้เลอโฉมล่มเมืองของข้า…”
หลิวจี้ไถลตัวเข้าไป คุกเข่าข้างหนึ่งลงแทบเท้านางอย่างชำนาญและแม่นยำ คว้ามือข้างหนึ่งของนางมากุมไว้ด้วยความจริงใจ เงยหน้ามองนางแล้วกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “นับจากนี้ไป เจ้าคือเทพของข้า!”
ฉินเหยา “หืม”
หลิวจี้ทำหน้าจริงจัง “วันหน้าข้าจะตั้งแท่นบูชาเจ้า มีเจ้าคอยคุ้มครอง ข้าหลิวจี้ยังจะกลัวว่าตระกูลจะไม่รุ่งเรืองอีกหรือ!”
ฉินเหยามุมปากกระตุก กุมขมับอย่างพูดไม่ออก ส่งสายตาประมาณว่า ‘ขออภัยทำให้ต้องเห็นเรื่องน่าขันแล้ว’ ไปทางซือคงเจี้ยนแล้วทำหน้าเก้อเขิน ก่อนจะสะบัดมือตัวเองออกอย่างแรงแล้วขึ้นรถม้าไป
หลิวจี้ยังคงยิ้มร่า ไม่รู้จักคำว่าอับอายแม้แต่น้อย รีบลุกขึ้นไปนั่งที่คานลากรถม้า จับบังเหียน “เมียจ๋านั่งดีๆ นะจ๊ะ ไปกันเลย”
สะบัดบังเหียนหนึ่งที รถม้าก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มุ่งหน้าสู่ตรอกควานเจิ้ง
ฟ้าเริ่มมืดลง แต่อารมณ์ของหลิวจี้กลับแจ่มใสยิ่งนัก
เขาราวกับมีพลังงานเหลือล้น ตลอดทางเอาแต่เล่าปฏิกิริยาต่างๆ นานาของคนในจวนราชครูตอนที่นางยกสิงโตหินให้ฉินเหยาฟังอย่างภาคภูมิใจ
พอเล่าถึงจุดที่น่าขำก็ระเบิดหัวเราะฮ่าๆๆ ออกมาเองคนเดียวสามครั้ง
ฉินเหยา “เจ้าช่วยหุบปากได้หรือไม่”
ความสุขและความทุกข์ของมนุษย์เรานั้นไม่เหมือนกัน นางรู้สึกเพียงแค่หนวกหู
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จู่ๆ ก็แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า หางตาสีแดงระเรื่อมีน้ำใสๆ ไหลลงมาสองหยด แอบสะอื้นในใจ บ้าจริง วันนี้ข้าถูกเมียโหดคนนี้ทำให้ซึ้งใจอีกแล้ว!
ถึงแม้ฉินเหยาจะบอกกับหลิวจี้อย่างหนักแน่นว่า ที่นางย้ายสิงโตหินก็แค่เพื่อแก้อาการคันไม้คันมือ ไม่ได้ต้องการจะข่มขวัญซือคงเจี้ยนเพื่อเขา
แต่ว่า! หลิวจี้กุมหน้าอก เขาเข้าใจ เขาเข้าใจทุกอย่าง นางก็แค่ปากแข็งเท่านั้นแหละ
นางช่างทุ่มเทเพื่อเขาจริงๆ
“เมียจ๋า คืนนี้ข้าต้มน้ำร้อนปรนนิบัติเจ้าอาบน้ำดีหรือไม่” หลิวจี้ลองถามหยั่งเชิง
อย่าเห็นว่าเวลาเขาเลวก็เลวได้โล่ แต่นั่นมันเรื่องในอดีตไปแล้ว
เขายังรู้จักบุญคุณความแค้น วันนี้เมียจ๋าออกหน้าเพื่อเขา ถึงขนาดไม่ยอมเก็บตัวเงียบๆ อีกต่อไป เขาคิดว่าควรจะทำอะไรเพื่อตอบแทนนางบ้าง
ภายในตัวรถม้า ฉินเหยาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยใจ น้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ “ไม่จำเป็น!”
หลิวจี้ “ก็ได้จ้ะ”
วันหน้าหาโอกาสได้ เขาค่อยพลีกายถวายชีวิตให้!
……
เสียงล้อรถม้าค่อยๆ เลือนหายไปจนไม่ได้ยิน
รถม้าคันนั้นเลี้ยวเข้าตรอกหายลับไปแล้ว ซือคงเจี้ยนถึงได้ละสายตากลับมาแล้วค่อยๆ ตื่นจากภวังค์ความไม่สมจริงนั้น
ยิ่งได้สติก็ยิ่งรู้สึกว่าสิงโตหินสองตัวที่ถูกย้ายตำแหน่งไปแล้วนั้น จ้องมองมาด้วยสายตาที่ดุร้ายราวกับเทพเจ้าผู้ทรงพลังกำลังมองลงมาที่เขา
อาจจะเป็นเพราะลมหนาว ซือคงเจี้ยนถึงกับตัวสั่นสะท้าน
“ใต้เท้า?” ซุนเจียงสังเกตเห็นความผิดปกติจึงมองซือคงเจี้ยนด้วยความเป็นห่วง
ความจริงแล้วตัวเขาเองก็ยังมึนงงอยู่ เป็นผู้ฝึกวรยุทธ์แท้ๆ แต่การเคลื่อนไหวกลับเชื่องช้า มือที่กำดาบต้องใช้ความพยายามอยู่นาน กว่าจะเก็บดาบเข้าฝักได้
“พวกเจ้าแยกย้ายกันไปเถอะ” ซือคงเจี้ยนโบกมือ มองสิงโตหินสองตัวที่ถูกย้ายนั้นอีกครั้งแล้วหันหลังเดินกลับเข้าจวน
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนเม็ดเล็กเริ่มโปรยปรายลงมาอีกแล้ว
บ่าวไพร่ในจวนจุดโคมไฟขึ้น โคมไฟสีแดงแต่ละดวงกวัดแกว่งไกวไปมาท่ามกลางสายลมและสายฝน แสงเทียนวูบวาบ ส่องกระทบเงาคนให้ดูบิดเบี้ยวราวกับภูตผี
ซือคงเจี้ยนเดินราวกับคนวิญญาณหลุดลอย เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน ในหัวมีแต่ภาพการเคลื่อนย้ายสิงโตหินฉายซ้ำไปซ้ำมา
เดินไปเดินมา ฝีเท้าก็ชะงัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกลับมาหยุดอยู่ที่หน้าผู่เยวี่ยน
ประตูลงกลอนอยู่ มีผู้คุ้มกันสองคนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู
นับตั้งแต่กลับมาถึงเมืองหลวง กงเหลียงเหลียวก็ไม่เคยก้าวออกจากประตูบานนี้แม้เพียงครึ่งก้าว
ช่วงไม่กี่วันนี้หลิวจี้ได้พยายามอยู่หลายครั้ง อยากจะเข็นท่านอาจารย์ออกไปเดินเล่น ดูเจ้านกยูงทองน่ารังเกียจที่ไม่ยอมรำแพนหางตัวนั้น แต่ก็ถูกผู้คุ้มกันกันตัวกลับมา
และเมื่อนั้นเอง สองศิษย์อาจารย์ที่กำลังมีความสุขก็จำต้องกลับสู่ความเป็นจริง
พวกเขามองหน้ากันแล้วถอนหายใจ หันหลังกลับเข้าเรือนผู่เยวี่ยนเล็กๆ ไปอย่างจนใจ
มองดูข้าวของเครื่องใช้ที่เหมือนกับเรือนปทุมในหมู่บ้านตระกูลหลิวทุกประการ แต่กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณก็พากันง่วงเหงาหาวนอน
“ใต้เท้า” ผู้คุ้มกันหน้าเรือนผู่เยวี่ยนคารวะซือคงเจี้ยน
ซือคงเจี้ยนเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “เปิดประตู”
ผู้คุ้มกันสองคนก็เปิดประตูออก คนหนึ่งเห็นว่าในลานมืดจึงถือโคมไฟตามเข้าไปส่องทางให้อย่างรู้หน้าที่
“ทำไมไม่จุดไฟ” ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้วถาม
เพียงชั่วพริบตาเดียว ท้องฟ้าก็มืดสนิท สรรพสิ่งในลานล้วนกลายเป็นสีเทาสลัวทำให้มองเห็นได้ไม่ชัด
คนในห้องคงจะเข้านอนแล้วจึงไม่มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว
อันจื่อที่อยู่ในห้องได้ยินความเคลื่อนไหวข้างนอกก็เปิดประตูออกมา เห็นแสงโคมไฟในมือผู้คุ้มกันหน้าประตู พอสายตาเลื่อนไปทางซ้าย สบเข้ากับใบหน้าที่บึ้งตึงของซือคงเจี้ยนก็รีบวิ่งเข้ามาคารวะ
ซือคงเจี้ยนถามย้ำอีกครั้ง “ทำไมถึงไม่จุดไฟ”
จวนราชครูอันยิ่งใหญ่ของเขา ไม่ถึงกับต้องตระหนี่ค่าน้ำมันตะเกียงเพียงเล็กน้อยแค่นี้
แรงกดดันจากผู้เป็นนายที่มีอำนาจเหนือกว่าแผ่ลงมา อันจื่อก็กลืนน้ำลายอย่างประหม่า รีบตอบว่า
“เรียนใต้เท้า เป็นคำสั่งของท่านอาจารย์ขอรับ ท่านบอกว่า…อย่างไรเสียในลานนี้ก็ไม่มีทิวทัศน์อะไรน่าดู สู้ไม่ดูเสียจะดีกว่า”
“ดังนั้นพอทานมื้อเย็นเสร็จก็รีบล้างหน้าล้างตาเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วขอรับ”
“ท่านอาจารย์หลับแล้ว?”
ซือคงเจี้ยนมองไปที่ประตูหน้าต่างที่มืดสนิท วันนี้ฟ้ามืดเร็วเพราะฝนตก หากนับตามเวลาปกติ ตอนนี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลยด้วยซ้ำ
อันจื่อพยักหน้า “ขอรับ เพิ่งจะหลับไป”
ซือคงเจี้ยนกลับไม่ยอมจากไป แต่ก้าวยาวๆ เข้าไปข้างในแทน
ผู้คุ้มกันรีบส่งโคมไฟให้อันจื่อ อันจื่อก็ถือโคมไฟส่องทางนำหน้าเขาเข้าไป
ทั้งสองมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง มือที่กำลังจะผลักประตูของซือคงเจี้ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สายตพลันแน่วแน่ ผลักประตูเปิดออกอย่างแรงดัง “ปัง”
ภายในห้องมืดยิ่งกว่าราวกับเป็นเวลาดึกดื่นแล้ว
แต่ซือคงเจี้ยนกลับสัมผัสได้ว่า หลังฉากกั้นนั้นมีดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองกำลังจ้องเขม็งมาที่ตน
เขาสั่งให้อันจื่อจุดเทียนบนเชิงเทียนในห้องแล้วโบกมือ ส่งสัญญาณให้เขาปิดประตูแล้วออกไป
ไม่นาน ภายในห้องอันเงียบสงัดก็เหลือเพียงซือคงเจี้ยนคนเดียว
เขามองไปที่ฉากกั้น ไม่ได้เดินเข้าไป แต่กลับนั่งลงที่โต๊ะแล้วเอ่ยถามว่า
“ท่านอาจารย์ทราบหรือไม่ว่าฉินเหยาผู้นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร”
กงเหลียงเหลียวเดิมทีไม่อยากจะเสวนากับเขา แต่พอได้ยินชื่อฉินเหยาก็เตือนสติว่า
“เจ้าอย่าได้มีความคิดอะไรกับนางเป็นดีที่สุด มิฉะนั้นจะตายไว”
ซือคงเจี้ยนส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่ยี่หระ “ข้าเห็นหลิวจี้ก็ยังมีชีวิตอยู่สุขสบายดี หากคนอย่างเขายังทำได้ ทำไมข้าจะทำไม่ได้เล่า”
เขารักนวลสงวนตัว ทั้งยังไม่มีภรรยา แถมยังเป็นทายาทตระกูลขุนนางเก่าแก่ กุมชะตาบ้านเมืองแคว้นเซิ่ง ต้องการสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น หรือจะสู้หลิวจี้ชาวบ้านป่าที่ไร้ประโยชน์คนนั้นไม่ได้?
คิดไม่ถึง กลับมีเสียงหัวเราะเยาะดังออกมาจากหลังฉากกั้นราวกับขบขันในความไม่เจียมตัวของเขา
“ในโลกนี้ย่อมมีเรื่องราวบางอย่างที่ผู้คนไม่อาจอธิบายได้จึงเรียกว่า ‘ความแปลกประหลาด’ คนประหลาดมักกระทำการไม่ยึดติดกับจารีตประเพณี เจ้าซือคงเจี้ยน เอานางไม่อยู่หรอก” กงเหลียงเหลียวแค่นหัวเราะแล้วกล่าว
ซือคงเจี้ยนยิ้มขึ้นอย่างถือดี “ข้าไม่เชื่อ”
“เจ้าไม่เชื่อ?” กงเหลียงเหลียวเข็นรถเข็นออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจ้องเขม็งไปที่ซือคงเจี้ยน “เจ้าไปเห็นอะไรมา”
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเขาจะสนใจเหยาเหนียง ตอนนี้กลับเกิดความทะเยอทะยานที่น่าขบขันขึ้นมา
ดังนั้นเมื่อครู่ในที่ที่เขามองไม่เห็น จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ