ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 703 เขาไม่ได้สวมหมวกนี่
ตอนที่ 703 เขาไม่ได้สวมหมวกนี่
ไม่มีใครรู้จักลูกดีเท่าผู้เป็นพ่อฉันใด
ก็ไม่มีใครรู้จักศิษย์ดีเท่าผู้เป็นอาจารย์ฉันนั้น
แม้ตอนนี้กงเหลียงเหลียวจะขับซือคงเจี้ยนออกจากระเบียนศิษย์ไปเพียงฝ่ายเดียวแล้ว แต่ก็ยังมองความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของซือคงเจี้ยนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ซือคงเจี้ยนเล่าเรื่องที่ฉินเหยาย้ายสิงโตหินให้จวนของตนเมื่อตอนบ่ายให้ฟัง กงเหลียงเหลียวก็ได้แต่ทอดถอนใจในใจ เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด
“เจ้าทำไม่ได้หรอก” กงเหลียงเหลียวพูดอย่างมั่นใจมาก “ยามนี้เจ้ามิใช่มีความรัก เจ้าแค่กำลังตื่นตระหนก”
“สิ่งที่คนอื่นมีแต่เจ้าไม่มี คือคิดว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ แต่แท้จริงแล้วกลับคว้าอะไรไว้ไม่ได้เลย ตอนนี้เจ้ารู้จักคำว่ากลัวแล้วหรือยัง”
สีหน้าของซือคงเจี้ยนแข็งค้าง หันหน้าหนีไปเล็กน้อย ไม่สบตากับดวงตาที่แหลมคมของกงเหลียงเหลียว มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำหมัดแน่น
กงเหลียงเหลียวแค่นเสียงทีหนึ่ง เห็นคนผู้นี้ถูกจี้ใจดำแล้วยังไม่ยอมไป ยังจะหน้าด้านอยู่ต่อก็คร้านจะพูดอะไรกับเขาจึงไปที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาดื่มเอง
ไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว สู้ตื่นให้เต็มตาไปเลยดีกว่า
“ข้าทำเอง” ซือคงเจี้ยนปัดมือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แก่ของกงเหลียงเหลียวออกแล้วหยิบกาน้ำชามารินใส่ถ้วยให้เขา
กงเหลียงเหลียวปรายตามอง “ไสหัวไป” เรี่ยวแรงรินชาตนยังมีอยู่ ไม่ต้องให้เขามาเสแสร้งแกล้งทำ
ซือคงเจี้ยนหดมือกลับไปอย่างเจื่อนๆ แล้วดื่มชาถ้วยนั้นเสียเอง
“อาจารย์ท่านว่า ในเมื่อยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นไม่ใช่ฉินเหยา แล้วจะเป็นใครเล่า” ซือคงเจี้ยนถามเองตอบเอง
เขาไม่ได้หวังว่ากงเหลียงเหลียวจะตอบ
แต่คิดไม่ถึง ตาเฒ่ากลับเอ่ยปากขึ้นว่า
“เจ้าจะไม่รู้เชียวหรือว่าเป็นใคร” กงเหลียงเหลียวมองเขาปราดหนึ่ง เจ้าคนสารเลวอย่างเจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ
รู้ทั้งรู้ว่าอ๋องเฟิงเป็นตัวปัญหาก็ยังให้รัชทายาทปกป้อง ชักศึกเข้าบ้าน
เพื่ออะไรเล่า
หรือว่าผลประโยชน์ที่อ๋องเฟิงนำมาให้จะมากกว่าผลเสีย?
อีกอย่าง ด้วยฝีมือของทหารม้าเกราะดำ หากจะฆ่าแค่อู่เซิงสักคน จะเป็นเรื่องยากเย็นอะไรนักหนา
ก็แค่นักแสดงงิ้วคนหนึ่ง กลับหนีพ้นการตามล่าของทหารม้าเกราะดำได้ ถ้าไม่ใช่ทหารม้าเกราะดำแกล้งปล่อยไปก็แสดงว่าเบื้องหลังมีคนคอยช่วยอู่เซิงอยู่
ดิมทีกงเหลียงเหลียวก็ไม่อยากจะคิดมาก แต่หลายวันมานี้เจ้าสารเลวซือคงเจี้ยนเอาแต่มาเดินลอยชายไปมาอยู่ต่อหน้าเขาก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้
ดังนั้นจึงยากที่จะไม่สงสัยว่าเจ้าสารเลวซือคงเจี้ยนนี่แหละที่เป็นคนเขียนบทกำกับเองเล่นเอง
แต่ทำไมเขาต้องทำแบบนี้ด้วย?
เรื่องนี้ส่งผลเสียต่อรัชทายาทอย่างมหันต์ ตอนนี้คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันทั่วว่าราชครูกับรัชทายาทเป็นพวกเดียวกัน ถ้ารัชทายาทล้มลง ซือคงเจี้ยนจะได้ประโยชน์อะไร?
ส่วนที่ว่าจะได้ประโยชน์อะไรนั้น กงเหลียงเหลียวคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก
เว้นเสียแต่ว่า…เบื้องหลังซือคงเจี้ยนยังมีผู้สนับสนุนคนอื่นอยู่อีก!
เมื่อมองสบกับดวงตาที่มองทะลุทุกสิ่งของกงเหลียงเหลียว ภายนอกซือคงเจี้ยนดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
ต้องยอมรับเลยว่า สายตาของท่านอาจารย์เขานั้นช่างร้ายกาจจริงๆ!
“ในเมื่อท่านอาจารย์ไม่อยากบอกศิษย์ เช่นนั้นก็ช่างเถอะ”
ซือคงเจี้ยนลุกขึ้น เขาอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ขืนอยู่นานกว่านี้คงเผยพิรุธออกมามากกว่าเดิม
เขายั่วยุไม่ได้ ก็หนีได้ไม่ใช่หรือ
“ท่านอาจารย์พักผ่อนเถอะ ศิษย์ไม่รบกวนท่านแล้ว” ซือคงเจี้ยนคารวะหนึ่งที หันหลังเตรียมจะจากไป
กงเหลียงเหลียวตวาดเรียกไว้ “เห็นแก่ที่พวกเราเคยเป็นศิษย์อาจารย์กันมา ข้าผู้เฒ่าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าจะแย่งชิงอำนาจก็ทำไป แต่อย่าได้ดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเหยาเหนียง…”
“หากเจ้าหลงคิดว่าจะควบคุมนางได้แล้วทำเรื่องต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ไปกระตุกหนวดเสือเข้า เจ้ากับเจ้านายเบื้องหลังของเจ้าได้ถึงคราวตายแน่!”
ซือคงเจี้ยนยิ้มบางๆ แล้วคารวะอีกครั้ง “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เตือนสติ!”
“แต่ว่า…” น้ำเสียงพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา สีหน้าก็เคร่งขรึมลง “ในตอนนี้ศิษย์ยังไม่ได้แต่งภรรยา การเสาะหาคู่ครองที่ดีมาใช้ชีวิตร่วมกันในบั้นปลายก็ถือเป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ”
แววตาของซือคงเจี้ยนเต็มไปด้วยความอำมหิต อย่าคิดว่าเขาดูไม่ออก ที่ตาเฒ่าพูดว่าหวังดีตักเตือนก็แค่ขู่ให้เขาไม่กล้าทำอะไรศิษย์น้องเล็กคนโปรดเท่านั้น
ถ้าหวังดีกับเขาจริงๆ ก็ควรจะวางทิฐิแล้วหันมาช่วยราชสำนัก ช่วยเขาทำงานสิ!
เห็นกงเหลียงเหลียวเริ่มมีน้ำโห ซือคงเจี้ยนก็รีบชิงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเปิดปากว่า
“ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ในเมื่อท่านยังจดจำความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ในวันวานได้ ศิษย์ย่อมไม่ฆ่าแกงศิษย์น้องที่ท่านห่วงใยที่สุดให้สิ้นซากหรอก”
“กลัวก็แต่ ท่านจะประเมินนิสัยของศิษย์น้องผู้นี้สูงเกินไป หากเขาเป็นฝ่ายละทิ้งภรรยาผู้แสนดีเพื่อเงินทองและอำนาจก่อน เช่นนั้นศิษย์ก็…”
กงเหลียงเหลียวขว้างถ้วยชาใส่ซือคงเจี้ยนทันที ตวาดถามอย่างกราดเกรี้ยว “เจ้าจะทำอะไร?!”
ซือคงเจี้ยนไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้ถ้วยชากระทบตัวอย่างไม่เจ็บไม่คันแล้วตกลงไปแตกกระจายอยู่ที่แทบเท้าเสียงดัง
เขายกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ข้าไม่ทำอะไรหรอก แค่อยากจะทดสอบนิสัยคนดูสักหน่อย หากเขาผ่านบททดสอบได้ ข้าก็ย่อมทำอะไรเขาไม่ได้มิใช่หรือ”
“เจ้า!” กงเหลียงเหลียวชี้หน้าเขาด้วยความโกรธ แต่สุดท้ายก็จนคำพูด ได้แต่ถอนหายใจ
ลำพังนิสัยเห็นแก่เงิน ขี้ขลาด กลัวตายและหน้าด้านของหลิวจี้ เขาก็ไม่กล้าคาดหวังอะไรแม้แต่น้อย
แต่เขาก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีเลย เรื่องเอาตัวรอดเก่ง หลบหลีกภัยร้ายเก่งจนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวจับได้ยาก
ซานเอ๋อร์เอ๋ย อาจารย์ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้แหละ ที่เหลือเจ้าต้องพยายามเองแล้ว! กงเหลียงเหลียวคิดในใจอย่างเจ็บใจที่อีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจ
คิดไปคิดมา เหยาเหนียงคนเดียวมีสามีสองคนก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นี่นา
ไม่ ไม่ ไม่!
เจ้าเด็กซือคงเจี้ยนนี่จิตใจไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่คู่ครองที่ดีแน่
มองแผ่นหลังของซือคงเจี้ยนที่เดินจากไปอย่างมั่นใจ กงเหลียงเหลียวก็พลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ในบรรดาศิษย์ทั้งสามคน คนที่เหมือนเขามากที่สุดกลับเป็นซือคงเจี้ยนที่เขาไม่ชอบที่สุดคนนี้
นิสัยดื้อรั้นชอบเอาชนะที่มีมาแต่กำเนิดแบบนี้ มันเหมือนกับเขาตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด!
กลับเป็นตัวเขาเองที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งเลอะเลือน ยิ่งอายุมากก็ยิ่งหัวโบราณ
เดี๋ยวก่อน!
เมื่อก่อนเขาทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้เชียวหรือ
กงเหลียงเหลียวมองดูโคมไฟที่แกว่งไกวอยู่หน้าประตูแล้วตกอยู่ในภวังค์
……
“ฮัดชิ้ว!”
รถม้าเพิ่งจอดที่หน้าประตูจวน หลิวจี้ก็จามออกมาเสียงดัง
เขาขยี้จมูก มองดูฝนข้างนอกที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ก็รีบให้เมียจ๋าเข้าบ้านไปก่อน
ส่วนตัวเองขับรถม้าไปเก็บที่โรงม้าในสวนหลังบ้านแล้ววิ่งหนีฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่วเข้าไปในบ้านได้ทันเวลาพอดี
ไม่รู้ว่ามีคนกำลังนินทาเขาอยู่ลับหลังหรือเปล่า หลิวจี้ยืนอยู่ดีๆ ก็จามออกมาอีกรอบ
ฉินเหยาหันมามอง “คงไม่ได้เป็นหวัดแล้วหรอกนะ”
“หมวกอะไร?” หลิวจี้เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เต็มไปด้วยความงุนงง
เขาลูบหัวตัวเองอย่างแปลกใจ มีแต่กวานรัดผม เขาไม่ได้สวมหมวกนี่
ฉินเหยามองหลิวจี้ที่กำลังลูบหัวตัวเองก็ส่ายหน้าอย่างระอา เจ้าทึ่มเอ๊ย!
หันไปสั่งอินเยว่ “ที่บ้านมีขิงไหม ไปต้มน้ำขิงมาให้ท่านอาจารย์ชายเจ้าสักชาม จะได้ขับความเย็น”
ก็ไม่ใช่ว่าเป็นห่วงอะไรนักหนาหรอก แค่ถ้าคนผู้นี้ป่วยก็ไปทำงานไม่ได้ ไม่ทำงานก็ไม่มีเบี้ยหวัด
งานเดือนละตั้งร้อยตำลึง ยุคนี้ก็มีแต่เศรษฐีหน้าโง่อย่างซือคงเจี้ยนแห่งจวนราชครูเท่านั้นแหละที่จ้างไหว
หลิวจี้ เจ้ามีคุณธรรมความสามารถอะไรกัน!
อินเยว่เข้าใจความหมายของท่านอาจารย์จึงรีบตอบว่า “มีเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปต้มให้เดี๋ยวนี้”
“เดี๋ยว” ฉินเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอามาคนละชามแล้วกัน อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว กินกันไว้ก่อนก็ดี”
อินเยว่รับคำแล้วไปจัดการ
อาวั่งยกอาหารเย็นที่ทำเสร็จแล้วขึ้นโต๊ะ รอให้อินเยว่ยกน้ำขิงมา ครอบครัวทั้งแปดชีวิตไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจต่างก็ต้องดื่มคนละค่อนชาม ถึงได้นั่งล้อมวงเพลิดเพลินไปกับอาหารมื้อเย็นที่แสนอร่อย
ฉินเหยาหิวจริงๆ นางซัดข้าวสวยไปรวดเดียวสองชามใหญ่ถึงได้เริ่มชะลอความเร็วลง
นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าประตูจวนราชครูวันนี้ หลิวจี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมา
ปากก็พูดน้ำลายแตกฟอง เล่าเรื่องความเก่งกาจของฉินเหยาในวันนี้ให้สมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้ไปฟังอย่างออกรสพลางครุ่นคิดว่าจะตอบแทนเมียจ๋าอย่างไรดี
คิดไปคิดมา ปลายหูก็แดงก่ำ
ฉินเหยาปรายตามองแวบเดียวก็รู้ว่าในสมองนั่นต้องเต็มไปด้วยเรื่องลามกจกเปรตแน่ๆ
กำลังคิดจะเขกหัวเขาสักที ประตูใหญ่ก็ถูกเคาะขึ้น
ครอบครัวทั้งแปดชีวิตหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ฝนตกหนักขนาดนี้ ใครมากัน?