ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 701 เจ้าอย่าเข้ามานะ
ตอนที่ 701 เจ้าอย่าเข้ามานะ
ซือคงเจี้ยนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างอับจนถ้อยคำกับความคิดที่แวบเข้ามาเมื่อครู่ของตน
กำลังคิดจะพูดว่าตำแหน่งสิงโตหินหน้าจวนของตนนั้นดีอยู่แล้วเพื่อหาทางลงให้นาง
คำพูดยังมิทันออกจากปากก็ได้ยินฉินเหยาเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“ไหนๆ วันนี้ข้าก็ว่างอยู่พอดี วันหน้าสามีของข้ายังต้องรบกวนให้ใต้เท้าท่านช่วยดูแลอีกมาก ข้าที่เป็นสตรีมิมีสิ่งใดจะตอบแทนใต้เท้าได้จึงขอย้ายสิงโตหินสองตัวนี้ไปไว้ในตำแหน่งที่ดีให้ใต้เท้าก็แล้วกัน”
พูดจบ นางก็เดินไปที่สิงโตหินทางด้านซ้าย ปัดไม้ปัดมือ ทำท่าเตรียมรวบรวมพลัง
“เดี๋ยว…เมียจ๋าเจ้าจะทำอะไร!” หลิวจี้ที่เพิ่งได้สติรีบถลันเข้าไปถามด้วยความตกตะลึง
เขาจงใจหันหลังให้คนของจวนราชครูแล้วขยิบตาให้ฉินเหยาถี่ยิบ กระซิบเกลี้ยกล่อมอย่างร้อนรนว่า
“เมียจ๋าเจ้าบ้าไปแล้วหรือ พวกเราแค่ขู่ให้คนกลัวก็พอแล้ว เรื่องย้ายสิงโตหินนี่จะเอามาคุยโวไม่ได้นะ!”
เขารู้ว่านางเกิดมามีพละกำลังมหาศาล แถมยังมีวรยุทธ์สูงส่ง จัดการนักฆ่าพลีชีพสามสิบคนด้วยตัวคนเดียวก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่นี่มันสิงโตหินหนักตั้งหลายพันจิน มันจะไปเหมือนกับฆ่าคนได้อย่างไร!
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือเกิดนางยกไม่ขึ้นแล้วทำตัวเองบาดเจ็บ เขาจะไปหาเมียจ๋าที่เก่งกาจขนาดนี้ได้จากที่ไหนได้อีก
หลิวจี้พยายามจะลากนางถอยออกมา “ข้าเดาว่าเมื่อกี้นี้พวกเขาต้องฟังไม่ชัดแน่ว่าเมียจ๋าเจ้าพูดอะไร พวกเราก็ทำเหมือนไม่เคยพูดอะไรออกไปก็พอ รถม้ามาแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ…”
ทว่าสองขาของฉินเหยาราวกับถูกเชื่อมติดไว้กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย นางกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าหลบไป เดี๋ยวจะโดนลูกหลง”
“เมียจ๋า!” หลิวจี้แทบจะบ้าตายแล้ว เขารีบเหลือบไปมองทางซือคงเจี้ยน เห็นคนของจวนราชครูต่างทำหน้าตะลึงงัน เห็นได้ชัดว่ายังตั้งสติไม่ได้กับ ‘วาจาโอหัง’ ของเมียจ๋าเขาเมื่อครู่
โอกาสหลุดลอยแล้วยากจะหวนคืน เวลานี้ไม่หนีแล้วจะรอเมื่อไหร่!
หลิวจี้ใช้สองมือกอดเอวฉินเหยา ออกแรงดึงสุดแรงเกิดจนหน้าดำหน้าแดงก็ยังไม่สามารถถอนนางขึ้นมาจากพื้นได้
คนผู้นี้เปรียบเสมือนหินผาก้อนยักษ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในดิน ไม่อาจสั่นคลอนได้เลย
“เมียจ๋า วันนี้เจ้าทำเพื่อข้ามามากพอแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้จริงๆ ถ้าวันหน้าเจ้าคนสารเลวซือคงเจี้ยนยังกล้าขู่ข้าอีก ข้าจะสู้ตายกับเขา…”
ฉินเหยายกมือขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
หลิวจี้ที่กำลังซาบซึ้งใจแทบตาย ชะงักไปครู่หนึ่ง “หา”
“ข้าแค่ไม่ได้ออกกำลังกายให้สะใจมานานแล้วเลยอยากจะระบายออกสักหน่อย”
ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ จับจ้องไปที่สิงโตหินยักษ์ตรงหน้า ถูไม้ถูมืออย่างกระหายจะใคร่ลอง
เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มของซือคงเจี้ยนที่เดินเข้ามาใกล้ ฉินเหยาก็หันขวับไปยกมือห้ามพฤติกรรมเสี่ยงตายของพวกเขา
“ถอยไปให้ไกลหน่อย…ถอยกลับไปที่ประตูใหญ่เลย” ฉินเหยาชี้ไปที่ประตูใหญ่ หาพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาด้วยความหวังดี
พร้อมกันนั้นก็จับหลิวจี้ที่กอดเอวนางอยู่ โยนออกไปทางนั้นด้วย
หลิวจี้ที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกว่าโลกหมุนติ้ว กว่าจะทรงตัวยืนได้ก็พบว่าตัวเองล้มอยู่ในอ้อมแขนของซุนเจียงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ อยู่ห่างจากเมียจ๋าสุดที่รักไปตั้งไกลโข
ทั้งสองคนสบตากัน ต่างก็มึนงงไปชั่วขณะ
ซุนเจียง: ทำไมเจ้าหมอนี่ถึงมาอยู่ในอ้อมแขนของข้าได้?
หลิวจี้: ???
พอได้สติ ซุนเจียงก็รู้สึกขยะแขยงเต็มทน รีบผลักคนออกไป
หลิวจี้อาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้น ยังคิดจะเข้าไปห้ามเมียจ๋าที่กำลังบ้าเลือดก็ได้ยินเสียงตะคอกที่เต็มไปด้วยการข่มขู่ว่า
ฉินเหยา “อยู่เฉยๆ ตรงนั้นแหละ”
“…เมียจ๋า?” หลิวจี้เบิกตากว้างมองดูสิงโตหินตัวนั้นลอยขึ้นจากพื้นพร้อมกับเสียงดังครืนก็อ้าปากค้างอย่างตะลึงงัน คางแทบจะร่วงลงกับพื้น
เสียงรอบข้างพลันเงียบกริบ
ซือคงเจี้ยนกลั้นหายใจ ภาพเบื้องหน้าคือภาพอันน่าตื่นตะลึงที่ฉินเหยาใช้สองมือจับกรงเล็บหน้าของสิงโตหินแล้วยกสิงโตหินทั้งตัวขึ้นเหนือศีรษะ
ข้างหูแว่วเสียงทึบๆ ของแผ่นหินปูพื้นสีเขียวที่ไม่อาจรับน้ำหนักมหาศาลได้จึงแตกละเอียดไปทีละแผ่นๆ
ทุกย่างก้าวที่ฉินเหยายกสิงโตหินเคลื่อนที่ พื้นดินดูเหมือนจะสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน พาให้หัวใจของทุกคนสั่นไหวตามไปด้วย
ร่างกายรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว ซือคงเจี้ยนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่โดยสัญชาตญาณแล้วชี้มือสั่นๆ ไปที่สิงโตหินยักษ์ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ตรงหน้า ไม่สนแล้วว่าคนข้างกายจะเป็นใคร รัวมือตบตีร่างกายอีกฝ่ายไปอย่างบ้าคลั่ง
“เห็นไหม เห็นหรือเปล่า สิงโตหินหนักหกพันจินถูกสตรีผู้นั้นชูขึ้นเหนือหัว นี่เป็นเรื่องจริงหรือนี่ ข้าตาฝาดไปใช่ไหม”
หลิวจี้ที่ขาอ่อนอยู่แล้ว พอถูกตบแบบไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
โชคดีที่ข้างๆ ยังมีซุนเจียง เขาถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างเจ้านายกับบ่าวอย่างซือคงเจี้ยนและซุนเจียง ถึงได้ไม่ล้มลงไป
“เจ้าพูดสิ ตอบข้ามา นี่เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่!” ซือคงเจี้ยนไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงรีบถามย้ำอย่างร้อนรน
ตอนนี้หลิวจี้เริ่มได้สติกลับมาบ้างแล้ว เพราะเทียบกับคนกลุ่มนี้ เมียจ๋าของเขาทำให้เขาอ้าปากค้างมาไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง เขาจึงมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง
เขากดมือที่กำลังตบไหล่ตนอย่างบ้าคลั่งไว้ จ้องมองสตรีผู้ทำให้ผืนพสุธาสั่นสะเทือนด้วยความทึ่งแล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“เรื่องจริง สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นเรื่องจริง! นางช่างแข็งแกร่งและมีเสน่ห์เหลือเกิน!”
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ นี่มันพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอยู่?
เห็นสตรีอย่างฉินเหยาที่ยกสิงโตหินหนักหลายพันจินแบบนี้ได้ ไม่ใช่ว่าควรจะรู้สึกสยดสยองหรอกหรือ
“ตูม!”
สิงโตหินถูกวางลงบนพื้นอย่างมั่นคง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเสาสีแดงชาดหน้าประตูจวนราชครูพอดิบพอดี
ซือคงเจี้ยนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาจากใต้ฝ่าเท้าก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอื้อมมือไปคว้าอะไรบางอย่างเพื่อยึดเกาะทรงตัวโดยไม่รู้ตัว พยายามรักษามาดราชครูเอาไว้
ฉินเหยาถอนหายใจออกมาอย่างสบายตัว สะบัดแขนทั้งสองข้างแล้วหมุนคอไปมา
ความรู้สึกที่ได้ปลดปล่อยพละกำลังทั้งหมดในร่างกายออกมาโดยไม่ต้องยั้งแบบนี้ มันช่างแสนจะสะใจจริงๆ!
นางกระโดดหยองแหยงอยู่กับที่ เพราะลืมควบคุมน้ำหนักเท้า แผ่นหินสีเขียวใต้เท้าที่มีรอยร้าวอยู่แล้วจึงพลันแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
เศษหินกระเด็นว่อน เผยให้เห็นดินโคลน เหยียบลงไปทีหนึ่งก็เป็นหลุมทีหนึ่งจนฉินเหยาเกือบจะสะดุดล้มหน้าคว่ำ
หลิวจี้ที่จับตามองสถานการณ์ทางฝั่งนางอยู่ตลอด หัวใจก็พลอยแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปด้วย
โชคดีที่นางควบคุมตัวเองได้ทัน กดพลังที่พลุ่งพล่านในร่างลงแล้วเดินไปหาสิงโตหินอีกตัวด้วยสีหน้าเบิกบานอุรา
แม้เมื่อครู่จะได้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึงไปแล้วรอบหนึ่ง แต่เมื่อสิงโตหินอีกตัวถูกยกขึ้น คนในจวนราชครูก็ยังคงกลั้นหายใจ
พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า สายตาของตนเองได้เปลี่ยนจากความตกตะลึง หวาดกลัว ค่อยๆ กลายไปเป็นความเลื่อมใสศรัทธาและยำเกรงทีละน้อย
สายตาของซือคงเจี้ยนจับจ้องร่างนางไม่วางตา เกิดความรู้สึกไม่สมจริงราวกับโลกทั้งใบเป็นเพียงภาพลวงตา
มนุษย์คนหนึ่ง ในความรับรู้ที่เขามีมาตลอดชีวิตย่อมไม่มีทางยกสิงโตหินหนักหกพันจินขึ้นได้
ดังนั้น นางยังเป็นคนอยู่ไหม
เสียง “ตูม” ทึบๆ ดังขึ้นอีกครั้ง สิงโตหินตัวที่สองก็ถูกวางลงหน้าเสาอย่างมั่นคง
ครั้งนี้ฉินเหยาตั้งใจควบคุมแรง ดังนั้นแผ่นหินสีเขียวใต้ฐานสิงโตหินจึงยังคงสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยแตกร้าว
แต่พอนางหันกลับไปมอง พื้นที่ว่างโล่งหน้าประตูจวนราชครูที่เดิมเรียบเนียนเป็นมันวาว ก็ไม่รู้ว่ามีหลุมขนาดเท่ารอยเท้าเพิ่มขึ้นมาหลายหลุมตั้งแต่เมื่อไหร่พร้อมกับเศษหินที่เกลื่อนพื้น
ฉินเหยามองซือคงเจี้ยนด้วยความรู้สึกผิดและยิ้มแหยๆ ค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขา “ใต้เท้า ขออภัยด้วยนะเจ้าคะ”
ซือคงเจี้ยน “มะ…ไม่…เป็น…ไร ซ่อมแซม…ก็…ได้”
เขาค่อยๆ หาเสียงของตัวเองเจอจากความตกตะลึง ฝืนยิ้มออกมา “ขอบใจฉินเหนียงจื่อมาก ลำบากเจ้าแล้ว”
แต่คนตัวเล็กๆ ในใจกลับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งว่า เจ้าอย่าเข้ามานะ!